นางประคอง เหรวรรณ
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำศุภนาถ เหรวรรณ

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

ชีวิตในวัยเยาว์ของ แม่เอ๋ ศุภนาถ ผูกพันกับเสียงร้องเสียงลำมาตั้งแต่จำความได้ ความหลงใหลนี้ทำให้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางสายหมอลำตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาจากอาจารย์คนแรกคือ อาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง ผู้พร่ำสอนและถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งการร้องและการลำอย่างหมดเปลือก

ในวัยเพียง 13–14 ปี แม่เอ๋ ศุภนาถ ต้องออกเดินสายลำท่ามกลางความทุกข์ยากของยุคสมัยที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงปากท้องแบบ “หากินเช้าค่ำ” การเป็นหมอลำในยุคนั้นไม่ได้สร้างความร่ำรวยได้ง่ายๆ ทุกคนต้องใช้ความอดทนอย่างสูงข้ามผ่านค่ำคืนอันยาวนาน ลำตั้งแต่หัวค่ำยันสว่างเพื่อแลกกับค่าจ้างเพียงคู่ละ 300 บาท ทว่าความยากลำบากเหล่านั้นกลับกลายเป็นเบ้าหลอมให้กระดูกหมอลำของแม่เอ๋แข็งแกร่งขึ้น

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่ออายุ 29 ปี แม่เอ๋ ศุภนาถ ได้แต่งงานกับชาวต่างชาติและย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงเดินทางไปใช้ชีวิตในอีกหลายประเทศ เส้นทางสายศิลปินหมอลำจึงต้องหยุดชะงักลงไปยาวนานร่วม 20 ปี

กระทั่งในปี พ.ศ. 2550 ข่าวเศร้าจากการจากไปของคุณพ่อทำให้เธอต้องเดินทางกลับมายังประเทศไทย และหวนคืนสู่วงการหมอลำอีกครั้งอย่างเต็มตัวตาม “คำสั่งเสียสุดท้าย” ของคุณพ่อที่ฝากฝังไว้ว่า

"อย่าทิ้งการเป็นหมอลำนะลูก... เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยสื่อสารและสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามของเรา"

การกลับมารื้อฟื้นวิชาหมอลำในครั้งนี้ แม่เอ๋ ศุภนาถ ขับเคลื่อนด้วยแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์ของตัวเอง โดยการลงทุนบันทึกเสียงผลงานเพลงและกลอนลำไว้หลากหลายชุด หลากหลายอัลบั้ม ควบคู่ไปกับการผลักดันตัวเองให้พัฒนาอยู่เสมอ โดยมีแรงบันดาลใจและพลังใจที่ได้รับจากบรมครูและศิลปินแห่งชาติผู้เป็นที่รักยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น คุณยายฉวีวรรณ ดำเนิน (พันธุศิลป์), คุณแม่บานเย็น รากแก่น, คุณแม่อังคณา คุณไชย, คุณแม่ราตรีศรีวิไล บงสิทธิปิยะ และ อาจารย์พ่อจรัส น้อยส่งเสริม รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการที่คอยให้คำแนะนำเสมอมา

ด้วยความเชี่ยวชาญและใจรักนี้เอง ทำให้แม่เอ๋ ศุภนาถ ได้มีโอกาสเข้ามาเชื่อมโยงและร่วมงานกับสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภายใต้การสนับสนุนของท่านผู้อำนวยการหลายๆ ท่าน เพื่อร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานให้คงอยู่สืบไป

จากเสียงลำ สู่ผู้นำชุมชน และตำนาน “บั้งไฟล้านม้าคำไหล”

นอกจากมิติของหมอลำแล้ว อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สร้างความภาคภูมิใจอย่างยิ่งให้กับตระกูลของแม่เอ๋ ศุภนาถ คือการจัดทำ “บั้งไฟล้านตำนานม้าคำไหล” ซึ่งริเริ่มและจุดประกายโดย แม่ละอองดาว บุญประเสริฐ และ คุณพ่อบุญหนา เหรวรรณ ร่วมกับตระกูลเหรวรรณ โดยเริ่มสร้างบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน และบั้งไฟล้านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546

ประเพณีบั้งไฟนี้ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงทางวัฒนธรรมให้แก่จังหวัดอุดรธานีอย่างกว้างขวาง แต่ยังนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในระดับสากลในปี พ.ศ. 2553 กับงาน “บั้งไฟโลก บั้งไฟล้าน” ที่มีพันธมิตรมาร่วมงานกันถึง 4 ประเทศ ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้เป็นแฟ้มผลงานแห่งความทรงจำ และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เอ๋ ศุภนาถ ได้รับความไว้วางใจให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำของชุมชน” ในเวลาต่อมา

"ขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการ น้องๆ ทุกท่าน และทีมงานที่เดินทางมาเยือนในวันนี้... จากนี้ไป เอ๋ ศุภนาถ ยืนยันคำเดิมว่าจะไม่มีวันทอดทิ้งวัฒนธรรมอันดีงามของพวกเราอย่างแน่นอน"

ที่มาฉายาหมอลำ

ฉายา “ศุภนาถ” ได้รับเมตตาจาก หลวงพ่อวัดปากน้ำ ตั้งชื่อให้เมื่อปี พ.ศ.2536 ขณะไปบวชชีพราหมณ์และเดินจงกรมที่พุทธมณฑล หมายถึง “ผู้มีที่อยู่อาศัยดี”                                                     

ทำนองลำที่ถนัด

ทำนองขอนแก่น ทำนองอุบลฯ                                                                                          

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

ในด้านกฤตยาคมแห่งเสียงรำ ก่อนที่คุณแม่จะเริ่มเปล่งเสียงเอื้อนคำกลอน หรือ "กลอนโอ้" เอกลักษณ์แรกที่แฟนเพลงจะได้สัมผัสคือ "รอยยิ้มอันจริงใจ" ที่ส่งมอบให้ผู้ชม จากนั้นจึงตามด้วยกระบวนการออกเสียงอันทรงพลัง ท่วงทำนองการลำของคุณแม่มีความพิเศษตรงที่สามารถผสมผสานลูกสะเดิด ลูกโอ้ และลูกเอื้อนเข้าด้วยกันได้อย่างละมุนละไมและไร้รอยต่อ

ความสามารถในการลุ่มลึกเชิงเทคนิคนี้ ทำให้สุ้มเสียงของคุณแม่มีกลิ่นอายและกลวิธีที่คล้ายคลึงกับศิลปินชั้นครูระดับตำนานหลายท่าน เช่น แม่บานเย็น รากแก่น (ในด้านการฟ้อนและการแต่งกาย), แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน, แม่อังคนางค์ คุณไชย และแม่คำนาง ซึ่งครูหมอลำอาวุโสเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่คุณแม่เคารพรักและยึดเป็นต้นแบบในการฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัย

คุณแม่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องการ "ตีบทแตก" และการส่งผ่านอารมณ์ ไปยังผู้ฟังอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรำบทโศกเศร้า เช่น กลอนลำเรื่องกัณหา-ชาลี หรือนางมัทรี ในงานเทศกาลบุญพระเวสสันดร (บุญผะเหวด) คุณแม่จะใช้ขันติและสมาธิขั้นสูงในการดึงอารมณ์ความโศกสลดออกมาจนคุณแม่ร้องไห้จริง ๆ บนเวที ส่งผลให้คนเฒ่าคนแก่และผู้ชมหน้าเวทีต่างร่ำไห้ตามไปด้วยความตื้นตัน ในทางกลับกัน หากเป็นงานรื่นเริงหรืองานบุญ เช่น งานแห่กฐิน หรืองานแห่ขันหมาก คุณแม่ก็สามารถพลิกบทบาทมาโห่ร้องด้วยความสนุกสนานสุดเหวี่ยงตามบรรยากาศได้อย่างกลมกลืน

ด้านการปฏิสัมพันธ์หน้าเวที คุณแม่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขี้เล่น มีไหวพริบปฏิภาณและเพียบพร้อมด้วยเล่ห์เหลี่ยมในการหยอกล้อกับแฟนเพลง คุณแม่ยึดหลักการแสดงที่เรียกว่า "การไหลตามน้ำ" คือการโอนอ่อนผ่อนตามและสร้างความบันเทิงอย่างเป็นกันเองที่สุด โดยไม่เคยสร้างความขัดแย้งกับผู้ร่วมแสดงคนอื่น ๆ หรือผู้ชมที่นั่งฟังอยู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว                                                                                                        

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. บันทึกเสียงกลอนลำ "บั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล" เพื่อโปรโมทประเพณีของ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี

2. จัดทำอัลบั้มการกุศลร่วมกับ อาจารย์บานเย็น รากแก่น เพื่อหาเงินช่วยโครงการโรงเรียนในฝัน โดยสละทุนทรัพย์ส่วนตัวกว่าแสนบาท

การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

1. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก เมืองโคเปนเฮเกน พ.ศ. 2536

2. สาธารณรัฐอินเดีย รัฐอรุณาจัล 4 ครั้ง

3. สหรัฐอเมริกา                                                                                                  

4. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ 

1. แม่บานเย็น รากแก่น   2. หมอลำคนึงนิด จิตอาสา   3. หมอลำวิไลวรรณ จิตอาสา   4.หมอลำวีรวัฒน์ ฟ้าแก   5.หมอลำสุนทร ชัยรุ่งเรือง   6.หมอลำสุบิน รถด่วน   7.หมอลำสมพงษ์ มาพร   8.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ   9.หมอลำจำนงค์ ลือชา   10.หมอลำทินกรน้อน ดาวเหนือ   11.หมอลำไพบูลย์ เสียงทอง   12.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี   13.หมอลำแซม เสียงทอง   14.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ   15.หมอลำลำเตย มีธรรม   16.หมอลำสำนวน ชัยชนะ   17.หมอลำวิชัย ผาจวง   18.หมอลำมนตรี รถด่วน   19.หมอลำบญหลาย ฟ้าสะอื้น   20.หมอลำสมคิด กระทิงทอง   21.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล   22.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก   23.หมอลำสำรอง สาธุการ   24.หมอลำยอดรัก ธาตุไพบูลย์

มีลูกศิษย์ (หมอลำ)

1.หมอลำวิไลวรรณ จิตอาษา   2.หมอลำคะนึงนิตย์ จิตอาษา   3.หมอลำน้องใหม่ เมืองชุมแพ    

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

นอกเหนือจากบทบาทการเป็นผู้แสดงชั้นยอดแล้ว คุณแม่ยังทำหน้าที่เป็น "ครูผู้ให้" มุ่งมั่นสืบสานมรดกหมอลำผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ และมีปรัชญาการสร้างคนที่น่าสนใจยิ่ง โดยสรุปออกเป็นขั้นตอนดังนี้:

  1. ขั้นแตกฉานอักษร: คุณแม่จะแต่งประพันธ์กลอนลำขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง (เช่น กลอนลำถวายวัดป่าผาน้ำจั้น) จากนั้นมอบให้ลูกศิษย์นำไปอ่านท่องจำและทำความเข้าใจความหมายของตัวอักษรอย่างลึกซึ้งก่อน
  2. ขั้นจดจำทำนอง: คุณแม่จะทำการบันทึกเสียงร้องต้นแบบของตนเองลงในแถบบันทึกเสียง (เทป) หรือสื่อดิจิทัล เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถนำไปเปิดฟัง ซึมซับ และฝึกออกเสียงรำตามทำนองที่ถูกต้อง
  3. ขั้นผสานดนตรีสด: เมื่อลูกศิษย์จำคำกลอนและจังหวะพื้นฐานได้แล้ว (กำหนดเป้าหมายประมาณ ๑-๒ กลอนต่อเดือน) คุณแม่จะนำวงดนตรีสดหรือหมอแคนเข้ามาเป่าประสาน เพื่อให้ลูกศิษย์ฝึกซ้อมเข้าจังหวะจริง
  4. ขั้นเผชิญเวทีจริง: เมื่อลูกศิษย์มีความพร้อม คุณแม่จะส่งเสริมให้ก้าวขึ้นสู่เวทีการแสดงจริง และพาร่วมแสดงในรายการโทรทัศน์ (เช่น เซิ้งทีวี ในอดีต) ทันที โดยไม่มีการกักวิชา เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญหน้างาน และร่วมเชิดชูศิษย์สู่สายตาแฟนเพลงเคียงข้างคุณแม่

สิ่งที่ยากและสำคัญที่สุดในกระบวนการสืบทอดของคุณแม่ คือการอบรม "จิตวิญญาณและจริยธรรมหมอลำ" คุณแม่มักจะสั่งสอนลูกศิษย์เสมอว่า การเป็นหมอลำที่มีคุณค่าต้องเริ่มต้นจากหลักคิดดังต่อไปนี้:

  • การเป็นคนของประชาชนและจิตอาสา: หมอลำต้องตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะ พร้อมที่จะช่วยเหลือสังคมโดยไม่เอาเรื่อง "ค่าตัว" มาเป็นเกณฑ์กำหนดในการทำงาน
  • ความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดละความโลภ: สังคมหมอลำเป็นสังคมหมู่มาก สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักพูดให้ซื่อ ฟังให้มาก อ่อนน้อมถ่อมตน และห้ามมีความโลภเด็ดขาด เพราะความโลภจะนำมาซึ่งความอิจฉาตาร้อนและทำลายความเป็นศิลปิน
  • การให้เกียรติซึ่งกันและกัน: ต้องรู้จักให้เกียรติตนเอง ให้เกียรติผู้ร่วมงาน และไม่ทับถมผู้อื่น

ด้วยหลักคำสอนและวิถีปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างของคุณแม่นี้เอง ส่งผลให้ลูกศิษย์รุ่นหลัง ๆ ที่ผ่านการบ่มเพาะจากสำนักของคุณแม่ ต่างเจริญรอยตามวิถีทางแห่งภูมิปัญญา ก้าวขึ้นเป็นหมอลำผู้เปี่ยมด้วยคุณภาพและคุณธรรม พร้อมทำหน้าที่สืบสานและจรรโลงสังคมอีสานสืบต่อไปอย่างยั่งยืน   

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1. รางวัลเพชรสยาม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม       

2. รางวัลวัฒนธรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น         

3. รางวัลพระยานครราชทองคำ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

4. รางวัลด้านพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เขตหนองคาย และรางวัลจากประเทศอินเดีย

5.ได้เกียรติบัตร ได้เข้าร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2553 จากเทศบาลตำบลบ้านเชียง           

6.ได้รับเกียรติบัตรได้เข้าร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2554 จากเทศบาลตำบลบ้านเชียง

7.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมแสดงหมอลำกลอน สืบสานประเพณีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พ.ศ.2555 จากเทศบาลตำบลธาตุพนม

8.ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ระดับจังหวัด พ.ศ.2555 จากกระทรวงวัฒนธรรม

9.ได้รับเกียรติบัตร ได้แสดงวัฒนธรรมหมอลำกลอนย้อนยุค เพื่อสืบสานวัฒนธรรมมรดกอีสาน พ.ศ.2556 จากบ้านปากน้ำ ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

10.ได้รับเกียรติบัตร ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมการแสดง พ.ศ. 2554 จากรายการวาสนาบันเทิง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห้งประเทศไทยขอนแก่น 

11.ได้รับเกียรติบัตร ได้ร่สกิจกรรด้านศิลปะ วัฒนธรรม พื้นบ้าน ในงานเทศกาล บั้งไฟโลก บั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล พ.ศ.อ2553 จากเทศบาลตำบลบ้านธาตุ             

12.ได้รับเกียรติบัตร เป็นศิลปินเสียสละให้คุณประโยชน์กับสังคมดีเด่นจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2553         

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

1.ประพันธ์กลอนลำ   2.ประพันธ์เพลง   3.นักแสดง        

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. แม่บ้าน   2. ค้าขาย                                                                                                                        

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

ฝากให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์มรดกอีสาน อย่าทอดทิ้งวัฒนธรรมหมอลำ เพราะเป็นเสน่ห์ที่งดงามของคนอีสาน   

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2569                                      

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน