นางเสงี่ยม กาหลง
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำเสงี่ยม ลมบน

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

เส้นทางการเรียนหมอลำของแม่เสงี่ยมเริ่มต้นขึ้นที่บ้านพระธาตุบังพวน โดยเรียน “หมอลำทำนองอุบล” กับครูอัมพร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของแม่บุญเพ็ญ ในยุคนั้นการเป็นนักเรียนหมอลำไม่ได้สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน การเรียนร่วมกันของเด็กสาวจาก 2 หมู่บ้าน รวม 6 คน (จากบ้านของแม่เสงี่ยม และบ้านเชียงหวางอีก 3 คน ซึ่งรวมถึง “แม่บุญกอง” ผู้ล่วงลับ) ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน "สมัยก่อนเรียนลำมันลำบากมาก ต้องทำนาให้เขา กินข้าวบ้านเขา แถมยังต้องไปหาปลาหาข้าวมาให้ครูกินด้วย เรียนอยู่ได้ปีเดียวทนความลำบากไม่ไหว เลยพากันวิ่งหนีจากบ้านพระธาตุบังพวนมาจนถึงหนองสองห้อง" 

แม้จะหนีกลับมาบ้านเพราะทนความลำบากไม่ไหว แต่ผู้เป็นพ่อกลับยื่นคำขาดว่า "ไม่อยากเป็นหมอลำไม่ได้" เส้นทางการแสวงหาครูคนใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น แม่เสงี่ยมต้องย้ายไปเรียนต่อที่จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้กับผามออีแดงและเขาพระวิหาร แต่ด้วยระยะทางที่ไกลบ้านประกอบกับความทุรกันดาร เมื่อเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงที่คุณยายไม่สบาย พ่อจึงตัดสินใจไม่ให้กลับไปเรียนที่ไกลๆ อีก แต่เลือกที่จะจ้างครูหมอลำหลายท่าน รวมถึง พ่อแสวง และ พ่อคำตัน มาสอนให้ถึงที่บ้าน พร้อมจ้างหมอแคนมาเป่าคลอ จนเกิดเรื่องราวอบอุ่นในครอบครัวเมื่อคุณพ่อได้เอ็นดูแต่งงานมีเหย้ามีเรือนให้กับหมอแคนคนนั้นในเวลาต่อมา

ต่อมาแม่เสงี่ยมได้มีโอกาสเข้าเรียนกับ แม่แตงอ่อน ครูหมอลำผู้เจนจัดในวิชา ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ข้างวัดมัชฌิมวาส (ใกล้ๆ กับสำนักงานของพ่อก้อน และพ่อสาคร) ความอัศจรรย์ของแม่แตงอ่อนคือ ท่านเป็นผู้ที่อ่านหนังสือไม่อ่าน แม้กระทั่งชื่อตัวเองในโทรเลขก็อ่านไม่ออก แต่กลับมีความจำที่เลิศเลอ สามารถท่องและจำกลอนลำได้อย่างแม่นยำและเก่งกาจ โดยมีสามีคือ พ่อน้อยสายสิญจน์ เป็นผู้ช่วยเกื้อหนุน

ในยุคที่แม่เสงี่ยมออกเดินสายจำนนตัวเป็นหมอลำอาชีพ ถือเป็นยุคทองของหมอลำกลอนปฏิพากย์ (ลำโจทย์แก้ว-ลำถามตอบ) หากหมอลำคนไหนสามารถทำค่าตัวได้ถึง 600 บาท ถือว่าเก่งกาจและมีชื่อเสียงมาก เพราะในเวลานั้นค่าจ้างหมอแคนอยู่ที่ 40 บาทเท่านั้น การเดินทางไปแสดงในแถบอำเภอศรีธาตุหรือพื้นที่ต่างๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ค้ารถเมล์ราคา 5 บาท แต่หากหมู่บ้านไหนมีป่าอ้อยหนาทึบ รถเข้าไม่ถึง หมอลำและคณะก็ต้องลงเดินเท้าเข้าไปเอง

การแสดงในอดีตเป็นการ "ลำโต้รุ่ง" ตั้งแต่หัวค่ำยัน 5 โมงเช้าตามสัญญา หรือถ้าลำได้ถูกใจคนจ้างก็อาจจะแถมยาวไปถึง 6 โมงเช้า ช่วงหัวค่ำจะเป็นการลำโจทย์แก้ปัญญาไหวพริบ พอตกดึกผู้เฒ่าผู้แก่จะนั่งฟังไม่ยอมหนีไปไหน เพราะหมอลำจะเริ่มลำเป็นนิทานชาดก เรื่องบาปบุญคุณโทษ ซึ่งผิดกับหมอลำในปัจจุบันที่มักลำถึงแค่ตี 3 และเน้นความสนุกสนานจนบางครั้งเกิดการทะเลาะวิวาท ต่างจากหมอลำรุ่นแม่เสงี่ยมที่เน้นศิลปะและไม่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันเลย

หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนแก่กล้า แม่เสงี่ยมได้ผันตัวมาเปิดสำนักงานหมอลำของตนเองที่ข้างวัดมัชฌิมวาส (ตั้งอยู่ห้องที่ 3 ชั้นที่ 2 ในยุคที่ตลาดบ้านห้วยยังไม่เกิดขึ้น) โดยมีการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขยายสาขาไปร่วมกับน้องสาวคือ มะลิวัลย์ ลมบน

ในช่วงที่กระแส "หมอลำซิ่ง" เฟื่องฟูถึงขีดสุด คณะของแม่เสงี่ยมได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการจัดงานประกวดหมอลำที่ทุ่งศรีเมืองติดต่อกันถึง 5 ปีเต็ม เพื่อให้ข้อคิดและวางกติกาการลำที่ถูกต้อง จนได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่และประชาชนอย่างล้นหลาม

แม้จะเคยคิดที่จะวางมือและเลิกเป็นหมอลำหลายครั้ง แต่ด้วยใจรักและแรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ทำให้แม่เสงี่ยมยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการ จนกระทั่ง ผอ.รพีพรรณ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้เข้ามาทำ “โครงการต้นกล้า” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งแม่เสงี่ยมได้ปวารณาตัวเข้าช่วยฝึกสอนอย่างเต็มกำลัง

ผลงานอันทุ่มเทนี้ไปเข้าตาอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จนเกิดเป็นโครงการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2558 จากเดิมที่ตั้งเป้ารับสมัครเด็กเพียง 30 คนและจัดงาน 15 วัน กลับมีเยาวชนหลั่งไหลมาสมัครล้นหลาม จนต้องขยายรับเพิ่มเป็น 50 คนในเวลาต่อมา เนื่องจากแม่เสงี่ยมเปิด "สอนให้ฟรี" โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพราะมุ่งหวังเพียงให้ลูกหลานได้สืบทอดวิชา

"ทุกๆ ปีในงานทุ่งศรีเมือง สมาคมผู้ประกอบอาชีพหมอลำจังหวัดอุดรธานี จะร่วมกันจัดขบวนแห่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีไปยังทุ่งศรีเมือง... มันคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของแม่"

ที่มาฉายาหมอลำ

ในอดีตตอนที่เริ่มต้นตั้งสำนักงานใหม่ ๆ ร่วมกับ พ่อก้อนทอง คุณแม่ใช้ชื่อในการแสดงเพียงแค่ "เสงี่ยม" หรือ "เสงี่ยมตัวน้อย" เท่านั้น แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้รับฉายา "ลมบน" มาจากลักษณะพิเศษของพลังเสียงที่ไม่เหมือนใคร เสียงหมอลำที่ยิ่งร้อง ยิ่งสูง ยิ่งแจ้ง ยิ่งม่วน โดยทั่วไป หมอลำหลายคนอาจจะเปิดฉากด้วยเสียงที่ทรงพลังแล้วค่อย ๆ แผ่วลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สำหรับคุณแม่สะเงี่ยมนั้นกลับตรงกันข้าม

  • โอ้ครั้งที่ 1 (ช่วงเริ่ม): เสียงอาจจะยังไม่เข้าที่ พลังยังไม่มาเต็มที่นัก
  • โอ้ครั้งที่ 2: เสียงเริ่มเปิดและฉายแววความไพเราะ
  • โอ้ครั้งที่ 3 (ช่วงดึกถึงแจ้ง): พลังเสียงจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น เร่งระดับความสนุกและความม่วนขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งดึกเสียงยิ่งดี ยิ่งแจ้งยิ่งฮ้องก้องกังวาน ไม่เคยแผ่วหรือหล่นลงมาเลย

ด้วยความมหัศจรรย์ของเสียงที่ "ขึ้นแล้วขึ้นเลยเหมือนอยู่บนลมบน" นี้เอง พ่อก้อนทอง จึงได้ตั้งชื่อสำนักงานและตั้งฉายาให้คุณแม่ว่า "เสงี่ยมน้อย ลมบน" ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนในวงการหมอลำยอมรับว่า "เสียงดีขึ้นหน้า ฮอดแจ้งแฮงม่วน"

นอกจากนี้ เพื่อนหมอลำในยุคเดียวกัน (รวมถึงแม่เสี่ยว) ยังเคยแซวคุณแม่เปรียบเทียบกับหมอลำคนอื่น ๆ ไว้ "หมอลำคนอื่นพอโอ้ครั้งแรก คนดูอยากคว่ำสาด (ม้วนเสื่อ) กลับบ้าน พอโอ้ครั้งที่สอง คนดูเตรียมกู้สาดหนี แต่สำหรับเสงี่ยม ลมบน... โอ้ครั้งแรกคนเริ่มปูสาดนั่งฟัง โอ้ครั้งที่สองคนฟังแน่น และพอโอ้ครั้งที่สาม... ยันสว่างคนดูก็ไม่ยอมหนีไปไหน"

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

 อีกหนึ่งภาพจำที่ทำให้ทุกคนต้องเหลียวมองเมื่อคุณแม่สะเงี่ยมก้าวขึ้นสู่เวที คือ ทักษะการฟ้อนและภาพลักษณ์ที่ทันสมัยในยุคนั้น

  • การฟ้อนไต่แคนแบบสไลด์: ในยุคที่หมอลำคนอื่น ๆ ยังฟ้อนด้วยจังหวะซอยเท้าถี่ ๆ หรือวิ่งไปมาบนเวที คุณแม่สะเงี่ยมได้สร้างสรรค์ท่าฟ้อนที่เรียกว่า "การฟ้อนไต่" หรือสไลด์ไปตามเสียงแคนอย่างแช่มช้า ท่วงท่ามีความ "เคี่ยม" (เรียบร้อย น่ารัก และมีจังหวะจะโคน) เดินเลาะเวทีไปเรื่อย ๆ อย่างมีเสน่ห์ จนคนชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เลาลำเคี่ยมคือโตเลา ลำคือชื่อเลา"
  • แฟชั่นส้นสูงบนเวทีหมอลำ: ในสมัยก่อนคุณแม่เป็นคนรักสวยรักงามและมีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น เสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็นผ้าซิ่นสวมหัวที่ตัดเย็บอย่างประณีต และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ "รองเท้าส้นสูง" ซึ่งในยุคนั้นหาได้ยากมากที่หมอลำจะใส่รองเท้าส้นสูงฟ้อนบนเวทีดินเวทีไม้ แต่คุณแม่สามารถฟ้อนได้อย่างพริ้วไหวและสง่างาม

คุณแม่ฌศ.ญฒวางตัวเป็น "หมอลำสายคุณภาพ" ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาและบทกลอนเป็นหลัก คุณแม่ไม่ชอบการล้อเล่นหรือ "ลำเพอะ" (ลำเรื่องตลกโปกฮากวนเมืองแบบไร้สาระ) บนเวที คุณแม่ชอบลำเน้นทางนิทาน การเกี้ยวพาราสีที่มีศิลปะ และการลำทางกว้างทางยาวที่ใช้เนื้อหาลึกซึ้ง ในการแสดงตลอดทั้งคืน คุณแม่จะใช้คำพูดเล่นหรือคำพูดตลก (สีสีแปรนแปรน) ออกมาไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตัวละครและอารมณ์ของกลอนลำ ทำให้การแสดงดูแพงและมีคุณค่า

เรื่องเล่าที่เป็นตำนานและแสดงถึงความถ่อมตนรวมถึงความมีน้ำใจของคุณแม่ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่วัดศรีโม่หว่าน (หรือวัดที่สกลนคร) ในงานครั้งนั้นมีหมอลำผู้ใหญ่ชื่อดังหลายท่านมาร่วมงาน เช่น แม่หวานใจ แม่หวาด แดนชมพู ซึ่งล้วนแต่เป็นหมอลำรุ่นพี่ที่มีอายุมากกว่าคุณแม่ 2-3 ปี

ด้วยความที่คุณแม่เป็นหมอลำรุ่นน้องและพึ่งมาใหม่ เมื่อเจ้าภาพเดินมาขอให้คุณแม่ลำให้ฟังเพื่อประกอบการตัดสินใจจ้างงาน คุณแม่ปฏิเสธเพราะเกรงใจรุ่นพี่ และกลัวว่าจะไปลำแซงหน้าผู้ใหญ่ ประกอบกับคุณแม่มักจะถ่อมตนเสมอว่า "ตอนหัวค่ำเสียงแม่ยังไม่ดี ลำไปเจ้าภาพก็คงไม่จ้างดอก"เจ้าภาพในยุคนั้นอยากลองของและเห็นคุณแม่หน้าตาสะสวย จึงเสนอราคาค่าจ้างมาตรฐานในตอนนั้นคือ คู่ละ 1,500 บาท แต่คุณแม่ไม่อยากรับงานตัดหน้าผู้ใหญ่ จึงพูดทีเล่นทีจริงเพื่อปฏิเสธไปว่า "ถ้าจะจ้างข่อย ต้อง 2,500 บาทพู้นล่ะ! ถ้าให้บ่ได้ก็ไปจ้างหมู่เพิ่นโลด" (เพราะคิดว่าเจ้าภาพคงไม่สู้ราคา)

แต่การณ์กลับตาลปัตร เจ้าภาพประทับใจในความมั่นใจและอยากดูการแสดงของหมอลำสาวคนนี้ จึงตกลงเซ็นสัญญาจ้างในราคา 2,500 บาท ทันที! เหตุการณ์นี้ทำเอาหมอลำรุ่นพี่ในยุคนั้น รวมทั้ง ยายพัด (หมอลำซิ่งชื่อดังในเวลาต่อมา ซึ่งตอนนั้นยังลำกลอนอยู่) ถึงกับอึ้งและแซวด้วยความเอ็นดูว่า "อีเน่น้อยนี่เว่ย... มันขัดเอา 2,500 บาทเฉยเลย" นับตั้งแต่นั้นมา คุณแม่สะเงี่ยมจึงกลายเป็นหมอลำที่มีค่าตัวสูงเป็นระดับต้น ๆ และมีชื่อเสียงโด่งดังนับแต่นั้น

ความอัจฉริยะของคุณแม่สะเงี่ยมคือ "การใส่อารมณ์และความรู้สึก (อินเนอร์) ลงไปในกลอนลำ" ควบคู่กับการสดับตรับฟังคำพูดสด ๆ บนเวทีเพื่อดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นบทโศก บทรัก หรือบทตลก

ตัวอย่าง: นิทานกาสี (เสี่ยวกาสี)นิทานเรื่องนี้เกี่ยวกับเพื่อนสองคนที่สัญญากันไว้ว่าจะให้ลูกแต่งงานกัน แต่ฝ่ายหนึ่งร่ำรวยมีสวนหมากเกลี้ยง (ส้มเขียวหวาน) สวนหมากเว่อ (มะนาวควาย) มากมาย พอฝ่ายชายมาขอลูกสาวกลับเล่นตัวและไม่ยอมยกให้ คุณแม่สะเงี่ยมลำบทนี้โดยใส่ปฏิภาณไหวพริบเพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากบทบทเดิม

"บักคุณแผน (ขุนแผน) มันไปเอาเมียลาวมา... บักคุณซ้าง (ขุนช้าง) มันเอาเงินมาอ่อย ข่อยก็ยังบ่เอา... แล้วเจ้าสิมาว่าข่อยสองใจจังใด๋? บักกาสีเอ๊ย... มึงแพงข่อยคักแพงข่อยแหน่ บักเกลี้ยงต้นใดมึงก็ว่าบ่สุก บักเว่อต้นใดมึงก็ว่าบ่สุก... สมัยสูมื้อนี้ซื้อเอาตามตลาดก็ได้ดอก! (คนดูหัวเราะครืน) แต่วันนั้นบักกาสีมันขี้ตี่คัก (ตระหนี่) เอาส้มเอาเหลืองไปลวกน้ำร้อน พาลทำให้ใบโพธิ์เหี่ยวแห้ง ข่อยสิไปรู้จังใด๋..."

การสอดแทรกมุกตลกสด ๆ และการด่าทอตัวละครอย่างถึงพริกถึงขิง ทำให้คนดูอินและรู้สึกสนุกสนานไปกับการแก้ทางกลอนตัวอย่าง: บทโศก "นกกระจอก" และ "กูรู-นางอั้ว"เมื่อถึงบทเศร้า คุณแม่สามารถลำจน "ผู้เฒ่าผู้แก่ร้องไห้ตาม" โดยเฉพาะในเรื่องนกกระจอกที่แม่นกต้องตายในกองไฟเพราะพ่อนกบินหนี หรือเรื่องกูรู-นางอั้ว ตอนที่นางอั้วจะผูกคอตาย ในขณะที่หมอลำคนอื่น ๆ มักจะตัดสลับร้่องเพลงสนุกสนานเพื่อคั่นเวลา แต่คุณแม่สะเงี่ยมเลือกที่จะ "ตัดเพลงออกทั้งหมด" เพราะคุณแม่มองว่า "คนกำลังจะผูกคอตาย จะมาเยาะแยะร้องเพลงเต้นอยู่มันบ่สมจริง มันบ่โศก" คุณแม่เลือกที่จะลำสด ๆ ใส่เสียงสะอื้น ทอดเสียงยาว เคล้าเสียงแคน และแสดงท่าทางกอดลูกร้องไห้บนเวทีจริง ๆ จนดึงดูดสายตาคนดูทุกคนให้จับจ้องและหลั่งน้ำตาไปกับความรันทดของตัวละคร นี่คือสุดยอดศิลปะการแสดงที่หาตัวจับได้ยาก

เอกลักษณ์ของ "เสงี่ยม ลมบน" จึงไม่ใช่แค่หมอลำที่ร้องตามบทกลอน แต่คือ "ศิลปินผู้มีชีวิตอยู่บนเวที" ที่ผสมผสานพลังเสียงระดับลมบน ท่วงท่าการฟ้อนไต่แคนอันงดงาม และปฏิภาณไหวพริบในการดึงดูดผู้ฟังให้อยู่หมัดตั้งแต่ค่ำยันช้า กลายเป็นตำนานหมอลำกลอนที่ยังคงประทับอยู่ในใจของแฟนหมอลำอีสานมาจนถึงทุกวันนี้

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี                                                         

1.ผลงานอัด DVD บทกลอนที่แต่ง และเรียบเรียงเนื้อหา จากข้อมูลจาก ดร.สุทร พรรณรัตน์ เรื่อง ประวัติศาสตร์เมืองอุดรธานี ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุดรธานี การสร้างเมือง ของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม จากหนองคาย สู่บ้านโนนหมากแข้ง จนถึงปัจจุบัน มีความยาวถึง ๗ หน้ากระดาษ เพื่อออกจำหน่าย เป็นเงินเข้าสำนักศิลปะ และวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี  

2.บันทึกเทปคาสเซ็ท ช่วงหมอลำเซิ้งกำลังจะดัง อัดโดยบริษัทเทพพนมพร ที่อุบลราชธานี วางจำหน่ายทั่วประเทศ คู่กับสังวาลย์น้อย ดาวเหนือ หมอลำชื่อดังของภาคอีสาน ชุดหมอลำซิ่งมหาเสน่ห์

การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ าง

1. หมอลำบุญเส็ง ปากช้าง   2. หมอลำสุบิน รถด่วน   3. หมอลำสังวาลย์น้อย ดาวเหนือ   4. คณะเสียงอดิศร   5. มาลีวัลย์ ลมบน                           

มีลูกศิษย์ (หมอลำ)

1. หมอลำสปราณี ลมบน   2. หมอลำเขมจิต ลมบน   3. หมอลำปรีชา พริกขี้หนู   4. หมอลำบัวลอย ลมบน   5. หมอลำดวงใจ ลมบน   6. หมอลำกิตติ ลมบน   7. หมอลำกษัตริย์ ลมบน   8. หมอลำบุญเลิศ ลมบน

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

ในอดีตที่ยังไม่มีเทคโนโลยีหรือสมาร์ทโฟน ครูหมอลำจะใช้วิธีจดบทกลอนลำเตรียมไว้ให้ หรือให้ลูกศิษย์เป็นผู้จดตาม คำว่า "กลอนลำ" ในที่นี้จะเรียนรู้กันเป็นกลอน เป็นชุด หรือเป็น "ยก" โดยเริ่มต้นจากกลอนพื้นฐานที่จำเป็นตามลำดับ เช่น

  • กลอนไหว้ครู: เพื่อแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ก่อนเริ่มการแสดง
  • กลอนประกาศศรัทธา: สำหรับการทักทายและขอบคุณเจ้าภาพหรือผู้ชม
  • กลอนเดินดง: กลอนพรรณนาธรรมชาติและการเดินทาง

หลังจากได้บทกลอนแล้ว ครูจะร้องลำให้ลูกศิษย์ฟังเป็นต้นแบบ เพื่อให้ลูกศิษย์จดจำทำนอง จังหวะ และลูกเอื้อนได้อย่างถูกต้อง หากลูกศิษย์ร้องตรงไหนไม่ถูกต้อง หรือทำนองยังไม่ได้ ครูจะร้องลำให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าลูกศิษย์จะจับทำนองที่ถูกต้องได้ จากนั้นจึงปล่อยให้ลูกศิษย์ไปท่องจำบทกลอนด้วยตัวเอง

เมื่อลูกศิษย์ท่องจำกลอนได้แล้ว จะต้องกลับมาร้องลำให้ครูฟังเพื่อตรวจทานความถูกต้อง หากพบว่ายังทำได้ไม่ดี ครูจะสั่งให้ "เอาใหม่" และเคี่ยวเข็ญอย่างจริงจัง ในช่วงที่เปิดสำนักงานหมอลำ ครูจะกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน (เช่น ภายใน 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์) ที่ลูกศิษย์จะต้องท่องจำกลอนที่มอบหมายให้ได้ สำหรับลูกศิษย์ที่ยังลำไม่เป็นหรือยังไม่ชำนาญ ครูจะให้อาศัยรวมกันอยู่ที่สำนักงานเพื่อฝึกซ้อมร่วมกัน

การซ้อมในขั้นนี้ถือว่าหนักมาก จนมีเรื่องเล่าเปรียบเปรยในหมู่ลูกศิษย์ว่า ถ้าวันไหนครูบอกว่าจะให้ขึ้นไปซ้อมลำบนหลังคา ก็ยอมขึ้นไปบนหลังคาดีกว่า เพราะการซ้อมลำข้างล่างนั้นยากและกดดันจนแทบกระอักเลือด

ศาสตร์ที่ปราบเซียนและยากที่สุดในการเรียนหมอลำคือ "การเอื้อนบทโอ้" (โอ้ละน้อ) ซึ่งเป็นการร้องเปิดก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลัก

  • ความสำคัญ: บทโอ้ไม่ได้มีไว้เพื่อความไพเราะเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อฟังเสียงแคน และเช็กดูว่าระดับเสียง (Key) ของหมอลำเข้ากับเสียงแคนหมอแคนได้ดีหรือไม่ หากหมอลำเอื้อนโดยไม่ฟังเสียงแคน เสียงจะไม่เข้ากันและลำไม่ไพเราะ
  • เทคนิคการไล่ระดับเสียง: การเอื้อนบทโอ้จะมีจังหวะและระดับเสียงที่เฉพาะเจาะจง
    • โอ้แรก: จะต้องใช้ระดับเสียงที่ต่ำในระดับหนึ่งก่อน
    • โอ้ที่สอง: จะต้องเค้นเสียงให้สูงขึ้นเป็น "โอ้ละน้อเด" เพื่อให้สอดรับกับจังหวะเสียงแคนที่จะเร่งระดับขึ้นตาม

ครูจะสอนให้ลูกศิษย์เข้าใจเรื่อง "โครงจังหวะ" ของการลำอย่างแม่นยำ รู้ว่าคำไหนสระไหนควรเน้น เสียงไหนควรลากยาว ตัวไหนควรขึ้นเสียงสูงหรือลงเสียงต่ำ โดยครูจะปรับบทและสไตล์ให้เข้ากับเนื้อเสียงธรรมชาติของลูกศิษย์แต่ละคน:

  • ผู้ที่เสียงดี: จะเน้นสอนให้เล่นระดับเสียงและลูกเอื้อนให้ไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น
  • ผู้ที่เสียงสั้นหรือเนื้อเสียงจำกัด: จะสอนให้ลำเน้นให้ตรงจังหวะแคนเป็นหลัก เพราะหากลำได้ถูกจังหวะแคนอย่างแม่นยำ ก็จะช่วยส่งเสริมให้การลำนั้นไพเราะและน่าฟังได้เช่นกัน

เมื่อลูกศิษย์ผ่านขั้นพื้นฐานแล้ว ครูจะเริ่มสอนกลอนชุดถัดไปที่มีความซับซ้อนและยาวขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนอาจต้องลำโต้ตอบกันยาวเป็นชั่วโมงๆ ได้แก่:

  • กลอนถามข่าวคราว: การถามสารทุกข์สุกดิบว่ามาจากบ้านไหนเมืองไหน
  • กลอนนิทาน: การลำเล่าเรื่องราววรรณคดีหรือชาดก เช่น ศรีธน มโนราห์, ผาแดงนางไอ่, ขูลูนางอั้ว หรือเรื่องราวพุทธประวัติและพระเวสสันดร
  • กลอนเบ็ดเตล็ดหรือกลอนสาด (กลอนด่าโต้ตอบ): เป็นศิลปะการพริ้วไหวปฏิภาณไหวพริบ หมอลำต้องมีบทกลอนตุนไว้เป็นร้อยๆ กลอนเพื่อใช้แก้ลำคู่ต่อสู้ มีการใช้คำอุปมาอุปไมยที่เจ็บแสบและสนุกสนาน (เช่น การหยิบยกเรื่องรูปร่างหน้าตา การแต่งตัว หรือการเปรียบเปรยกับสัตว์) เพื่อสร้างความสนุกสนานให้ผู้ชมโห่ร้องด้วยความสะใจ
  • กลอนปุจฉา-วิสัชนา (ถาม-ตอบความรู้): ท้าทายกันด้วยหลักธรรมคำสอน วัฒนธรรม ประเพณี เช่น ฮีต 12 คลอง 14 หรือความหมายของบทสวดต่างๆ ซึ่งหมอลำยุคก่อนต้องมีความรู้รอบตัวที่แน่นมาก

นอกจากภาคทฤษฎีและปฏิบัติแล้ว ครูยังสอนไปถึงเรื่องประเพณีและความเชื่อ เช่น "การยกคายอ้อ" (การไหว้ครูเพื่อขอประสิทธิ์ประสาทวิชา) ซึ่งครูหมอลำในอดีตจะหวงวิชามาก ไม่ยอมยกคายอ้อให้ใครง่ายๆ การยกคายอ้อนอกจากจะเป็นการเคารพครูแล้ว ยังรวมถึงการให้คาถาสำหรับพ่นหรือบริกรรมก่อนขึ้นเวที เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ (กำลังใจ) ไม่ให้ตื่นเวทีหรือกลัวหมอลำคู่แข่งนั่นเอง

ในอดีต หมอลำต้องแสดงปฏิภาณไหวพริบและโต้ตอบกันอย่างมีชั้นเชิง แต่ในยุคปัจจุบัน หมอลำหลายคนเน้นความบันเทิงและการร้องเพลงร่วมสมัยมากขึ้น การลำถาม-ตอบที่ใช้เวลานานๆ เริ่มลดน้อยลงไปตามยุคสมัย แต่กระบวนการฝึกฝนแบบดั้งเดิมนี้ก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่สร้าง "ยอดหมอลำ" ที่มีคุณภาพประดับวงการมาทุกยุคทุกสมัย

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

1.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี   2.โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม   3.ศูนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่7

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

๑. รางวัลเชิดชูเกียรติ “ครูภูมิปัญญาไทย” รุ่นที่ ๗ ด้านศิลปกรรม (หมอลำกลอนเล่าเรื่อง) จากสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๓

๒. รางวัลเชิดชูเกียรติ “เพชรสยาม” ผู้มีผลงานทางวัฒนธรรมดีเด่น หมอลำกลอนอีสานประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพฯ มอบโดย ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ตัวแทนพระองค์

๓. รางวัลเชิดชูเกียรติ “เพชรพระนคร” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร กรุงเทพฯ มอบในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐

๔. รางวัลโล่เชิดชูเกียรติ พร้อมเกียรติบัตร “ผู้ทำคุณประโยชน์ทางวัฒนธรรม ดีเด่น” จาก ท่านยุพิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และท่านอำนวย จั่นเงิน ประธานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๕

๕. รางวัลโล่เชิดชูเกียรติ “ศิลปินพื้นบ้านอีสาน” จากศูนย์วิจัยศิลปะ และ วัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัย มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ปี พ.ศ. ๒๕๔๗

๖. โล่เชิดชูเกียรติ ผู้มีวัฒนธรรมดีเด่น รางวัล “พชรกุญชร” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1.นายกสมาคมผู้ประกอบอาชีพหมอลำจังหวัดอุดรธานี   2.รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี   3.ประธานศุนย์การเรียนรู้ครูภูมิปัญญาไทย                            

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

หมอลำเสงี่ยม ลมบน เน้นย้ำว่าเยาวชนที่สนใจสืบสานมรดกหมอลำต้องเริ่มจาก “ใจรัก” เป็นสำคัญ โดยแม่เสงี่ยมเปิดสอนฟรีแบบจิตอาสาผ่านโครงการเพาะต้นกล้าเพื่อฝึกฝนการร้อง รำ และการแต่งกายที่สุภาพถูกต้องตามเกณฑ์วัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมทั้งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ที่กำลังก้าวสู่ระดับมรดกโลกและเป็นเครื่องมือสื่อสารมิตรภาพในชุมชน โดยเธอยินดีถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ลูกหลานอย่างเต็มที่ในลักษณะครอบครัวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีงามของหมอลำอีสานให้คงอยู่สืบไป   

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2569                     

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน