นายองอาจ บุญสิทธิ์
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำบอย บุญญสิทธิ์

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

ถ้าสิให้เว้าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นหมอลำของข่อย บอกเลยว่ามันบ่ได้เริ่มจากโรงเรียนหรือมีครูบาอาจารย์ที่ไหนมาสอนแต่แรกดอกครับ มันเริ่มจากกลางทุ่งกลางนานี่ล่ะ...

ตอนเด็กๆ เวลาไปดำนาเกี่ยวข้าวกับพ่อกับแม่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ วิทยุทรานซิสเตอร์ พ่อแม่เพิ่นสิเปิดถ่านตรากบฟังกันทั้งวันทั้งคืน เสียงหมอลำฉวีวรรณ, หมอลำเคน ดาเหลา, แล้วก็หมอลำแม่บุญช่วง แว่วมาตามลม มันม่วนจับจิตจับใจ ฟังดุๆ เข้ามันก็ซึมหนาเข้าในใจ จนเกิดอยากร้องอยากลำนำเพิ่น แต่กะบ่ฮู้สิไปหาเรียนนำใครเพราะหน้าตาก็ไม่รู้จักใครเลยในวงการ วิชาเดียวที่มีในตอนนั้นคือ "ครูพักลักจำ" ฟังวิทยุทุกวี่ทุกวัน แกะกลอนร้องกลอนลำตามเสียงเพิ่น พอจำได้ก็เอามาท่องเล่นไปวันๆ บ้างก็จดใส่สมุดเล่มน้อยไว้ ท่องเล่นไปตามเรื่องตามราว บ่เคยคิดสิไปหาอาจารย์ที่ไหน เพราะไม่มีแนวทาง ไม่รู้จะไปสิไปสายไหนเลย

เวลาล่วงเลยไปจนอายุเข้าเขตรุ่นหนุ่มประมาณ 22-23 ปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เข้าวงการหมอลำอย่างจริงจัง มีเพียงแค่การไปช่วยร้องช่วยลำตามงานแต่งงาน งานบุญประเพณีในหมู่บ้านตามแต่ที่ชาวบ้านเขาจะไหว้วานและเรียกใช้ ร้องด้วยความชอบแต่ไม่ได้ทำเป็นกิจจะลักษณะ

กระทั่งวันหนึ่ง มีคนเห็นแววแล้วแนะนำให้ลองไปประกวดร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆ และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมได้รู้จักกับ "อาจารย์สุมณฑา ธาตุทอง" แม่ครูหมอลำท่านหนึ่งที่อยู่อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผมตัดสินใจหอบความฝันเข้าไปกราบเท้าขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ท่านเป็นคนที่เมตตาและใจดีมากๆ ท่านรับผมเป็นศิษย์ทันทีในวันนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบ "หมอลำอาชีพ" อย่างเต็มตัวในวัยประมาณ 25-26 ปี

หากถามถึงแนวกลอนลำที่ผมถนัดและใช้ทำมาหากิน หลักๆ เลยจะเป็นประเภท ลำซิ่ง ลำหย่าว และลำโอละหนอทางสั้น ซึ่งก็คือท่วงทำนองในแบบฉบับของลำกลอนและลำหย่าวที่เน้นความสนุกสนาน สลับกับการเกี้ยวพาราสีและการขับเคี่ยวด้วยไหวพริบ

แต่นอกเหนือจากหมวกของหมอลำแล้ว ชีวิตของผมยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ นั่นคือ "หมอพราหมณ์" ซึ่งเป็นวิถีทางที่แตกแขนงและเกื้อหนุนกันมากับวิถีหมอลำ

เรื่องมันเริ่มหลังจากที่ผมลาสิกขา (สึก) ออกมาจากการบวช ช่วงนั้นมีคุณตาพราหมณ์ประจำหมู่บ้านท่านหนึ่ง บ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ท่านล้มป่วยลงและเปรยด้วยความวิตกกังวลว่า “คงจะไม่มีคนสืบทอดวิชาต่อแล้ว” เพราะลูกหลานและญาติพี่น้องของท่านไม่มีใครชอบหรือถนัดทางด้านพิธีกรรมเลย ท่านกลัวว่าถ้าหมดบุญไป ขนบทำเนียบประเพณีและพิธีกรรมโบราณของภาคอีสานในแถบนี้จะสูญหายไปด้วย

เมื่อเห็นความกังวลของคนแก่ ผมจึงตัดสินใจเสนอตัวเข้าไปขอเป็นลูกศิษย์เพื่อสืบทอดวิชา น่าเสียดายที่หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ท่านก็เสียชีวิตลง มรดกทางปัญญาที่ท่านทิ้งไว้ให้คือหนังสือประมาณ 4-5 เล่ม และเทปคาสเซ็ทอีกหนึ่งม้วนใหญ่ ทว่าหนังสือนั้นถูกฝนสาดและหนูกัดแทะจนเละเทะอ่านไม่ได้เลย เหลือเพียง "เทปม้วนนั้นม้วนเดียว" ที่กลายมาเป็นตำราชีวิตของผม

ผมนำเทปม้วนนั้นมาเปิดฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แกะเอาทำนองและคำร้องที่ท่านอัดฝากไว้ จนสามารถจดจำและเข้าใจกลอนพิธีกรรมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบ้านใหม่ การบายศรีสู่ขวัญงานแต่ง หรือพิธีสู่ขวัญนาค ทำให้ผมสามารถทำหน้าที่หมอพราหมณ์สืบสานเจตนารมณ์ของท่านมาจนถึงปัจจุบัน

ในฐานะหมอลำบอย ผมได้รับเกียรติให้เดินทางไปมอบความสุขผ่านเสียงลำมาแล้วเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานนี่เรียกว่าไปแสดงมาครบทุกจังหวัดแล้ว ส่วนภาคเหนือก็มีแวะเวียนไปประปรายตามแต่งานจะจ้าง

มีหลายครั้งที่มีผู้จัดและแฟนเพลงติดต่อเข้ามา ชักชวนให้เดินทางไปแสดงไกลถึงต่างประเทศ ทั้งที่ ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ แต่จนแล้วจนรอด ผมก็จำเป็นต้องปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นไปหลายต่อหลายงาน

เหตุผลเดียวเลยคือ... ผมเป็นคนกลัวเครื่องบินมาก แค่คิดว่าจะต้องขึ้นไปอยู่บนฟ้าก็ใจหายแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องนั่งยังไง ไปยังไง ความกลัวมันชนะทุกสิ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจรับเฉพาะงานแสดงที่อยู่ภายในประเทศไทยเท่านั้น

แม้จะไม่ได้โกอินเตอร์ไปโชว์ตัวในต่างแดนเหมือนคนอื่นเขา แต่การได้ร้องลำอยู่บนแผ่นดินเกิด ได้เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่พี่น้องชาวไทยและคนอีสานบ้านเรา แค่นี้มันก็เป็นความสุขสูงสุดในชีวิตของหมอลำบ้านๆ คนนี้แล้วครับ  

ที่มาฉายาหมอลำ

“บอย”มาจากชื่อเล่นที ่แม่ตั้งให้ “บุญญสิทธิ์”ก็เป็นนามสกุลของพ่อ ก็เลยเอามาชื่อทั้งสองมาใส่เลย เพราะชอบชื่อนี้ มันเข้ากันด้วย จนได้นำชื่อนี้ไปให้พ่อแม่พิจารณาดูว่า มันจะลำเข้ากันได้ไหม คนน่าจะพูดติดปากไหมถ้าพูดชื่อนี้ออกไป พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอนุญาตก็เลยใช้ชื่อนี้                                                            

ด้านทำนองลำ

กลอนลำทำนองลำซิ่ง, ลำหย่าว, ลำทางสั้น กลอนลำทำนองอุบลฯ                                  

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

เวลาที่ผมก้าวขาขึ้นไปยืนอยู่บนเวที มีคนเคยถามอยู่เรื่อยๆ ครับว่า "เอกลักษณ์ของหมอลำบอยคืออะไร?" ถ้าจะให้เล่าสั้นๆ ผมคิดว่ามันคือ "ความสนุกสนานแบบสุภาพ ลำดีเว้าม่วน และการสืบสานวิถีพิธีกรรมโบราณ" ซึ่งทุกอย่างมันหล่อหลอมมาจากเรื่องราวในชีวิตและสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านประสิทธิ์ประสาทวิชามาให้ นั่นล่ะครับ สุ้มเสียงของผมอาจจะไม่ได้ไพเราะเลิศเลอเหมือนนักร้องคนอื่นหรอกครับ แต่ผมตั้งใจส่งเสียงลำกลอนประยุกต์ ทำนองสั้น หรือท่อนเต้ย ออกไปด้วยความจริงใจและคมชัดที่สุด ผมชอบหยิบยกเรื่องราวการทำบุญตักบาตร ทานศีล และอานิสงส์ของผลทานตามหลักคำสอนทางศาสนาเข้ามาสอดแทรกในกลอนลำ เพื่อให้พ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่ท่านมานั่งฟังได้รับทั้งความสนุกสนานและได้ทั้งบุญกลับบ้านไปพร้อมๆ กันครับ                           

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว                         

การแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ ท่านใด คณะใดบ้าง

คนที่หมอลำบอยลำด้วยมีคนเดียว คือ หมอลำกันตนา ธาตุทอง ครับ                                                                     

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

พราหมณ์ประกอบพิธี

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. พราหมณ์                                                                                  

2. โฆษก                                                                                                

3. เกษตรกรรม                                                                               

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ

สำหรับน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคนที่มีใจรักในเสียงร้องเสียงลำ รักในวัฒนธรรมประเพณีและการแสดงพื้นบ้านอีสานอย่าง "หมอลำ" ของเรา และมีความตั้งใจที่อยากจะก้าวเข้ามาเป็นศิลปินเพื่อสืบทอดรากฐานที่พ่อครูแม่ครูเพิ่นได้สร้างและวางเอาไว้ให้ พ่อครูอยากจะฝากข้อคิดและหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ 3 ข้อสำคัญ ให้น้องๆ เอาไว้ใช้เป็นแนวทางในการเดินตามความฝันครับ

ก่อนสิเริ่มก้าวขาเข้ามาร้องมาลำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ใจเราต้องเอาด้วย" ใจเราต้องชอบมันจริงๆ ไม่ใช่ว่าพอมาลองหัดลองเรียนแล้ว ใจเราบ่ได้รักจริง พอมันเจอความยาก ความเหนื่อย มันจะพาลทำให้เราต่อต้านและกลายเป็นไม่ชอบหมอลำมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ถามใจตัวเองให้แน่ก่อนว่าเราพร้อมที่จะรักและทุ่มเทให้ศิลปะแขนงนี้ด้วยหัวใจจริงๆ ไหม

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 2 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน