นายสถิต ช่างชัย
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ยายจื้น

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

ถ้าจะให้พูดถึงชีวิตเริ่มต้นกะคือเด็กน้อยบ้านนอกคนหนึ่งนี่ล่ะครับ เรียนจบแค่ชั้นประถมปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านโนนหวาย พอจบมาก็ต้องดิ้นรนไปทำงานรับจ้างสารพัดตามโรงงาน โรงงานพลาสติกบ้าง โรงงานซื้อของเก่ามาขายบ้าง แต่ทำได้ไม่นานมันไม่ไหวก็ต้องซมซานกลับมาอยู่บ้าน เป็นเด็กน้อยเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามประสา

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนชีวิตมันเริ่มขึ้นตอนที่น้าชายของผม (นายเติมศักดิ์ จำปาเลิศ น้องชายของแม่) ท่านทำงานอยู่กับ วงเสียงอิสาน แล้วท่านก็มาชวนแกมบังคับให้ผมไปอยู่ด้วย ตอนแรกบอกตรงๆ เลยว่าผมไม่ได้ชอบหมอลำเลยสักนิด และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีบุญวาสนาได้ไปอยู่บนเวทีใหญ่ขนาดนั้น แต่ในใจลึกๆ มันก็มีความรู้สึกอยากรู้อยากลองอยู่บ้าง ที่สำคัญคือโดนคำพูดแทงใจดำของน้าที่บอกว่า “แกจะมาทำอะไรอยู่นี่ นาก็ช่วยเขาทำ พ่อแม่แกก็ไม่มีอะไร ไปอยู่กับหมอลำกับท่านนู่น!”

ผมเลยถามน้าว่าจะให้ไปเป็นอะไร เพราะลำก็ไม่เป็น ร้องก็ไม่เป็น น้าเลยบอกว่า “ไปเป็นคอนวอยก่อน” ตอนนั้นผมยังงงเลยว่าคอนวอยคืออะไร (หัวเราะ) ที่ไหนได้... มันคือพวกแบกหามทำนั่งร้านทำเวทีนั่นแหละครับ ไปทำตอนแรกเหนื่อยคัก ทำได้แค่ 5 เดือนร้องไห้กลับบ้านเลย ตอนนั้นจำได้แม่นมางานทุ่งศรีเมือง งานประจำปีเมืองอุดรฯ ได้ค่าตัวกลับบ้านแค่ 70 บาทเองครับ

ถามว่าเริ่มมาเป็นตลก เป็นหมอลำตั้งแต่ตอนไหน... มันไม่ได้เกิดจากความสมัครใจหรือเดินไปขอเขาเล่นหรอกครับ แต่เป็นเพราะผมฝังตัวทำงานเป็นคอนวอยอยู่กับวงเสียงอิสานยาวนานถึง 5 ปีเต็ม ทำทุกอย่างที่เขาใช้ให้ทำ เป็นคนตาบอดบ้าง เป็นตัวตลกประกอบฉากให้เขาหัวเราะเล่นบ้าง ตากแดดตากลมจนตัวดำเครียดเท่าไหร่หัวหน้าเขาก็ชอบ แต่ในขณะเดียวกันคำสบประมาทมันก็มีเข้ามาเรื่อยๆ มีคนพูดลับหลังว่า “โอ๊ย... ไอ้นี่มันจะไปเล่นอะไรได้ นอกจากอยู่หลังเวทีแบกหามคอยยกของ”

แต่ความโชคดีของผมคือ ผมเป็นคนชอบเก็บข้อมููล ย้อนกลับไปช่วงปี พ.ศ. 2532 - 2533 สมัยก่อนตามหมู่บ้านเขายังไม่มีรถปั่นไฟคันใหญ่ๆ ต้องอาศัยต่อไฟฟ้าของหมู่บ้านเอา แม่นกน้อย อุไรพร เพินจะคอยเดินมาสั่งว่า “ถ้ารถคันไหนไม่ได้ใช้ ให้ปิดไฟเด้อ ไฟมันไม่พอใช้เปิดเครื่องเสียง” ช่วงที่ไฟดับหรือช่วงว่างหลังเวที ผมจะชอบไปนอนฟังพวกพี่ๆ ตลกเขาเล่นกัน นอนฟังแล้วก็จำมุกจำคำพูดเขาเก็บมาไว้ในใจ มุกไหนเด็ดๆ อย่างมุก “ลูกกูไม่ได้ตาย กูไม่ได้ฆ่าคน” ผมจำฝังใจไว้หมด

จนมีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นฝนตกหรือยังไงนี่ล่ะ ไฟดับมืดตึ๊ดตื๋อเลย คืนนั้นเล่นกันอยู่ในวัดเพิ่นเดินมาเห็นผมกำลังแต่งตัวหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ข้างรถ เพินเลยพูดกระตุ้นว่า “ตอนไหนจะกล้าแสดง? ถ้ากล้าปานนี้คงดังไปนานแล้ว” คำพูดนั้นมันปลดล็อกผมเลย คืนนั้นไฟมืดคัก ผมเลยไปเก็บกะลามะพร้าวข้างรถเอาเทียนมาจุดใส่กะลาเพื่ออาศัยแสงสว่างแต่งหน้า เครื่องสำอางกะอาศัยเก็บเอาเศษๆ ที่พวกหางเครื่องเด็กๆ เขาแต่งทิ้งไว้ใต้เวที ไปได้แว่นตาแตกๆ ที่ยายจื้นไปเก็บตุนไว้ ลิปสติกก็ก้นแท่งจนต้องเอานิ้วคว้านเอามาทาแก้มตัวเองเป็นรูปหัวใจ เอาดินสอเขียวคิ้วมาเขียนจุดๆ ทำคิ้วโก่งๆ ตอนนั้นผมยาวไม่มีเวลาตัดก็เลยมัดเป็นผมแกะสองข้าง ไปยืมผ้าถุงหางเครื่องมาใส่ เสื้ออะไรกะไม่รู้เอามาใส่แล้วเอายางมัดจุกไว้ที่เอว หาฝากระป๋องมามัดห้อยเสื้อรุงรัง

คืนนั้นกว่าจะได้ออกไปเล่น หน้าเวทีเขาเล่นตลกเสร็จหมดจนคนด่าว่าปล่อยให้รอแล้วรอเล่า งานก็ร้อน แดดก็แรง แถมโดนด่าอีก ตอนนั้นจิตใจเสียหมดเลยครับ คิดว่าอยู่ยากแล้ว ทำได้ 3 วัน วงก็ย้ายมาเล่นที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

คราวนี้พอไปถึงที่จอดรถ ผมก็ไปนอนดูคุณยายแหลมอยู่บนหลังคารถ นอนคิดไปว่า “เมื่อวานกับวันนี้เขาจะเล่นมุกเหมือนกันไหมวะ?” พอเห็นเขาเปลี่ยนมุก ผมก็ไปหาเก็บเอาสิ่งรอบตัวมาเตรียมไว้ พอใกล้รายการเพลงจะจบ ช่วงนั้นคุณยายแหลมกับคุณยายเดือนเพินไปจำศีล (พักผ่อน) ผมเลยแอบลงไปแต่งตัวเหมือนเดิม จิตใจมันฮึดสู้ คิดในใจว่า “เอ้า! ลองดูอีกสักตั้ง เขาจะกล้าด่ากูอีกไหม” ชุดเดิม แต่งหน้าแบบเดิม เครื่องสำอางเก็บตกเหมือนเดิม มัดผมแกะออกไปหน้าเวที

พอเดินออกไปเห็นคนเยอะมากจนล้นวิกออกไปข้างนอก พอไมค์มาจ่อใกล้ปาก... ยอมรับเลยว่าไม่กล้าพูดครับ มันอายเสียงตัวเอง ถึงจะทำท่าทางตลกได้แต่บุคลิกเรามันไม่ดี ได้เล่นจริงๆ ไม่ถึง 30 นาทีหรอกจนสว่าง พอตอนเช้าพี่ๆ ในวงมาถามว่า “ทำไมทำท่าคือจังไม่ค่อยสู้ดีแท้?”ผมเลยตอบไปตรงๆ ว่า “ผมไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ และไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันตื่นครับ”

แต่ปรากฏว่าคนดูเขาชอบครับ! วันต่อมามีแฟนเพลงห่อข้าวห่อน้ำมาฝาก ทั้งปลาแห้ง เนื้อแห้ง ข้าวเหนียว มีแต่คนเชียร์ให้เอาอีกๆ ออกมาเล่นอีกน้อง และเข้ามาถามว่า “น้องมาจากไหน ชื่อว่ายังไง” ถามไถ่ด้วยความเอ็นดู พอลุยเล่นมาได้เดือนหนึ่ง แม่นกน้อยเพินเลยให้ทำซีดีออกมา ตอนนั้นใช้ชื่อว่า "คุณแม่หลอดแม่น้องรอด" และได้เล่นเป็นตัว "ทอง" ในเรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ บทผมมีได้พูดคำเดียวสั้นๆ เลยครับคือคำว่า “จ๊ะ” แต่คำว่าจ๊ะคำเดียวนี้แหละ ทำคนหัวเราะครืนทั้งสนาม ตอนแสดงนี่อายคนคัก แสดงเสร็จต้องรีบวิ่งไปเอาเสื้อผ้าไปซักตากไว้แล้วรอเก็บตอนเช้า

 หลังจากนั้นมา แม่นกน้อย อุไรพร ก็เริ่มส่งบทให้เล่นประปราย เวลาไปเล่นใกล้ๆ บ้านห่างไปสัก 4-5 กิโลเมตร เพินก็บอกให้ไปหาทีมหาคนอื่นมาร่วมเล่นด้วย จนมีงานหนึ่งที่อำเภอวารินชำราบ เป็นงานซ้อมใหญ่ แฟนเพลงเสียงอิสานเข้ามาหลังเวทีบอกให้ซ้อมเลยๆ จะได้ขึ้นเวทีจริง ช่วงแรกเล่นบทสภัญญ์แต่ไม่ผ่าน เพราะคนแก่ในวงเขาคิดว่าเราทำไม่ได้

คุณพ่อชาลีเลยเสนอขึ้นมาว่า “เอ้า... งั้นเอาแม่หล่อยมาเล่นเป็นหมอได้ไหม?” คุณพ่อเลยแย้งว่า “แต่เราไม่มีชุดหมอนะ” มันเหมือนดวงและโชคของเราจะเกิดกะไม่รู้เนาะ ประจวบเหมาะกับมีคนเอาชุดมาฝากไว้กับคุณพ่อไพบูลย์ที่ร้อยเอ็ด เพราะลูกสาวท่านเป็นหมอพอดี! ถามหาอะไรมีหมด มีทั้งถุงปุ๋ย มีเสื้อผ้าเพียบ ผมเลยถามพ่อๆ ว่า “ถ้าเป็นหมอแล้วจะให้ผมทำอะไรครับ” พ่อบอกว่า “ทำลูกไงๆ” (หัวเราะ) ผมเลยหัวเราะบอกว่าเออจะลองดู มีอุปกรณ์อะไรก็เอามา วิ่งวุ่นหาอุปกรณ์แต่งหน้าก่อนตลกช่วงที่ 2 จะขึ้นแค่นิตเดียว เล่นไปเล่นมาปรากฏว่าเล่นเหมือนคัก จนแฟนเพลงพากันเรียกว่า "หมอหล่อย" ตั้งแต่วันนั้นมา

ผมเล่นจนชิน คอยหามุกนั้นมุกนี้มาเสริมให้มันคมขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2537 - 2538 ก็ได้เล่นบ้างประปราย จนกระทั่งได้มา ปักหลักปักฐานทำเป็นอาชีพตลกเต็มตัวในปี พ.ศ. 2538 ครับ

"ถ้าถามว่าครูบาอาจารย์คนแรกที่สอนลำคือใคร... บอกตรงๆ ว่าไม่มีครับ เพราะผมร้องเพลงก็ไม่ถูกคีย์ เห็นไมค์ก็ไม่กล้าจับ คนส่งให้พูดก็หันหน้าหนี แต่คนที่สอนผมคือ 'กลุ่มทีมตลก' ด้วยกัน 7-8 คนในวงนั่นแหละครับ"

ที่ผมก้าวมาเป็นตลกได้ มันมาจากความอยากลองส่วนหนึ่ง และมาจาก 'ความถูกสบประมาท' อีกส่วนหนึ่งด้วย พี่ๆ เพื่อนๆ ในกลุ่มตลกนี่แหละคอยช่วยสอน คนนั้นให้ความคิดแบบนี้ คนนี้สอนให้ทำแบบนั้น และตัวผมเองก็มีความคิดว่า “ถ้าเราเลือกจะเดินมาทางนี้แล้ว เราต้องทำให้เขาเห็น เรารับบทเป็นตัวไหน เราต้องหลุดเข้าไปเป็นตัวนั้นให้ได้”

พี่ๆ ตลกเขาคอยสอนผมเสมอว่า ศิลปินนักแสดงน่ะมันจะมีอยู่ 2 ร่างครับ:

  1. ร่างที่เป็นตัวของเราเอง
  2. ร่างที่เขาภารกิจมอบหมายให้เราเป็น

 พอเราก้าวขึ้นเวทีในร่างที่สอง ไม่ว่าจะเป็นหมอ เป็นคนแก่ เราต้องฉีกตัวตนเดิมออกให้หมด ถ้าเป็นคนแก่ก็ต้องไปสังเกตดูว่าคนแก่แถวบ้านเขาเดินยังไง มีลักษณะยังไง กลุ่มตลกในวงเสียงอิสานนี่แหละครับที่เป็นทั้งครู เป็นทั้งเพื่อนที่ช่วยขัดเกลาจนทำให้คอนวอยหลังเวทีคนนี้ ทำหน้าที่ตลกมอบความสุขให้สมบูรณ์แบบที่สุดบนเวทีเสียงอิสานครับ

ความเป็นของมาฉายา

กำเนิดชื่อ “จื้น” ที่มาของชื่อนี้เกิดจากการฝึกซ้อมการพูดในบท “อีร่อย” โดย แม่ใหญ่ยง (หนึ่งในตลกอาวุโส) เป็นผู้แนะนำ, ในตอนนั้นยายจื้นยังไม่กล้าพูดออกไมค์ แม่ใหญ่ยงจึงสอนว่า ไม่ต้องพูด “จ้า” ยาวๆ แต่ให้พูดเสียงสั้นๆ ว่า “จื้น” แทน, คำว่า “จื้น” ที่พูดออกมาสั้นๆ นี้เองที่ทำให้คนดูหัวเราะและกลายเป็นคำติดปาก จนพัฒนามาเป็นชื่อ “ยายจื้น” ที่ใช้ในการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน                  

ด้านทำนองลำ

 ไม่มีความถนัดในการลำ แต่มีความเป็นเลิศในด้านการ แสดงตลกและการสวมบทบาทตัวละคร เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชม                                                                                              

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

 คือการเป็นตลกหมอลำที่มีเอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย การสวมบทบาทหญิงสูงวัย และการใช้ภาษาอีสานที่เป็นธรรมชาติ มีลีลาการแสดงที่สนุกสนาน เข้าถึงผู้ชมได้ง่าย และสามารถสร้างเสียงหัวเราะจากท่าทาง สีหน้า และการด้นสดบนเวที จนเป็นที่จดจำและได้รับความนิยมในวงการหมอลำอีสานมาอย่างยาวนาน                                                               

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

 1.  ผลงาน VCD บทบาท “อีร่อย” (คนพิการ) ในชุด “บักทอง” ประมาณปี 2544 - 2545   2. เพลง ผู้บ่าวกินแมว   3. เพลง อยากเป็นเจ้าของโรงสี   4. เพลง โก๋โลเดียว   5. เพลง ลีลาวดีโตนฮ้าน   6. เพลง ตลกตกฮ้าน   7. เพลง กะเทยก่อม็อบ   8. เพลง ในใจอยากได้เบิ่ดบ้าน   9. เพลง ขาเดฟเฮฟวี่   10. เพลง กะเทยชนบท   11. เพลง ลูกเขยเทวดา   12. เพลง แก๊งสามช่าหน้าฮ้าน    

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

การแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

คณะเสียงอิสานและอื่นๆอีกมากมาย                                                                                                                                                                                                        

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

 หลักการแสดง ศิลปินต้องมี “2 ร่าง” คือร่างของตัวเองและร่างของตัวละคร ต้องฉีกบทบาทให้ออกและทำให้สมบูรณ์ที่สุด                                                                                                      

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

เกษตรกร                                                                                                           

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

เรื่องความกล้าแสดงออกนี่ พ่ออยากจะถามคำเดียวเลยว่า “เจ้ากล้าแสดงออกในจุดที่ตัวเองอยากจะเป็นจริงๆ ไหม?” เพราะของแบบนี้มันสอนกันไม่ได้หรอกลูก ถ้าจะมานั่งสอนคอยบอกทุกคำ มันก็เป็นได้แค่การทำตามคนที่เขาเป็นมาแล้วล่ะ ของมันต้องลองทำและฝึกด้วยตัวเองก่อน

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 3 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน