ภูมิหลัง
ถ้าให้เล่าเรื่องแต่คราวแรกเริ่มเลยแต่ก่อนก็เคยตั้งคณะหมอลำอยู่เค้าเรียก “คณะหมอลำมรดกอีสาน”แต่มันก็นานหลายสิบปีมาแล้วสุดท้ายก็ผันตัวมาเป็นนักเขียนกลอนลำอย่างเดียว ส่วนนามปากกา "จืด เวียงจันทร์" นี่ คนเฒ่าคนแก่เพิ่นตั้งให้ด้วยความเอ็นดูนั่นล่ะ แต่ก็ไม่อยากเอ่ยชื่อเพิ่นเท่าไหร่หรอก
เรื่องการศึกษา ปลายนามก็จบมัธยมปลาย หรือ ม.ศ.5 ที่โรงเรียนสันตพล แต่ถ้าถามว่าไปเรียนลำเรียนเขียนกลอนมาจากไหน... บอกเลยว่าไม่ได้เรียนจากสถาบันไหนหรอกครับ มันเริ่มมาจากความชอบล้วนๆ เป็นคนชอบฟังหมอลำมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็เป็นคนชอบพวกกาพย์ๆ กลอนๆ อยู่แล้ว สมัยก่อนก็นั่งฟังเอาจากวิทยุบ้าง หรือตามงานบุญงานแจกข้าวที่หมอลำเค้ามาร้องให้ฟัง ก็อาศัยครูพักลักจำเอาจากตรงนั้นแหละ ถือเอาหมอลำทุกคนที่เราเคยฟังเป็นครูบาอาจารย์ทั้งหมด
ถ้าพูดถึงความถนัด... บอกตรงๆ ว่าถนัดเขียนกลอนมากกว่า ลำเองไม่ค่อยเป็นสับปะรดเท่าไหร่ (หัวเราะ) เป็นคนลำไม่สนุก แต่ถ้าจะให้ลำจริงๆ ก็พอได้อยู่ คือพวก "ลำสังวาล" หรือไม่ก็พวก "ลำเรื่องพระฤาษี" ออกแนวลำนิทานโบราณนั่นแหละ สมัยโน้นลำกันตั้งแต่สามทุ่มยันสว่างคาตานู่นเลย
ทำงานสายนี้มาน่าจะร่วม 40 ปีได้แล้วมั้ง ตั้งแต่สมัยนู่น... ทองมัย มาลี, คนองศักดิ์ ศรีอุดร, เฉลิมพล มาลาคำ ยุคนั้นแหละ ผลงานมันเยอะจนจำไม่ได้ ให้ไล่ชื่อทั้งหมดคงไม่ไหวเพราะมันนานมาก แต่งไว้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ก็น่าจะมี 3,000 - 4,000 กลอนลำได้ ทั้งของทางฝั่งไทยฝั่งลาว แล้วก็มีลำเรื่องต่อกลอนอีกประมาณ 20 เรื่อง ลูกศิษย์ลูกหาก็มีหมด ทั้งฝั่งไทย ฝั่งลาว ไปจนถึงคนไทยที่อยู่อเมริกาโน่นเลย หลายคนชอบถามว่าแต่งเพลงอะไรดังบ้าง อย่างเพลง 'ปลาข่อใหญ่'หรือเพลงอื่นๆ มันก็เยอะนะ แต่มันมีเรื่องมารยาททางสังคมอยู่ คือบางทีเราพูดไม่ได้เต็มปากเพราะเขาซื้อไปแล้ว มันก็ต้องเป็นชื่อของเขา เรามันคนบ้านนอก สมัยก่อนบางทีเราไม่มีเงิน มันจำเป็นต้องขายขาดให้เป็นชื่อเขาไป... แต่ในใจเราเรารู้อยู่ว่าเราแต่ง มันก็ภูมิใจอยู่ลึกๆ
ความเป็นมาของฉายา
ชื่อ “จืด เวียงจันทร์” เป็นชื่อที่ผู้ใหญ่ที่เคารพตั้งให้
ด้านทำนองลำ
ถ้าแต่งกลอนลำเรื่องจะไม่ใส่ทำนอง แต่ถ้าเป็นกลอนลำ จะใส่ทำนอง ทำนองที่พ่อถนัดก็จะมี ทำนองขอนแก่น ทำนองกาฬสิน ลำเพลิน ลำแพน ภูไท ตั้งหวาย คอนสวรรค์ ศรีพันดอน ขับงึม ครับ ถ้าพูดถึงเรื่องแรงบันดาลใจจริงๆ มันก็เปลี่ยนไปตามวัยและยุคสมัยนั่นล่ะครับ สมัยแต่ก่อน... เรื่องเพลงเรื่องลำมันก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก ความเศร้า เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนหนุ่มคนสาวเนอะ หรือบางทีก็มีคนเขาแวะเวียนมาทัก มาจ้างมาวานให้เขียนเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามใจเขา เราก็แต่งให้ได้หมด แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็มาจากแรงบันดาลใจของตัวเราเองด้วย เวลาเราเดินทางไปเจออันนั้นไปเห็นอันนี้ข้างนอก มันก็เก็บเอามาคิดมาเขียนเป็นกลอนได้
ทว่า... มาสุมื้อนี้ (ทุกวันนี้) ส่วนมากกลอนที่ผมเขียนมันจะเปลี่ยนแนวไปแล้ว แรงบันดาลใจหลักๆ ในตอนนี้จะกลายเป็น "เรื่องประวัติศาสตร์และตำนาน" ที่เขาไหว้วานให้เขียน ส่วนใหญ่จะเป็นงานของทางวัดวาอาราม ให้ช่วยเขียนเกี่ยวกับประวัติหลวงปู่ หลวงตา หรือประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งป่วงที่คนเคารพนับถือนั่นแหละครับ
อย่างที่บอกว่าพออายุเราเยอะขึ้น เราหันมาถือศีลนั่งสมาธิ พอใจมันนิ่งละมีคนมาให้เขียนเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องวัดเรื่องวา มันเหมือนเคมีมันตรงกัน แรงบันดาลใจมันเลยพุ่งไปทางธรรมะและตำนานโบราณมากกว่าเรื่องรักเรื่องใคร่เหมือนสมัยก่อน งานในช่วงนี้ของผมจึงเป็นงานที่เขียนขึ้นมาเพื่อฝากไว้ในพระศาสนา ละก็ฝากไว้ให้คนรุ่นหลังได้เคารพบูชาสืบต่อไปครับ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
ถ้าพูดถึงเรื่องแรงบันดาลใจจริงๆ มันก็เปลี่ยนไปตามวัยและยุคสมัยนั่นล่ะครับ สมัยแต่ก่อน... เรื่องเพลงเรื่องลำมันก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก ความเศร้า เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนหนุ่มคนสาวเนอะ หรือบางทีก็มีคนเขาแวะเวียนมาทัก มาจ้างมาวานให้เขียนเกี่ยวกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามใจเขา เราก็แต่งให้ได้หมด
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็มาจากแรงบันดาลใจของตัวเราเองด้วย เวลาเราเดินทางไปเจออันนั้นไปเห็นอันนี้ข้างนอก มันก็เก็บเอามาคิดมาเขียนเป็นกลอนได้
ทว่า... มาสุมื้อนี้ (ทุกวันนี้) ส่วนมากกลอนที่ผมเขียนมันจะเปลี่ยนแนวไปแล้ว แรงบันดาลใจหลักๆ ในตอนนี้จะกลายเป็น "เรื่องประวัติศาสตร์และตำนาน" ที่เขาไหว้วานให้เขียน ส่วนใหญ่จะเป็นงานของทางวัดวาอาราม ให้ช่วยเขียนเกี่ยวกับประวัติหลวงปู่ หลวงตา หรือประวัติพระพุทธรูปองค์สำคัญๆ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งป่วงที่คนเคารพนับถือนั่นแหละครับ
อย่างที่บอกว่าพออายุเราเยอะขึ้น เราหันมาถือศีลนั่งสมาธิ พอใจมันนิ่งละมีคนมาให้เขียนเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องวัดเรื่องวา มันเหมือนเคมีมันตรงกัน แรงบันดาลใจมันเลยพุ่งไปทางธรรมะและตำนานโบราณมากกว่าเรื่องรักเรื่องใคร่เหมือนสมัยก่อน งานในช่วงนี้ของผมจึงเป็นงานที่เขียนขึ้นมาเพื่อฝากไว้ในพระศาสนา ละก็ฝากไว้ให้คนรุ่นหลังได้เคารพบูชาสืบต่อไปครับ
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
ผลงานมันเยอะจนจำไม่ได้ ให้ไล่ชื่อทั้งหมดคงไม่ไหวเพราะมันนานมาก แต่งไว้ทั้งหมดที่บันทึกไว้ก็น่าจะมี 3,000 - 4,000 กลอนลำได้ ทั้งของทางฝั่งไทยฝั่งลาว แล้วก็มีลำเรื่องต่อกลอนอีกประมาณ 20 เรื่อง
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
ก็เยอะอยู่ครับ ทั้งทองมัย มาลี , เฉลิมพล มาลาคำ , อภิรดี ปรียพร , ล่าสุดนี้ก็เป็นของ ไมค์ ภิรมย์พร ที่เขากำลังจะทำแต่ว่าเป็นเพลง และทั้งเขียนกลอนลำมา 3,000-4,000 กลอนลำ ที ่บันทึกไว้ ทั้งของไทยของลาวและลำเรื่องต่อกลอนประมาณ 20 เรื่องบางคนเขามาจ้างให้เขียนละก็ไปเอาไปทำเองซึ่งบางคนก็เอ่ยชื่อไม่ได้เนาะ
ลูกศิษย์ (หมอลำ)
ส่วนมากไม่ได้สอนตรงๆครับ เขามาเขียนเป็นกลอนๆละก็ไปเหมือนแค่มาให้บอกกลอนแล้ว ก็กลับ
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
เน้นความสมัครใจเป็นหลัก (“เอาแต่ใจมา”) โดยจะเริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุดคือลำเต้ย และการสอนเขียนกลอนลำตามความถนัดของแต่ละคน
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
เคยไปหลายที่มากแต่จำไม่ได้ ทางกาฬสินธุ ์ก็เคยไปและส่วนมากก็จะเป็นตามศูนย์ราชการ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ
ด้านความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
เชี่ยวชาญด้านการแต่งเพลง, เขียนกลอน, ลำเรื่องนิทาน
รางวัลที่เคยได้รับ
รางวัล Star of ASEAN
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
นักประพันธ์เพลง ประพันธ์กลอนลำ
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
มันก็เป็นศิลปะประจำถิ่นอีสาน ก็อยากจะให้ศิลปินหมอลำรุ่นใหม่ศึกษาและอนุรักษ์รักษาไว้ เพราะมันเป็นศาสตร์ศิลป์ของคนอีสานโดยเฉพาะ แล้วหมอลำก็เป็นอะไรที ่ไม่มีวันตายทุก วันนี้ วงการเพลงทุกวันนี้ทั้ง ลูกกรุง ลูกทุ่งอะไรต่างๆมักจะสูญหายไปแล้ว แต่จะไปได้ตลอด เพราะทำนองหมอลำมันสนุกสนานครับ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 2 เดือนเมษายน พ.ศ.2569