นายณัฐพงษ์ แทนพรม
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำจอมเทพ พันเเสน

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

หากจะให้ย้อนวันเวลาทบทวนชีวิต ละครชีวิตของผมคงเริ่มต้นฉากแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ยามเมื่อจำความได้ ผมก็มองเห็นตัวเองเดินอยู่บนเส้นทางสายศิลปินเสียแล้ว อาจเพราะในกายมีสายเลือดหมอลำเข้มข้นที่สืบทอดมาจากทางคุณยาย คุณพ่อ และคุณลุง เสียงเอื้อนเสียงลำจึงผูกพันและซึมลึกอยู่ในใจผมมาตั้งแต่เด็ก

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุปสมบทในปี พ.ศ. 2539 ในช่วงเวลานั้น ความชอบและใจรักในด้านเสียงร้องเสียงลำที่ซ่อนอยู่ข้างในก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 โอกาสครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อผมได้รับความเมตตาจากคณะหมอลำระดับตำนานอย่าง "คณะหมอลำรัตนศิลป์อินตาไทยราชฎร์" ให้เข้าไปร่วมวง

สำนักรัตนศิลป์ฯ แห่งนี้ พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็น "โรงเรียนหมอลำแห่งแรก" ในชีวิตของผม ผมเริ่มไต่เต้าจากศูนย์ เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การร้อง การลำ ไปจนถึงการเป็นแดนซ์เซอร์ โดยมีครูบาอาจารย์คอยโอบอุ้มและประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์พ่อครูบุญถือ หาญสุริย์, แม่ครูชวารา หาญสุริย์, อาจารย์สุรชาติ หาญสุริย์, อาจารย์สุริยา หาญสุริย์ รวมไปถึง คุณแม่อุไรวรรณ, คุณแม่นิด, คุณแม่น้อย และอีกหลายๆ ท่านที่คอยให้คำแนะนำสั่งสอนมาโดยตลอด

ท่านได้มอบวิชา "รำสังวาสอินตรา" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผม และไม่ใช่แค่เรื่องงานแสดงเท่านั้น ท่านยังพาผมเข้าวัด สอนให้รู้จักการปฏิบัติธรรมและถือศีลควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ผมยังได้ศึกษาการแต่งกลอนร้องกลอนลำจากพ่อครูในสำนักอีกหลายท่าน เช่น พ่อหมอลำอัมรินทร์, พ่อหมอลำสินทอง ก้องนภา และอาจารย์เออเร่อ ที่ช่วยขัดเกลาการร้องการรำของผมให้คมชัดยิ่งขึ้น

ผมฝากตัวเติบโตและกินนอนอยู่ใต้ชายคาคณะรัตนศิลป์ฯ นานถึง 11 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2551 จึงได้กราบลาครูบาอาจารย์ออกมาเผชิญโลกกว้างข้างนอก เพื่อศึกษาหาประสบการณ์ในเส้นทางสายดนตรีด้านอื่นๆ ดั่งใจหวัง และลองหันไปจับงานจัดตั้งวงส่วนตัวและเป็นนักร้องประกวด           

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2553 ผมได้รับโอกาสทองอีกครั้งจาก "คณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์" หมอลำหมู่แถวหน้าของเมืองไทย ผมได้เข้าไปประจำวงและร่วมงานกับทีมงานระเบียบวาทะศิลป์ ซึ่งการมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะการเรียนรู้ "สังวาสทำนองอังคาร" เพิ่มเติม จากการอบรมสั่งสอนของ อาจารย์เดชา บุญมหาชัย, คุณพ่อระเบียบ พลล้ำ, พ่อครูเอ๊ะ ภักดี พลล้ำ และคุณพ่อเปีย สุมิตรศักดิ์ พลล้ำ

อยู่ที่ระเบียบวาทะศิลป์ ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หลักเป็นทั้งหมอลำและพิธีกรดำเนินรายการ มอบความสุขให้แฟนเพลงอยู่ราวๆ 4 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2557จึงตัดสินใจลาออกเพื่อกลับมาดูแลครอบครัว

ช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึง พ.ศ. 2559 เป็นช่วงเวลาของการสร้างรากฐานชีวิตใหม่ ผมทำวงส่วนตัว ย้ายนิวาสสถานจากจังหวัดขอนแก่นมาปักหลักอยู่ที่ จังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งเจ้าภาพ คณะหมอลำ และกัลยาณมิตรในวงการที่เคยเห็นผลงานของผมตั้งแต่สมัยอยู่รัตนศิลป์ฯ และระเบียบวาทะศิลป์ ได้ให้เกียรติแวะเวียนมาเชิญชวนไปขึ้นแสดงในฐานะ "ศิลปินรับเชิญ" อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ผมได้อยู่ใกล้ชิดดูแลครอบครัวและยังสามารถประกอบอาชีพที่รักควบคู่กันไปได้

เมื่อตั้งหลักได้ที่อุดรธานี ผมจึงเดินทางไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์ของ อาจารย์สุมณฑา ธาตุทอง ซึ่งท่านมีศักดิ์เป็นคุณป้าของผมเอง ท่านเป็นทั้งป้าและเป็นครูผู้ถ่ายทอดศาสตร์ "หมอลำกลอน" และ "หมอลำซิ่ง" ให้กับผมอย่างหมดเปลือก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึง พ.ศ. 2562

เมื่อวิชาแก่กล้า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2565 ผมจึงเริ่มหันมารับงานในรูปแบบ "หมอลำประยุกต์" โดยได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดอุดรธานีหลายท่าน ที่มองเห็นศักยภาพและเปิดโอกาสให้ผมได้ขึ้นลำคู่กับท่าน เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมอีสานให้คงอยู่ต่อไป

ความเป็นมาฉายา

 ฉายา “จอมเทพ พันแสน” ตั้งโดย แม่ครูสุมณฑา ธาตุทอง เนื่องจากสำนักของแม่ครูสุมณฑา หากเป็นลูกศิษย์ผู้ชายจะต้องใช้ชื่อสกุลว่า “พันแสน” ส่วนในวงการทั่วไปคนจะรู้จักในชื่อ “บอย ชน” หรือ “บอย ณัฐพงษ์ ระเบียบวาทศิลป์”    

ด้านทำนองลำ

มีความสามารถหลากหลาย ทั้ง ลำทางสว่างอินตา, ทำนองลำพูน, ทำนองอังคาร (จากสายระเบียบวาทะศิลป์), รวมถึง หมอลำซิ่ง และลำกลอนประยุกต์ โดยมีความโดดเด่นในเรื่องการ “ลำด้น” หรือการลำสด

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

หากมีคนมาถามผมว่า “เป็นหมอลำจอมเทพ พันแสน ต้องมีดีที่อะไร?” สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวและเป็นสิ่งที่คนฟังมักจะเว้าถึงเสมอ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘น้ำเสียงและการฟ้อน’ หลายคนบอกว่าถ้าเห็นจอมเทพขึ้นเวทีเมื่อไหร่ มันต้องได้ดูทั้งการลำและการฟ้อนควบคู่กันไปอย่างสมน้ำสมเนื้อ เพราะสำหรับผมแล้ว แม้โลกจะหมุนไปจนการลำซิ่งกระชับและสนุกขึ้นแค่ไหน แต่ศิลปะการฟ้อนรำ ลีลาภาษากาย และการแสดงศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในคำร้อง... สิ่งเหล่านี้คือหัวใจที่ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด

เส้นทางลายลำของผมถูกหล่อหลอมมาจากสังวาสของ อาจารย์สุมณฑา ธาตุทอง ครูบาอาจารย์ที่ผมเคารพรัก ผมเรียนรู้และนำเอาเทคนิคจากหมอลำเรื่องต่อเนื้อมาประยุกต์ใช้ ทำให้เวลาที่ผมหยิบกลอนตลาดมาร้อง มาร้องเพลงประยุกต์หน้าเวที ผมจะไม่ยอมยืนร้องเฉยๆ หรือเต้นไปตามแรงกระแทกของดนตรีเท่านั้น แต่มันต้องมีศิลปะ มีการวาดมือ วาดเท้า ยกแข้งยกขา มีรอยยิ้ม และมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูอย่างเป็นธรรมชาติ นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมเรียกว่า "ศิลปะการแสดง" ในแบบของจอมเทพ

ด้านผลงาน

1. ลำเรื่องต่อกลอนกับคณะรัตนศิลป์ฯ ประมาณ 7 - 8 เรื่อง                                       

2. ลำเรื่องต่อกลอนกับคณะระเบียบวาทะศิลป์ประมาณ 3 - 4 เรื่อง     

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

การแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ 

1. คณะรัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์   2. คณะระเบียบวาทศิลป์   3.หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง   4.หมอลำบุญช่วง เด่นดวง   5.หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ   6.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ   7.หมอลำนันทนา แก้วเสด็จ   8.หมอลำสมพงษ์ มาพร    9.หมอลำธีระวัฒน์ เวฬุวัน   10.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที    11.หมอลำอุษา ลมหวน   12.หมอลำเลิศนภา กระทิงทอง   13.หมอลำเสงี่ยม ลมบน   14.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ   15.หมอลำสังวาลย์ ไชยเลิศ   16.หมอลำณัฐพร จ่าโส   17.หมอลำดาราณี ฟ้าอำนวยพร   18.หมอลำพิมพิลา สายลมเย็น   19.หมอลำยุภาพร สายลมเย็น   20.หมอลำอรวี แก้วเสด็จ   21.หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์             

ลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1.หมอลำแสงระวี รักษ์ศิลป์   2.หมอลำวีระพงษ์ รักษ์ศิลป์   3.หมอลำก้องฟ้า รักษ์ศิลป์    4.หมอลำประภัสสร รักษ์ศิลป์   5.หมอลำบาสทัย รักษ์ศิลป์   6.หมอลำวรโชติ รักษ์ศิลป์  7.หมอลำมลฤดี รักษ์ศิลป์   8.หมอลำธีระพันธ์ รักษ์ศิลป์   9.หมอลำจักรรินทร์ รักษ์ศิลป์   10.หมอลำดาราพร รักษ์ศิลป์   11.หมอลำจีระวัฒน์ รักษ์ศิลป์   12.หมอลำธัญชนก รักษ์ศิลป์   13.หมอลำเกศกมล รักษ์ศิลป์   14.หมอลำกัมปนาถ รักษ์ศิลป์  15.หมอลำจักรพันธ์ รักศิลป์ 16.หมอลำพิษณุ รักษ์ศิลป์   17.หมอลำสิรินาถ รักษ์ศิลป์    18.หมอลำณัฐยา รักษ์ศิลป์.19.หมอลำธัญญารัตน์ รักษ์ศิลป์   20.หมอลำรัตนาพร รักษ์ศิลป์   21.หมอลำบุญญาพร รักษ์ศิลป์   22.หมอลำวรรณิศา รักษ์ศิลป์                

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

ขั้นแรกสุดเมื่อมีลูกศิษย์เดินเข้ามาหา ผมจะนั่งฟัง "เนื้อเสียงและสำเนียง" ของเขาก่อนเลย สำเนียงคนจะร้องเพลงกับคนจะเป็นหมอลำมันต่างกัน เราต้องแยกแยะให้ออก และประเมินความจำของเขาด้วย เรื่องเนื้อเสียงนี้ผมบอกลูกศิษย์เสมอว่า มันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่พ่อครูแก้ให้ไม่ได้ หน้าที่ของผมคือรักษาความธรรมชาติของเสียงเขาไว้ ไม่ให้เขารู้สึกฝืน แล้วคอยเติมเทคนิคการเอื้อน การออกเสียงสูง-ต่ำให้เขาก็พอ

ที่บ้านรักศิลป์ ผมจะวางโครงสร้างกลอนลำที่ผมแต่งขึ้นมาใหม่ให้เป็นขั้นเป็นตอน ในสเต็ปยกแรก ลูกศิษย์ทุกคนต้องเรียนรู้ตามลำดับ ตั้งแต่ การไหว้ครูสมัยใหม่, ลำเดิน, ลำแหล่บอกประวัติ, ลำซิ่ง, ลำเต้ย ไปจนถึง กลอนตลาด

แต่กว่าจะขึ้นเวทีไปลำตามสเต็ปนี้ได้ ทุกคนต้องผ่านกฎเหล็กของผมก่อนครับ

หนึ่งคือต้องจดด้วยมือ: ผมไม่ส่งเนื้อลำทางแชตให้ไปท่องง่ายๆ แต่ศิษย์ทุกคนต้องนั่งจดเนื้อลำและคำพูดลงสมุดด้วยตัวเองเพื่อลายมือมันจะได้ผ่านตาและซึมเข้าสมอง

สองคือต้องฟังให้ขึ้นใจ: ผมจะให้ฟังไกด์ทำนองและหางเสียงอย่างน้อย 4 วันเต็มๆ โดยยังไม่ต้องไปยุ่งกับตัวหนังสือ พอทำนองมันฝังหัวแล้ว ค่อยหยิบสมุดขึ้นมาดูเนื้อ

สามคือการฝึก ‘ผญา’: ก่อนจะเริ่มลำท่อนหลัก ต้องท่องบทอารัมภบทหรือผญาเชื่อมแต่ละช่วงให้คล่องก่อน

หลังจากนั้นในทุกๆ สัปดาห์ ผมจะคอยตามตรวจการบ้านและอัดเสียงของพวกเขามาฟัง จนเมื่อไหร่ที่จำเนื้อและทำนองได้เป๊ะแล้ว ผมถึงจะนัดวันว่างมาต่อเพลงเข้ากับดนตรีจริง และเริ่มสอน "ภาษากาย" ตั้งแต่การจัดระเบียบขา แขน การผงกหัว ยักไหล่ ไปจนถึงการส่งสายตาให้คนดู

เน้นการแต่งกลอนลำใหม่ให้ลูกศิษย์เป็นรายบุคคล โดยเฉพาะกลอนลำด้นและกลอนรายงานตัวตามประวัติชีวิตจริง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการผสมผสานองค์ความรู้จากทั้งหมอลำหมู่ หมอลำกลอน และหมอลำซิ่งเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งสอดแทรกระเบียบวินัยและการมีสัมมาคารวะต่อครูบาอาจารย์เป็นสำคัญ

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

รางวัลนักประพันธ์กลอนลำนานาชาติ

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

1.ประพันธ์กลอนลำ   2.ประพันธ์เพลง   3.พราหมณ์ทำพิธี

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. พิธีกร   2. นักร้องอิสระ   3.โฆษกอวยพร                                                                                       

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ 

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะคนรุ่นพี่ที่เดินบนเส้นทางนี้มานาน สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในศิลปะหมอลำ ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คือเรื่องของมาตรฐานและอัตลักษณ์ จริงอยู่ว่าเราอยู่ในยุคสมัยใหม่ เทคโนโลยีและดนตรีอาจจะเปลี่ยนไปไกล แต่เราต้องไม่ลืมว่า หมอลำคือวัฒนธรรมอันล้ำค่า และเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนที่ส่งต่อมาถึงมือเรา ถึงโลกจะทันสมัยขึ้นเพียงใด ผมก็อยากเห็นคนรุ่นหลังร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษา ศิลปะการใช้คำพูด การเอื้อนเอ่ยที่เป็นโคลง เป็นกลอน เพราะนั่นคือเสน่ห์และจิตวิญญาณที่แท้จริงของหมอลำอีสาน... และนั่นคือปณิธานที่ผมจะใช้ทั้งชีวิตของผมขับเคลื่อนและสืบสานมันต่อไป

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 3 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน