ภูมิหลัง
จุดเริ่มต้นจริง ๆ ต้องย้อนไปตอนเด็กเลยครับ ผมเป็นนักร้องประจำวงโปงลางมาตั้งแต่ตอนอยู่ ป.5 - ป.6 พอเข้าช่วง ม.1 - ม.3 ก็ขยับมาเป็นนักร้องลูกทุ่งประจำวงดนตรีโรงเรียน พอจบ ม.3 ตอนนั้นครอบครัวค่อนข้างยากจน คุณแม่เลยอยากให้พับเรื่องเรียนต่อ ม.ปลาย เอาไว้ก่อน แล้วออกไปหางานทำ
แต่โชคดีที่คุณแม่เห็นแววความสามารถในตัวผม และรู้จักกับ อาจารย์สุมณฑา ธาตุทอง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนลำซิ่งที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คุณแม่เลยแนะนำว่า ‘ทำไมเราไม่ลองไปเรียนลำซิ่งดูล่ะ ในเมื่อเราก็มีความสามารถด้านการร้องอยู่แล้ว’
นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ ผมได้เข้าไปพูดคุยและตกลงฝากตัวเป็นศิษย์เรียนลำซิ่งกับอาจารย์สุมณฑา กินนอนอยู่ที่บ้านท่านนานถึง 4 เดือน ช่วยงานบ้านท่านทุกอย่าง ตั้งใจท่องกลอนลำจนอาจารย์ไว้วางใจให้ขึ้น
เวทีและออกงานลำจริง ๆ ถือเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้ผมก้าวเข้าสู่วงการหมอลำซิ่งและลำกลอนมาจนถึงปัจจุบันครับ"
"ถ้าถามถึงอาจารย์ที่เรียนเป็นกิจจะลักษณะจริง ๆ มีแค่อาารย์สุมณฑา ท่านเดียวครับ แต่ด้วยความที่เราใฝ่รู้ ในสมัยก่อนถ้าพูดถึงแหล่งรวมหมอลำกลอนซิ่งหรือหมอลำกลอนที่มีชื่อเสียง ทุกคนจะต้องนึกถึง ‘ซอยหมอลำข้างวัดมัชฌิมาวาส’ ตรงนั้นจะมีครูบาอาจารย์และบุคลากรหมอลำเก่ง ๆ อาศัยอยู่เยอะมาก ผมก็มักจะเดินทางไปที่นั่นเพื่อไปขอเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เก็บความรู้จากบรมครูหมอลำหลาย ๆ ท่านมาพัฒนาตัวเอง
เวลาทำงานร่วมกับครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์ ผมจะชอบเก็บเกี่ยวสิ่งดี ๆ ของแต่ละท่านมาประยุกต์ใช้ อย่างสไตล์ลำกลอนหวาน ๆ เราก็ได้มาจากอาจารย์สุมณฑา หรืออย่าง อาจารย์พัชรี ที่เราเคยเห็นในแผ่นซีดี รวมถึง อาจารย์ปรีดา แก้วเสด็จ ท่านนี้จะไม่ได้มาสายหวาน แต่เป็นสายลำซิ่งที่สนุกสนานเอนเตอร์เทนเก่ง ทุก ๆ อาจารย์ที่ผมได้ร่วมงานด้วยล้วนมีเกร็ดความรู้ให้ผมได้นำมาปรับใช้ ซึ่งผมมีความสุขและภูมิใจมากครับ ส่วนกลอนลำที่ผมถนัดและชอบมากที่สุดก็จะเป็น กลอนลำหย่าว ลำเพลิน และลำเต้ย ครับ"
ย้อนกลับไปตอนเริ่มทำงานใหม่ ๆ ผมสตาร์ทจากการเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนหนองบุก่อน จากนั้นขยับไปเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนืออยู่นานถึง 9 ปี ระหว่างนั้นได้รับทุนเรียนต่อปริญญาโท พอกลับมาเรียนจบก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม แต่ต่อมาคุณพ่อป่วยหนัก และน้องสาวทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีคนดูแลท่าน ผมเลยตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อมาดูแลคุณพ่ออย่างเต็มที่ พอท่านอาการดีขึ้น ผมถึงได้กลับมาสู่วงการเส้นทางสายศิลปินหมอลำซิ่งเต็มตัวครับ"
เรื่องผลงานสื่อในอดีต ผมเคยอัดแผ่นซีดีคอนเสิร์ตลำซิ่งวาไรตี้ร่วมกับทีมงานทางอุบลราชธานีครับ ตอนนั้นได้ร่วมงานกับหมอลำชื่อดังอย่าง พี่ศรีจันทร์ วีสี และวัชราภรณ์ เป็นคอนเสิร์ตลำซิ่งที่มีกลอนลำแทรกอยู่ สมัยนั้นได้รับความนิยมมาก
ส่วนประสบการณ์การแสดง นอกจากจะวิ่งรอกเดินสายในประเทศแล้ว ผมเคยมีโอกาสไปแสดงที่ประเทศสปป.ลาว และที่น่าภาคภูมิใจที่สุดคือ ตอนที่ผมไปนำเสนองานวิจัยในระดับปริญญาโทที่ ประเทศฝรั่งเศส และ ประเทศเกาหลีใต้
ตอนไปเกาหลีใต้เกิดเรื่องที่ทำให้เซอรไพรส์และประทับใจมาก คือเราไปในนามนักศึกษาเพื่อพรีเซนต์งานวิจัยวิชาการ แต่นักศึกษาที่นั่นเขาถามกลับมาว่า ‘นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว นักศึกษาจากประเทศไทยมีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เด่น ๆ มาโชว์ให้ดูไหม’ เพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกัน 4-5 คนก็อึกอัก ไม่รู้จะโชว์อะไรนอกจากยิ้มสยามหรือไหว้สวย ๆ ผมเลยเสนอตัวเองว่า ‘งั้นผมขอลำขอฟ้อนแบบลำซิ่งให้ดูได้ไหม’ ปรากฏว่าฝรั่งและคนเกาหลีเขาสนุกกันมาก แถมยังสนใจเข้ามาถามต่อว่า ‘ศิลปะแบบนี้เรียกว่าอะไร และอยู่ที่ไหนของประเทศไทย’ ผมก็ภูมิใจมากที่ได้ตอบเขาไปว่า นี่คือ ‘หมอลำซิ่ง’ วัฒนธรรมของคนภาคอีสาน
อีกครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปเที่ยวทะเลบัวแดง มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีถือกล้องมาถ่ายวิดีโอแล้วเข้ามาถามว่าสิ่งนี้คืออะไร ผมก็อธิบายให้เขาฟังว่ามันคือหมอลำซิ่ง เป็นวัฒนธรรมความบันเทิงของคนอีสาน เขาบอกว่าเคยเห็นแต่รำไทยภาคกลาง ไม่เคยเห็นอะไรที่สนุกสนานแบบนี้มาก่อน ถ้ามีโอกาสเขาก็อยากจะมาศึกษาเรื่องนี้จริงจัง เพราะเขาเรียนด้านวัฒนธรรมมา มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า ‘หมอลำซิ่ง’ ของเราเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ชาวต่างชาติยังไม่ค่อยเห็น และมันสามารถนำไปต่อยอดได้อีกไกลมากครับ"
"ตลอดเวลากว่า 15 ปีในวงการ มีคนติดต่ออยากมาขอสมัครเป็นลูกศิษย์เรียนลำเยอะมากครับ แต่ด้วยภาระหน้าที่ในตอนนั้นที่ค่อนข้างล้นมือ ทั้งเรียนต่อ ทั้งงานสอน และงานแสดงลำด้วย ผมเลยยังไม่กล้ารับใครเป็นลูกศิษย์เอกแบบเป็นทางการ
แต่ถ้าเป็นการแบ่งปันความรู้ ใครเดือดร้อนหรือเดินเข้ามาถาม ผมบอกหมดไม่มีกั๊กครับ หมอลำหลาย ๆ ท่านชอบมาปรึกษาว่า ‘ลำแบบนี้ทำยังไง ท่องกลอนแบบไหน พูดหน้าเวทีและเอนเตอร์เทนคนยังไงให้เอาเวทีอยู่ หรือลำยังไงไม่ให้เสียงแหบ’ ผมก็ถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดให้ไป รวมถึงการไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการร้องเพลงและการแสดงลำให้กับองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้งครับ
ที่มาฉายาหมอลำ
อาจารย์สุมณฑาพาไปดูหมอกับเจ้าอาวาสวัดฉิมวาส ซึ่งพระอาจารย์แนะนำให้ใช้ฉายา “พันแสน” ตามอย่างศิษย์พี่ที่โด่งดัง เดิมจะใช้ชื่อ “สุริยัน พันแสน” แต่เนื่องจากชื่อจริงคือสุริยา (ซึ่งแปลว่าพระอาทิตย์เหมือนกัน) จึงเปลี่ยนมาใช้ “สุริยา พันแสน” แทน
ด้านทำนองลำ
กลอนลำทำนองขอนแก่น กลอนลำทางยาว, ลำเพลิน, ลำเต้ย
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เอกลักษณ์อันดับแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ของ หมอลำสุริยา พันแสน คือ ความสามารถในการร้องและการลำที่หลากหลาย ในการแสดงสดเขาสามารถปรับเปลี่ยนโหมดอารมณ์ได้อย่างลื่นไหล หมอลำสุริยา พันแสนมีพลังในการขับเคลื่อนเวที มีจังหวะจะโคนที่สนุกสนาน เร้าใจ และมีลีลาการเอนเตอร์เทนหน้าเวทีที่ดึงดูดสายตาผู้ชม ทำให้ลานหน้าเวทีไม่เคยเงียบเหงา
เมื่อถึงคราวต้องใช้เสียงเอื้อนและการลำยาว หมอลำสุริยาแสดงให้เห็นถึงทักษะขั้นสูงในการใช้กลอนลำอวยพร และบทลำทางยาวที่เนียนกริบ น้ำเสียงคมชัด ถ่ายทอดทำนองทางลำดั้งเดิมของอีสานออกมาได้อย่างเข้มข้นและน่าฟัง น้ำเสียงของสุริยามีลักษณะพิเศษคือ “ความวอนออดอ้อน” และมีลูกคอหมอลำที่เด่นชัดมาก สำเนียงดนตรีและการเปล่งเสียงของเขาสามารถสื่อสารอารมณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา ยามที่ต้องร้องบทสนุกสนานก็สามารถส่งพลังความสุขให้คนฟังอยากลุกขึ้นฟ้อน แต่ยามที่ต้องลำบทเศร้าหรือบทซาบซึ้ง สำเนียงเอื้อนของเขาก็สะกดให้ผู้ชมคล้อยตามและอินไปกับเนื้อหาของกลอนลำได้อย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งที่ทำให้ สุริยา พันแสน แตกต่างและเป็นที่จดจำอย่างมาก คือการที่เขามักจะนำ “ประวัติชีวิตการต่อสู้จริง” ของตัวเองมาดีไซน์เป็นกลอนลำขับร้องบนเวที
“จากเด็กหนุ่มบ้านหนองควาย ตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความยากจน เข้าสู่สนามชีวิตด้วยการรับจ้างและร้องหมอลำแลกเงินค่าเทอม เขาผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก ทั่งเรียนหนักและต้องออกงานลำในเวลาเดียวกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่น เขาสามารถคว้าปริญญาบัตรจาก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้สำเร็จ” เรื่องราวชีวิตจริงที่ถูกสะท้อนผ่านเสียงลำนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจชิ้นโตที่ส่งถึงคนสู้ชีวิตทุกคนที่ได้ฟัง
อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้แฟนเพลงหลงรักคือ ความเป็นกันเองและความอ่อนน้อมถ่อมตน ทุกครั้งที่อยู่บนเวที สุริยาจะให้เกียรติเจ้าภาพและผู้ชมอยู่เสมอ เขามักจะใช้คำพูดที่นอบน้อม ฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อแม่พี่น้อง มิตรแก้วแพงแพงในพื้นที่อุดรธานี หนองคาย และทั่วสารทิศ ความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายนี้เองที่เปลี่ยนจากวิถีของ "คนดู-ศิลปิน" ให้กลายเป็นความผูกพันเหมือนญาติพี่น้องในสายเลือดอีสาน
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
มี VCD คอนเสิร์ตลำซิ่ง (วาไรตี้) ร่วมกับ ศรีจันทร์ วีสี และวัชราภรณ์
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ 2. หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ 3.หมอลำโสภาพร ธาตุทอง 4.หมอลำอรสา ธาตุทอง 5.หมอลำเพ็ญนภา ธาตุทอง 6.หมอลำปวีณา ธาตุทอง พวง 7.หมอลำผกา ดารากร 8.หมอลำอรทัย ธาตุทอง 9.หมอลำนันทนา แก้วเสด็จ 10.หมอลำต่าย สุมาลี 11.หมอลำป้อม พรพิมล แก้วเสด็ 12.หมอลำดารณี ฟ้าอำนวพร 13.หมอลำเกษแก้ว อัญมณี 14.หมอลำศิริพร ดาวดวงใหม่ 15.หมอลำบุญเลิศ ฟ้าสะอื้น 16.หมอลำนุ๊ก ปิยะพร 17.หมอลำอิงอร พรโสภา 18.หมอลำพิมพิรา สายลมเย็น 19.หมอลำอาริสา ฟ้าสะอื้น 20.หมอลำน้ำหนึ่ง ฑิฆัมพร 21.อ. จุรีรัตน์ งามเวที 22.หมอลำวิภาดา งามเวที 23.หมอลำบุษบา แก้วเสด็จ
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ใช้ประสบการณ์ที่สะสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ในการสอน โดยเน้นเรื่องการพูดหน้าเวที การเอนเตอร์เทนผู้ชม การใช้เสียงที่ถูกต้อง รวมถึงการสอนให้รู้จักเก็บเกี่ยวเกร็ดความรู้และสไตล์จากครูหมอลำท่านอื่นๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาตนเอง
อันดับแรกก็จะถามก่อนว่าที่อยากร้อง ลำ เพราะอะไรแล้วก็จะให้เขาฝึกร้องให้ฟังเพื่อที่เราจะได้ฟังเสียง แล้ว ค่อยจะบอกว่าปรับตรงไหน เพิ่มเติมตรงไหน และที่สำคัญคือไม่ต้องอยากให้เป็นเหมือนใครหรือเป็นอื่นให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แสดง ความเป็นตัวเองออกมา โดยที่ไม่ต้องเหมือนใครแต่ ถ้าเราชอบจุดไหนของคนอื่นเราก็เอาจุดที่ดีจุดนั้นมาเพิ่มเติมและพัฒนาตัวเองได้ แต่ไม่ใช่เหมือนเขาร้องให้สุดเสียง เปล่งคำให้ขัด และฟ้อนให้สุดแขน ยิ้มแย้ม มีความสุขกับงาน
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1.กศน.อุดรธานี
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
1.มีความสามารถด้านดนตรี เล่นเครื่องดนตรีโปงลางและกลอง
2.พิธีกร
3.ประพันธ์กลอนลำ
4.ประพันธ์เพลง
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
อดีตเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ 11 ปี
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
ในฐานะคนที่อยู่ตรงนี้ ผมอยากบอกน้อง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ว่า คนที่จะก้าวเข้ามาคำว่า ‘หมอลำ’ คุณต้องเริ่มต้นจาก ‘ใจรัก’ จริง ๆ อย่าเข้ามาเพียงเพราะหวังแค่ชื่อเสียง เงินทอง หรือคิดว่ามันเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีเพียงอย่างเดียว แต่ก่อนจะเรียน คุณต้องเข้าถึงรากเหง้า เข้าถึงจิตวิญญาณของคำว่าศิลปินก่อน
การเรียนหมอลำสมัยนี้กับสมัยก่อนมันต่างกันมาก ตัวผมเองเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท มีหน้าที่การงานเป็นถึงอาจารย์และรองผู้อำนวยการ แต่ทำไมผมถึงยอมลาออกมาอยู่กับคำว่าหมอลำ? ก็เพราะผมรักและเข้าถึงคุณค่าของมัน ผมจึงอยากฝากน้อง ๆ ว่า ให้เอาความรักในศิลปะนำหน้าผลตอบแทน แล้วความใฝ่รู้มันจะตามมาเอง
ตอนนี้ผมชื่นชมหลาย ๆ สถาบัน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และสถาบันอื่น ๆ ที่เปิดหลักสูตรสาขาหมอลำขึ้นมาโดยเฉพาะ มันช่วยเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ที่เรียนจบออกไปมีอาชีพ มีกินมีใช้เลี้ยงชีพได้ด้วยศิลปะบ้านตัวเอง และท้ายที่สุดนี้ อยากฝากไว้ว่า ถ้าอยากเป็นหมอลำจริง ๆ ขอแค่มีใจรักก็พอครับ แต่ถ้าเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้แล้ว ‘จงเรียนอย่างศิษย์มีครู’ ให้ไปแสวงหาครูบาอาจารย์คอยอบรมสั่งสอนและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ไม่ใช่เปิดดูแค่ในยูทูบหรือลักจำจากเพื่อนเพียงอย่างเดียว เพื่อที่เราจะได้สืบทอดวัฒนธรรมหมอลำที่ถูกต้องให้คงอยู่คู่ลูกหลานชาวอีสานต่อไปครับ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 1 เดือนเมษายน พ.ศ.2569