ภูมิหลัง
ผมชื่อ ลำดวน อ่อนละมุน หรือที่คนในวงการรู้จักกันในนาม “หมอลำลำดวน ปากเข็ด” ชีวิตของผมเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความยากลำบากในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวที่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาถึง 11 คน มีคุณพ่อคือ นายสงวน อ่อนละมุน (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว 20 ปี ขณะอายุได้ 61 ปี) และคุณแม่คือ นางเฉลิม อ่อนละมุน ซึ่งปัจจุบันท่านอายุ 82 ปีแล้ว และผมได้ดูแลพามาอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าน้อย จังหวัดอุดรธานีร่วมกับญาติ ๆ
ด้วยความที่เป็นลูกคนโตและครอบครัวยากจนมาก ชีวิตในวัยเด็กจึงต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินที่จังหวัดบึงกาฬ เรียนหนังสือจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-3 ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านหนองตูม ตำบลบ้านเหล่า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เมื่อกลับมาเรียนต่อ อาจารย์ที่โรงเรียนเห็นว่าครอบครัวยากจนคงไม่มีทุนทรัพย์ให้เรียนต่อในระบบปกติ จึงแนะนำให้บวชเรียน ผมเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท แต่ก็ยังไม่จบ เพราะต้องสึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้องและส่งเสียดูแลน้อง ๆ โดยย้ายไปใช้แรงงานที่ตำบลชัยพร จังหวัดบึงกาฬ อีกครั้ง
ช่วงอายุประมาณ 20 ปีต้น ๆ ประตูชีวิตของผมเริ่มเปิดออกเมื่อได้รับโอกาสจาก มูลนิธิอีสานพัฒนา จังหวัดอุดรธานี (องค์กรศาสนาและส่งเสริมอาชีพเพื่อคนด้อยโอกาส) ผมได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกงานและโชคดีอย่างยิ่งที่ได้รับการบรรจุให้ดูแลใน “แผนกส่งเสริมด้านศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้าน”
ที่แผนกนี้เอง ทำให้ผมได้ฝึกฝนการรำ การเล่นดนตรีพื้นบ้าน พิณ แคน โปงลาง จนเข้าใจระบบโน้ตสากลและสามารถถ่ายทอดต่อได้ ต่อมาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ออกไปสอนชาวบ้านที่สนใจ ทำให้ผมได้ซึมซับวัฒนธรรมอีสานอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับในยุคนั้นเป็นยุคทองของ “หมอลำประยุกต์” หรือ “หมอลำซิ่ง” มีศิลปินชื่อดังอย่าง อาจารย์แม่พัชรี แก้วเสด็จ และอาจารย์สังวาลย์ ดาวเหนือ เป็นต้นแบบ เวลาผมลงพื้นที่ไปทำงานที่หมู่บ้านไหนก็จะได้ยินเสียงเพลงของท่านเปิดอยู่ตลอด จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหนุ่มที่ชอบร้องชอบรำอย่างผม ใฝ่ฝันอยากจะก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
นอกจากใจรักแล้ว ผมยังเป็นคนรักสวยรักงาม เวลาออกจากบ้านต้องทาครีมหน้าขาวแต่งตัวให้ดูดี จนชาวบ้านแซวขำ ๆ ว่า “หมอลำมาแล้ว” สิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้ผมกล้าที่จะไปประกวดร้องเพลงตามสถานีวิทยุต่าง ๆ จนกระทั่งได้ปรึกษากับครูบาอาจารย์ในแผนก คือ อาจารย์ณัฐพร จ่าโส และ อาจารย์สมพร ตันศิริ ซึ่งอาจารย์สมพรได้กลายมาเป็นครูสอนรำคนแรกของผม
ต่อมาอาจารย์แนะนำว่า หากอยากมีรายได้และมีคนจ้างงานจริง ๆ ในยุคนั้น ต้องไปเรียนรำกับครูหมอลำที่ “ซอยข้างวัดมัชฌิมาวาส” ซึ่งเป็นศูนย์รวมของสำนักงานหมอลำที่เรียงรายกันเป็นห้อง ๆ ผมจึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ อาจารย์สุวรรณ ปากเข็ด เจ้าของค่ายใหญ่ โดยการแนะนำของอาจารย์สมพร ในสมัยนั้นค่าเรียนสูงถึง 15,000 บาท ซึ่งแพงมากเมื่อเทียบกับเงินเดือนมูลนิธิของผมที่ได้เพียงเดือนละ 1,400-1,500 บาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น ผมจึงตัดสินใจขายทองคำที่มีอยู่ 1 เส้น เพื่อนำเงินครึ่งหนึ่งมามัดจำค่านมัสการขึ้นครู ส่วนที่เหลือค่อย ๆ ผ่อนจ่าย
ผมทำงานไปด้วยฝึกรำไปด้วย อาศัยพรสวรรค์และการฝึกฝนอย่างหนัก เวลาขับรถจักรยานยนต์หรือเดินไปไหน ก็จะฮัมทำนองท่องกลอนลำไปด้วยให้ขึ้นใจ หมอลำซิ่งยุคนั้นต้องลำยาวตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง รวม 4-6 ยก (ส่วนใหญ่ลำถึงตี 3) ผมฝึกอยู่ประมาณ 6-7 เดือน ท่องกลอนลำยาวหลายหน้ากระดาษจนจำได้ประมาณ 2 ยกครึ่งถึง 3 ยก ก็ประจวบเหมาะกับช่วงที่หมอลำขาดแคลนและเจ้าภาพต้องการตัวพอดี ด้วยความที่หน้าตาดี อาจารย์จึงส่งผมขึ้นประเดิมเวทีแรกในชีวิตปลายปี พ.ศ. 2535 ที่อำเภอน้ำพอง ร่วมกับหมอลำคู่คือ “หมอลำราตรี รุ่งเจริญ” (ค่าจ้างงานตอนนั้น 9,000 บาท) แม้จะตื่นเวทีและจำกลอนได้ไม่ครบจนต้องนำกลอนเก่ามารำวนในช่วงบ่าย แต่งานนั้นก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เจ้าภาพชื่นชอบ และกลายเป็นความมั่นใจให้ผมกล้าแสดงออกนับแต่นั้น
ความสำเร็จก้าวสำคัญเกิดขึ้นในคราวประกวดหมอลำในงานทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี พ.ศ. 2537 ผมลงแข่งขันคู่กับ “หมอลำแววจันทร์ ดาวพระศุกร์” และสามารถคว้าตำแหน่งรองแชมป์มาครองได้สำเร็จ ยิ่งเพิ่มความภาคภูมิใจในอาชีพนี้อย่างสูงสุด
อาชีพที่ใครเคยแต่งตั้งว่าเต้นกินรำกินนี้ สามารถสร้างชีวิตให้เด็กขาดโอกาสคนหนึ่งให้มีบ้านถึง 3 หลัง มีเงินซื้อที่ดิน ซื้อรถ และดูแลพ่อแม่พี่น้องให้อยู่สุขสบายได้ ผมจึงมักสอนลูกศิษย์เสมอว่า “อย่าประมาทในอาชีพหมอลำ เพราะมันสามารถเลี้ยงดูครอบครัวเราได้จริง ๆ” ปัจจุบันผมมีลูกศิษย์มากมายที่สืบทอดวิชา เช่น อาจารย์ไชยา (ศิษย์เอกดนตรี มรภ.อุดรธานี ปัจจุบันบรรจุเป็นครู) และ หมอลำอัศวิน ปากเข็ด ที่นำวิชาไปต่อยอดตั้งวง “หมอลำวงอีสานอินเตอร์” ของตัวเอง ชีวิตส่วนตัวของผมเป็นคนชอบความบันเทิง ไม่เครียด เพราะได้ออกงานและมอบความสุขให้ชาวบ้านผ่านเสียงเพลง เสียงลำ ทุกครั้งที่จับไมค์ก้าวขึ้นเวที ผมมีความสุขเสมอ
ทำนองลำที่ถนัด
หมอลำซิ่ง ลำกลอนทำนองขอนแก่น ลำกลอนทำนองอุดรฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
การผสมผสานความเป็นหมอลำซิ่งแบบอีสานดั้งเดิมกับการแสดงที่เข้าถึงคนดู มีทักษะการร้องกลอนลำ การรำ และการใช้เวทีอย่างมีชีวิตชีวา โดยสะท้อนประสบการณ์ชีวิตจริงจากความยากลำบาก ทำให้การแสดงมีความจริงใจ เข้มข้น และสื่ออารมณ์ได้ชัดเจน พร้อมทั้งยังรักษารากวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานควบคู่กับการพัฒนาให้ทันยุคสมัย
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1. เพลงยุทธศาสตร์จังหวัดอุดรธานี 2. เพลงสิทธิบัตรทอง (สปสช.) 3. เพลงส่งเสริมการท่องเที่ยวหนองคาย 4. เพลงผู้ว่าดำนา 5. เพลงรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุ
การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำราตรี รุ่งเจริญ 2. หมอลำแรมจันทร์ ดาวพระศุกร์ 3.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที 4. หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ 5.หมอลำสังวาลย์ ไชยเลิศ 6. หมอลำหนูเลียบ สนั่นเมือง 7. หมอลำเลิศนภา กระทิงทอง 8. หมอลำแสงดาว เอวสตริง 9. หมอลำบุษบา แก้วเสด็จ 10. หมอลำยุพาพร สายลมเย็น 11. หมอลำรัศมีน้อย สายลมเย็น 12. หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ 13. หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์ 14. หมอลำคำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำอัศวิน ปากเข็ด 2. อาจารย์ไชยา
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
เน้นการฝึกฝนแบบ “พรแสวง” คือความมานะพยายาม เช่น การฝึกท่องกลอนลำขณะขับขี่รถหรือเดินไปมาเพื่อให้จดจำจังหวะและทำนองให้แม่นยำ และต้องมีความกล้าแสดงออกบนเวทีเพื่อสั่งสมประสบการณ์จริง นอกจากนี้ยังต้องหมั่นเขียนและท่องกลอนลำเพิ่มเติมอยู่เสมอแม้จะมีอายุมากขึ้นก็ตาม
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
ศูนย์บริการการศึกษาเครือข่ายสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จังหวัดอุดรธานี
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
รางวัลรองชนะเลิศ (รองแชมป์) การประกวดหมอลำกลอนซิ่ง งานทุ่งศรีเมือง พ.ศ. 2537
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
เล่นดนตรีพื้นบ้าน พิณ แคน โปงลาง แคน
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1. นักจัดรายการวิทยุ (DJ)
2. อุปนายกสมาคมนักจัดรายการวิทยุอุดรธานี
3. เจ้าหน้าที่มูลนิธิอีสานพัฒนา
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
ขอให้มองเห็นคุณค่าในอาชีพศิลปินหมอลำว่าเป็นอาชีพที่สุจริต มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และสามารถสร้างฐานะความมั่นคงให้กับครอบครัวได้หากมีความตั้งใจจริง
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 4 เดือนเมษายน พ.ศ.2569