ภูมิหลัง
เส้นทางการเป็นหมอลำไม่ได้เริ่มจากห้องเรียน แต่เกิดจาก "ความจำและใจรัก" มาตั้งแต่เยาว์วัย อาศัยลักจำจากคนใกล้ชิดในครอบครัว ทั้งพี่สาวที่ฝึกซ้อมการแสดงในช่วงเย็น พี่ชาย รวมถึงมารดาที่คอยพาร้องรับส่งสัมผัส "โอ้ละนอ" มาตั้งแต่เด็ก
แม้ต่อมาชีวิตจะหักเหไปมีครอบครัว โดยย้ายไปอยู่กับภรรยา ทำไร่ทำนาและทำสวนอยู่นานถึง 7 ปี แต่หัวใจก็ยังฝักใฝ่ในการร้องหมอลำ มักจะแอบไปร้องไปท่องกลอนลำอยู่เสมอ จนในที่สุดความรักในศิลปะก็นำทางให้ตัดสินใจซื้อกลอนลำจาก "แม่ครูกองแพง เสียงใส" ซึ่งเป็นหมอลำชื่อดังแห่งคณะสุนทราภิรมย์ บ้านหนองอ้อ จังหวัดร้อยเอ็ด และได้ยกย่องท่านขึ้นเป็นแม่ครูคนแรกในชีวิต
การประชันหมอลำมีขนบธรรมเนียมและระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัดคล้ายกับการเทศน์ของพระสงฆ์ หมอลำไม่สามารถนึกจะลำอะไรก็ลำได้ตามใจชอบ แต่ต้องยึดตามบทกลอนที่ครูบาอาจารย์หรือนักปราชญ์แต่งไว้ให้ มีการแบ่งบทสำหรับหมอลำชายและหมอลำหญิงอย่างชัดเจน หากฝ่ายชายลำก่อน ฝ่ายหญิงต้องลำตาม และต้องลำแก้ให้ถูกตามเรื่อง เช่น หากฝ่ายหนึ่งเล่นนิทานเรื่อง ศรีทน (ศรีธนนชัย) อีกฝ่ายต้องแก้ด้วย มโนราห์ หรือหากลำเรื่อง พระเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1-2 อีกฝ่ายก็ต้องลำตามเนื้อเรื่องให้สอดคล้องกัน สำหรับโครงสร้างการลำกลอนต่อหนึ่งงาน จะประกอบด้วย "๔ ยก" หลัก ซึ่งแต่ละยกจะกระชับไม่ยาว
สมัยก่อนการเรียนกลอนลำต้องใช้ความอดทนสูงมาก กลอนลำเล่มหนึ่งมีราคาสูงถึงเล่มละ 600 บาท (หรือในบางยุคมีคนเดินสายนำกลอนลำมาขายกลอนละ 50 บาท) นอกจากนี้ยังมีครูเพลงยอดฝีมือในอดีตอย่าง "พ่อครูดวง แก่นน้อย วังสารุน" บรมครูจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้แต่งกลอนให้ รวมถึงบทกลอนสำคัญอย่าง กลอนชูชกอภิษฎา
เคล็ดลับในการเป็นหมอลำของท่านคือ "ความขยันและสมาธิ"
- ต้องหาเวลาว่างท่องจำบทกลอนอยู่ตลอดเวลา
- มักจะชอบ "ท่องในใจ" เงียบ ๆ คนเดียวไม่ให้ใครได้ยิน โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนนอนจะทำการทบทวนกลอนเสมอ
- ท่านทุ่มเทท่องจำเพราะระลึกถึงและสงสารคนแต่ง และสำนึกในคุณของกลอนลำว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (บรมโลก) ที่ช่วยชุบเลี้ยงชีวิต ทำให้มีเงินมีทองและมีชื่อเสียงขึ้นมาได้
- แม้แต่เวลาเข้าห้องอัดเทปในสมัยก่อน ก็ยังต้องอาศัยการดูหนังสือกลอนควบคู่ไปกับการร้องให้เข้าทำนองเพื่อความแม่นยำ
ในยุคที่หมอลำกลอนเฟื่องฟูอย่างถึงที่สุด วัฒนธรรมการจ้างงานมีความแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง หมอลำกลอนทุกคนจะต้องเป็นคน "ใจกล้า หน้ามึน ไม่ขี้อาย" หมอลำทั้งชายและหญิงจะเดินทางมารวมตัวกันนั่งรอเจ้าภาพอยู่ที่ "สำนักงานหมอลำ" เมื่อเจ้าภาพเดินเข้ามาที่สำนักงาน เจ้าภาพจะให้หมอลำแสดงฝีมือให้ดูก่อน ทั้งร้องทั้งลำประชันกัน จากนั้นเจ้าภาพจะทำการ "จิ้มเลือก" คนที่ถูกใจเพื่อไปแสดงในงานของตน หมอลำคนไหนที่ไม่ถูกเลือกก็ต้องนั่งหน้าหงอยกลับไป ส่วนใหญ่จะเป็นการจับคู่สลับกันไปมาตามความต้องการของเจ้าภาพ เช่น ได้ร่วมงานกับหมอลำชื่อดังอย่าง จินตนา ปากไฟ หรือหมอลำแถวหน้าคนอื่น ๆ ในขอนแก่น บางงานมีหมอลำ 7 คน ก็ต้องสลับหมอลำหญิงถึง 7 คน ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าภาพพึงพอใจใคร หรือบางครั้งเจ้าภาพก็เป็นฝ่ายแข่งกันเองในการเลือกสรรหมอลำ
เมื่อกล่าวย้อนถึงมิตรสหายและหมอลำร่วมรุ่นในยุครุ่งเรือง ท่านได้ทำเนียบรายชื่อหมอลำระดับตำนานไว้ เช่น หมอลำหวานใจ, หมอลำบุญเติง (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว), หมอลำสมบัติ (เพื่อนร่วมรุ่นที่เสียชีวิตแล้ว) และเหลือเพียงไม่กี่คนในปัจจุบัน เช่น หมอลำประยูร บี52 หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี
ท่านได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณสมบัติของหมอลำและศิลปะกลอนลำเอาไว้สองประการ:
เสน่ห์ของกลอนลำโบราณ: บทเพลงและกลอนลำที่คนรุ่นก่อนแต่งนั้นมีความคลาสสิกและเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน เพียงแค่เอื้อนร้องขึ้นมาคำแรกผู้ฟังก็ตลกและสนุกสนานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากเพลงในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
หัวใจของหมอลำกลอน: การเป็นหมอลำที่เก่งและครองใจคนเฒ่าคนแก่ได้ "ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสียงดีเลิศเลอ" แต่หัวใจสำคัญคือ "ความรู้ต้องเก่ง ปฏิภาณไหวพริบต้องดี" สามารถลำกลอนสอดแทรกความรู้และสร้างรอยยิ้ม สร้างความสำราญให้ผู้ฟังได้ นั่นคือสุดยอดของหมอลำกลอนที่แท้จริง
ที่มาฉายาหมอลำ
เริ่มต้นจากการได้อยูที่อำเภอหนองวัวซอกับคณะฟ้าสนั่น เลยชื่อว่าทองพูล ฟ้าสนั่น นายอำเภอ ปลัดอำเภอและคุณพ่อกำนันใจ นรนิล ที่เสียชีวิตไปแล้ว ได้มาลำเปิดอำเภอหนอง วัวซอ มาลำเปิดป้ายให้เขาและมีหมอลำกลอนคู่เดียว พอท่านได้ยินเสียงแล้วเลยพูดว่า โห้ๆ ทำไมเสียงดีจัง จนพูดต่อว่า งั้นเอาอย่างงี้ไหมเอาทองพูลมาคณะเถอะ ทั้ง 2 ท่านได้เถียงกัน ไปมา และท่านปลัดได้เชิญไปกินข้าวด้วยกับหมอลำอีกท่านที่เป็นผู้หญิงชื่อว่า หมอลำบัวลอย วันเปิดป้ายก็มีแต่หมอลำกลอนนะ หมอลำวง หมอลำหมู่ก็ไม่มี มีแต่พระเทศน์กับหมอลำ กลอนแค่นั้นแหละ ก็เลยฉายาว่า ฟ้าสนั่น แต่ว่าก็มาอยู่เมืองอุดรธานีในสำนักงาน ลำงานนั้นบ้าง ลำงานนี้บ้าง ท่านต่างๆได้ชมว่าทำไมแสดงเก่ง ถึงตอนขำก็ขำ ถึงตอนร้องไห้ก็ร้องไห้งั้น เอาอย่างงี้นะ แกไม่หล่อเหมือนเพื่อนๆเขาก็เลยไว้หนวดส่ะเลย พอดีผมกำลังยาวจนได้ไปดัด ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็มีนักปราชญ์หรืออาจารย์มาพูดว่างั้นเอาชื่อว่า ทองพูล หนวดเหล็ก ไหมลองดู ประมาณ 46 ปีแล้วตั้งแต่ตั้งชื่อนี้มา แต่ที่ชื่อว่า ฟ้าสนั่น ได้ไปลำอยู่เลย ขอนแก่นอีกมากมา หลายที่เลย จนว่าตั้งชื่อ หนวดเหล็ก จนมีอยู่มีกินจนถึงทุกวันนี้
ด้านทำนองลำ
กลอนลำทำนองขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เอกลักษณ์ที่ทำให้คุณพ่อทองพูลเป็นที่จดจำของผู้ชม ไม่ใช่เพียงแค่กลอนลำที่ไพเราะ แต่คือ "บุคลิกภาพและการแสดง" คุณพ่อเป็นคนที่มีลักษณะ อารมณ์ดี ชอบหัวเราะ และมีสไตล์การลำในแบบ "ผู้ร้ายชอบโก้น" (ตัวโกงที่ชอบทำท่าทางให้คนดูตลกขบขัน) เน้นทำให้คนดูมีความสุขและหัวเราะไปตามภาษาหมอลำ
สำหรับการเดินกลอนลำนั้น คุณพ่อทองพูนมีความถนัดใน "กลอนลำเดินดง" หรือการลำเดินป่า ลำนิทานชาดก เช่น พระเวสสันดร หรือ ท้าวกุศราช (ผู้มีหัวเป็นหมู) ซึ่งสไตล์การลำของคุณพ่อจะไม่ใช่การลำแบบ "หัวปักหัวปำ" (ลำอย่างจริงจังเคร่งเครียด) แต่เป็น "กลอนลำตลก" ที่เน้นการพูดจาพาที ลำไปแกมพูดไป แทรกมุกตลกให้ผู้ชมได้หัวเราะตลอดเวลา
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตการแสดงของคุณพ่อทองพูน เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเรื่องการแต่งกาย
คุณพ่อเล่าว่า: "แต่ก่อนแต่งตัวผูกเนกไท โกนหนวด ปรากฏว่าไม่มีงาน แฟชั่นแบบนั้นคนจ้างน้อย พอมาคิดเองว่าลองเปลี่ยนมาไว้ผมยาว จงหนวด ไม่ใส่เสื้อสูทลำ แต่หันมาใส่เสื้อกั๊ก หรือแต่งตัวสไตล์ครา บาว (คาราบาว) ตัดเสื้อตึกตามยาม หรือช่วงไหนเปาบุ้นจิ้นดัง ก็แต่งตัวเลียนแบบละคร การแสดง หรือดารา ปรากฏว่างานดีขึ้นมาก คนจำได้แม่นยำ"
การฉีกกรอบมาไว้ผมยาวและหัวโล้น (ในเวลาต่อมา) กลายเป็นเอกลักษณ์ที่หมอลำคนอื่นไม่กล้าทำตามเพราะความเขินอาย ทำให้คุณพ่อทองพูน หนวดเหล็ก กลายเป็นภาพจำหนึ่งเดียวในยุคนั้น
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1.ชุดเฒ่าคำหมาก ชุดที่1 2.ชุดเฒ่าคำหมาก กลอนลำเรื่องของเหล้า 3.ชุดลำเรื่องต่อกลอน เรื่องชูชก-อมิตา 4.ชุดศึกดวลคำหมาก 5.ชุดท้าวศรีทน-มโนราห์ 6.ชุดเฒ่าคำหมาก ชุดที่2
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การแสดงร่วมกับหมอลำหรือคณะหมอลำ
1. หมอลำบัวลอย 2. แม่ทุมมา สุนทราภิรมย์ 3. สังวาลย์น้อย ดาวเหนือ 4. หมอลำทองแปน พันบุปผา 5. หมอลำจิตนา ดาเหลา 6.หมอลำรตนา ดาเหลา 7.หมอลำมณีจันทร์ แสนวิไล 8.หมอลำยุภาพร สายลมเย็น 9.หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ 10.หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์ 11.หมอลำบัวผัน ดาวคะนอง 12.หมอลำจันทร์เพ็ญ เด่นนภา 13.หมอลำบุญเลิศ เพชรหนอง 14.หมอลำบุญกอง ว่อนไชย 15.หมอลำจินตนา แก้วเสด็จ 16.หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาล 17.หมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ 18.หมอลำทิพวรรณ ศิลาวงศ์ 19.หมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน 20.หมอลำเสงี่ยม ลมบน 21.หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง 22.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที 23.หมอลำรัศมี อาลัยรัก 24.หมอลำอุษา ลมหวน 25.หมอลำบุญช่วง เด่นดวง 26.หมอลำคำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด 27.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ 28.หมอลำรินดา ประกอบบุญ 29.หมอลำมลีจันทร์ แสนวิไล 30.หมอลำทองแปน พันบุปผา 31.หมอลำต้นอ้อ รัตนา 32.หมอลำประคอง ดาวดวงใหม่
ลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำสมบัติ ฟ้าสนั่น 2. หมอลำสุนทร ฟ้าสนั่น 3. หมอลำสมคิด ฟ้าสนั่น 4. หมอลำไชยา ฟ้าสนั่น
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ในอดีตการเรียนหมอลำไม่มีโรงเรียนเฉพาะ ทางเดียวคือต้องมาสถิตกินนอนอยู่ที่บ้านครูบาอาจารย์ คุณพ่อทองพูนได้ถ่ายทอดวิชาให้กับลูกศิษย์หลายคนที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา เช่น พ่อสมบัติ ฟ้าสะนั่น, พ่อสุนทร ฟ้าสะนั่น, พ่อสมคิด ฟ้าสะนั่น และ ชัยยา ฟ้าสะนั่น
กระบวนการเรียนการสอนในยุคก่อน ไม่มีเทปบันทึกเสียงให้เปิดฟัง ครูต้องเป่าแคนและลำให้ฟังต่อหน้าแบบ "ปากต่อปาก" โดยคุณพ่อจะนำไม้มาแขวนสมมติแทนไมโครโฟน เพื่อฝึกให้ลูกศิษย์รู้จักขั้นตอนการแสดง เช่น ต้องเอ่ยเชิญผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันขึ้นมาเปิดงานก่อน จึงจะเริ่มทำการลำ
บทเรียนแรกสุดที่คุณพ่อจะต้องสอนให้ลูกศิษย์ลำให้ได้ เรียกว่า "ลำซุสสะแนน" (หรือทางลำพื้นฐาน) เช่นกลอนลำที่ว่า
"ฟังเด้อ น้องท่องนินทร์พี่หล่อ สังมางามกะด้อผู้ใดปั้นป้อนลง คิ้วเอ๋ยคิ้วเจ้าผู้คิ้วขาดโค้ง คือดั่งอินทร์เขียน แต่พี่เวียนมาเห็นสักกะเซ็นใจเต้น ผู้ใดเด้น้อสิเป็นแฟนทางน้องนอนนำ..."
เมื่อลูdศิษย์ลำทางพื้นฐานนี้ได้แล้ว จึงจะขยับไปสอน "ลำทางยาว" รวมถึงสอนศิลปะการฟ้อนรำหน้าเวที เช่น การจ่างขา (กางขา) ออกเล็กน้อยเวลาฟ้อน เพื่อป้องกันไม่ให้ขาสะดุดกันล้ม และการฟ้อนเลี้ยวขวาอ้อมกันไปมาเพื่อไม่ให้ชนกับหมอลำฝ่ายหญิง
เมื่อลูกศิษย์ฝึกจนชำนาญแล้ว คุณพ่อจะนำรายชื่อไปฝากไว้ที่สำนักงานหมอลำที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อรับรองว่าสามารถ "ลำได้ตลอดรอดแจ้ง" (ลำได้ทั้งคืน) ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ออกไปรับงานแสดงด้วยตนเอง
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2.วิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
3.เป็นวิทยากรโครงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาคุณภาพชีวิต(โรงเรียนผู้สูงอายุ) ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเพ็ญ
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1.ได้รับเกียรติบัตร การเข้าร่วมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ในงานทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุดรธานี จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2564
2.ได้รับเกียรติบัติ ได้เข้าร่วโครงการสืบสานรักษาและต่อยอดศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา จากวิทยาลัยสงฆ์ร้อยเอ็ด มหาวทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2566
3.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมกิจกรรมการจัดทำขอมูลการแสดงศิลปวัมนธรรมพิ้นบ้าน จกสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ.2560
4.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมโครงการสืบสาน งานศิลป์ถิ่นหมอลำอีสาน จังหวัดอุดรธานื จากสำนักศิลปะและวัฒณธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ.2565
5.ได้รับเกียรติบัตร เป็นวิทยากรโครงการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาคุณภาพชีวิต(โรงเรียนผู้สูงอายุ) ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเพ็ญ พ.ศ.2567
6.ได้รับเกียรติบัตร ได้ร่วมกิจกรรมและสนับสนุนงานประเพณี อำเภอเพ็ญ 116 ปี ท้องถิ่น จากนายอำเภอเพ็ญ พ.ศ.2566
7.ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านศิลปะและวัฒนธรรมประจำปี พ.ศ.2560 จากสำนักศิลปะและวัฒณธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
8.ได้รับเกียรติบัตร การเข้าร่วมแสดงหมอลำกลอน ในงานทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุดรธานี จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2554
9.ได้รับเกียรติบัตร ได้แสดงศิลปวัฒนธรรมในงานมหกรรมสินค้า OTOP ของดิ 4 ภาค พ.ศ.2550 จาดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี
10.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม ด้านการแสดงหมอลำกลอนพื้นบ้าน จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2549
11.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นบ้าน(หมอลำกลอน) งานทุ่งศรีเมือง ประจำปีพ.ศ.2555 จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
12.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมแสดงเป็น ศิลปิน หมอลำ(ชาย)ในงานคาระหลวงปู่แก้วและบุญมหาชาติ ประจำปี พ.ศ.2553 จากเทศบาลตำบลกุดจับ
13.ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนาการศึกาของโรงเรียนบ้านท่าอุทัยพ.ศ.2545
14.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่น จากสถาบันราชภัฏเลย พ.ศ.2545
15.ได้รับเกียรติบัตร การเข้าร่วมแสดงหมอลำกลอน ในงานทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุดรธานี จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2561
16.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี ในงานทุ่งศรีเมือง มหกรรมโฮมพาแลง แดนหมี่ขิด ประจำปี พ.ศ. 2545 จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
1.เป่าแคน/หมอแคน 2.เล่นคีย์บอร์ด 3.สีซอ 4.นักแสดง
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1.อาชีพหมอดู 2.โฆษก
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ
ถ้าฝากถึงคนใหม่เราก็เรียนตั้งแต่โอละนอจนถึง 3 ยก 4 ยก เราอย่าพึ่งเรียนเพลง เราเรียนยก ที่ 1 ก่อนนั้นก็คือ ยกอ้อยอครู เรียนให้มันเต็มประโยคก่อนหรือให้ถึง 4 ยกก่อน ค่อยเอาสิ่ง อื่นมาประกอบ ก็เห็นดีให้เห็นด้วยอยู่ที่ลูกหลานมาเรียน แต่ถ้าอยากมาเรียนก็ไม่เอาอะไรด้วย หรอก อยากถ่ายทอด อยากเอากลอนลำให้ลูกหลาน ตรงไหนไม่ดีก็จะแปลงหรือแต่งให้ในแต่ ละยกมาเขียนเอา จับปากกาได้ก็เขียนเลย ก็ไม่ได้ว่าจะเอาทเท่านั้นเท่านี้หรอกว่าแต่อยากได้ ว่าแต่อยากเรียน ฝากลูกฝากหลานคนที ่เรียนลำนะ แต่งตัวใส่สูทก็จะคิดว่าเป็นหมอลำเลย เนอะ แต่มันไม่ใช่คุณเป็นร้อง และใครที่จะเป็นหมอลำต้องลำสุดสะแนนได้ ซึ่งลูกหลานจะ เรียนต้องเรียนให้เต็มประโยค เต็มอักขระ เต็มภาษา เพราะมันภาษาพื้นเมือง ภาษาอีสานที่ เราคุ้นเคย และในปัจจุบันนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปทั้งเรื่องการพูดการจาอะไรต่างๆที่ไม่ เหมือนเดิม ใครที่อยากเป็นลำกลอนทุกคนก็คงจะขี้เกียจ แต่มันก็จริงที่เราจะขี้เกียจเพราะมัน เป็นการท่องจำ เหมือนพระเวสสันดรที่มี 13 กัณฑ์พระคาถา สังคยานาก็ 5 ตอนศรีทน มโนราห์ 1 ชั่วโมงจบ ผาแดงนางไอ่ครึ่งชั่วโมงจบก็ต้องจำให้ได้ ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องเรียนให้จบ ทุกอย่างนะ ถ้าโอละนอไม่ได้ทั้งปีก็ไม่ถูก
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 2 เดือนเมษายน พ.ศ. 2569