ในความจริงนั้นเสื้อลายดอกเดิมทีไม่เคยมีในประเทศไทย เป็นเพียงแค่ความนิยมที่เริ่มในยุคสมัยหนึ่งที่รับมาจากทางตะวันตก ซึ่งมีอิทธิพลมาจากเสื้อฮาวายของทางสหรัฐฯ พอคนไทยนำมาใส่และเกิดความนิยม ร้านเสื้อผ้าต่างๆ ตามตลาดและห้างสรรพสินค้าก็เลยนำมาผลิตวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย เป็นค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลไกการตลาด
โดยสุจิตต์ยังอธิบายต่ออีกว่า “มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากกวีสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่บอกเล่ารสนิยมการเล่นสงกรานต์ของคนไทยไว้ว่า คนไทยแต่งตัวแบบสบายๆ เล่นๆ กัน ตามลักษณะชนชั้น ชุดไทยหรือชุดลายดอกที่ปัจจุบันกำหนดให้แต่งในช่วงสงกรานต์ไม่เคยมีอยู่ และไม่พบในสังคมชาวสยาม ดังนั้นจึงอาจอธิบายได้ว่า การใส่ชุดลายดอกเพิ่งมีขึ้นมาทีหลัง เป็นเพียงข้ออ้างในการยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์สำหรับเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบันเท่านั้น”
จึงอาจพูดให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า การใส่เสื้อลายดอกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเพียงแค่การแต่งตัวตามสมัยนิยม ซึ่งก็ได้มีการแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แท้จริงแล้วสงกรานต์แบบดั้งเดิมไม่ได้มีอะไรที่บ่งชี้ว่า อะไรเป็นรากฐานของความเป็นไทยในการใส่เสื้อลายดอกเลยตั้งแต่ต้นอย่างที่เราทุกคนเข้าใจกัน คนไทยสร้างความนิยมในการสวมเสื้อลายดอกนี้ขึ้นมาเอง
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หรือเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงๆ ตามความเชื่อโบราณที่ผู้ใหญ่ในอดีตได้พูดถึง ลายดอกแรกแย้ม (ต้องมีคำว่า แรกแย้ม) ก็ได้ให้ความหมายไว้ว่า ลายดอกไม้แบบนี้เป็นการสื่อถึงการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ดังเช่นการเริ่มต้นวันปีใหม่ไทย ซึ่งมีสีสันสดใสที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเบิกบาน