ภูมิหลัง
เส้นทางศิลปินของแม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ หลังจากสำเร็จการศึกษาสำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 4 ในวัยเพียง 12 ปี ก็เริ่มเรียนลำด้วยพื้นฐานครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นหมอลำ ท่านจึงได้ส่งเสริมให้แม่เข้าสู่โลกแห่งศิลปะการแสดง โดยส่งไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ อาจารย์ฉลวย เจริญสุข (หมอลำหลวย) ซึ่งเป็นบรมครูหมอลำที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น ปัจจุบันแม่ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของท่านที่ยังคงสืบสานองค์ความรู้และมีชีวิตอยู่เพื่อถ่ายทอดตำนานนี้ต่อไป
ในวัยเด็ก แม่มีความฝันที่อยากจะเป็น “ครู” เพราะความประทับใจในบุคลิกภาพที่สง่างามของแม่พิมพ์ของชาติ ทว่าด้วยข้อจำกัดทางฐานะและการเจ็บป่วยกะทันหันของคุณพ่อ ทำให้ทุนการศึกษาที่ตั้งใจไว้ต้องถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาพยาบาล แม้โอกาสในระบบการศึกษาจะหมดไป แต่โชคชะตาก็ได้นำพาให้แม่ได้ก้าวสู่ตำแหน่ง “ครูสอนหมอลำ” ซึ่งเป็นการทำความฝันในวัยเยาว์ให้เป็นจริงในรูปแบบของการเป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
แม่เริ่มรับงานแสดงอย่างเต็มตัวตั้งแต่อายุ 15 ปี ในยุคที่ศิลปะหมอลำเฟื่องฟูอย่างถึงขีดสุด มีเจ้าภาพเดินทางมาจองคิวแสดงถึงบ้านจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน นอกจากการแสดงทั่วผืนแผ่นดินไทยแล้ว แม่ยังได้มีโอกาสนำศิลปะหมอลำไปเผยแพร่ในระดับนานาชาติ อาทิ การแสดงหน้ามหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา และการไปเปิดการแสดงที่ประเทศลาว แม้บางโอกาสอย่างการไปอินเดียจะต้องสะดุดลงด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพและคุณภาพในฐานะศิลปินความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของแม่ ไม่ใช่เพียงเสียงปรบมือหน้าเวที แต่คือการได้รับโอกาสให้นำศิลปะหมอลำเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียนกว่า 30 แห่ง รวมถึงการเป็นผู้บ่มเพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏรุ่นแรกจำนวน 48 คน ซึ่งในปัจจุบันศิษย์เหล่านั้นแม้จะแยกย้ายไปประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งตำรวจและครู แต่ทุกคนยังคงยึดมั่นและไม่ทิ้งรากเหง้าของการเป็นหมอลำ
ที่มาฉายาหมอลำ
แม่เทวี บตรตั้ว เคยได้รับฉายา “เทวี ดาวดวงใหม่” จากอาจารย์อ่อน เหลาผา ในช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียงหลังจากที่แต่งงานและมีบุตร คุณแม่เทวีได้ผันตัวไปทำหน้าที่แม่เพื่อเลี้ยงดูลูก ๆ อยู่ประมาณ 7-10 ปี ก่อนที่จะมีเพื่อนพ้องในวงการหมอลำมาทักทายและชักชวนให้กลับคืนสู่เวที เนื่องจากเจ้าภาพและแฟนเพลงตามหมู่บ้านต่าง ๆ ยังคงถามหาและคิดถึงน้ำเสียงของท่านอยู่เสมอ
เมื่อคุณแม่เทวีกลับมาจับไมค์ร้องลำอีกครั้งในวัยที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น น้ำเสียงของท่านยิ่งทวีความกังวานและทรงพลัง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องลำคู่กับหมอลำชายที่มีน้ำเสียงเบา ๆ แผ่ว ๆ น้ำเสียงของคุณแม่เทวีจะเด่นชัดและดังกังวานมาก จนหมอลำในยุคนั้นพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เสียงดังปานฟ้า (ฟ้าฮ้อง/ฟ้าร้อง)" และแซวกันในวงสนทนาว่า "อีห่าฟ้าฮ้องฮ่วน" (คำอุทานเชิงหยอกล้อในภาษาอีสาน หมายถึง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนฟ้าร้องกึกก้องอยู่บนเวที) ต่อมาจึงตัดให้ให้เหลือแค่ “ฟ้าฮ่วน”
ทำนองลำที่ถนัด
ทำนองขอนแก่นและทำนองอุบลฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เอกลักษณ์อันโดดเด่นของคุณแม่เทวีประกอบด้วย 3 สิ่งหลัก ๆ คือ "น้ำเสียงดีมีพลังกังวาน, ท่าฟ้อนที่สวยงาม, และคลังกลอนลำที่รอบรู้"
ในอดีตนั้น คุณแม่เทวีไม่ได้เรียนเฉพาะกลอนลำเรื่องนิทานหรือกลอนเกี้ยวพาราสีทั่วไป แต่ท่านเป็นหมอลำที่เด่นเรื่อง "กลอนลำความรู้" ซึ่งหาได้ยากมาก โดยท่านสามารถลำอธิบายข้อกฎหมายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา มาตราต่าง ๆ ซึ่งครูบาอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดให้ รวมถึงกลอนลำว่าด้วย "วิชาครู" (ศาสตร์การเรียนการสอน) และประวัติศาสตร์ชาติไทย
นอกจากนี้ ท่านยังสามารถลำไล่เรียง "ภาคพื้นเมืองไทย" ได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยสามารถท่องจำและร้องลำได้หมดว่าประเทศไทยมี 4 ภาค แต่ละภาคมีกี่จังหวัด และในแต่ละจังหวัดมีกี่อำเภอ ความรอบรู้ระดับนี้ทำให้หมอลำหลายคนในยุคนั้นถึงกับไม่กล้าขึ้นลำสู้หรือรับงานร่วมกับท่าน จนคุณแม่เทวีต้องเอ่ยปากบอกอย่างเป็นกันเองว่า “เห็นว่าข่อยมีกลอนลำเยอะ ข่อยก็ไม่ได้ไปแย่งหรือไปถามพวกเจ้าหรอก พวกเจ้าลำอะไรก็ลำไป รับงานไปโลด” เพื่อให้เพื่อนร่วมวงการสบายใจ
เผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำอ่อนศรี เหลาผา 2. หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล 3. หมอลำบุญเพ็ง ปัทมาลี 4.หมอลำสุนทร นกเขาหลิ่ว 5.หมอลำทองใบ เสียงทอง 6.หมอลำบุญหลาย ฟ้าสะอื้น 7.หมอลำอ่อนตา แก้ววันนา 8.หมอลำสุบิน รถด่วน 9.อ่อนสี เหลาผา 10.หมอลำสังวาลย์ ดาวเหนือ 11.หมอลำสวัสดิ์ ภูผารส 12.หมอลำนนท์ตรี น้ำซ่อนหิน 13.หมอลำสุนันท์ ฆ้องสามจูม 14.หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์ 15.หมอลำสุภี ดาวยั่ว 16.หมอลำสุวรรณ ปากเข็ด 17.หมอลำสังวาลย์ โล่คำ 18.หมอลำสมคิด กระทิงทอง 20.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี 21.หมอลำสำนวน ชัยชนะ 22.หมอลำสมหมาย มีธรรม 23.หมอลำสำรอง สาธุการ 24.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล 25.หมอลำบุญเส็ง ปากช้าง
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1.หมอลำวันชัย ฟ้าประธาน 2.หมอลำสุทธิ์รัก ฟ้าประธาน 3.หมอลำสัญญา ฟ้าประธาน 4.หมอลำสุทธิพงษ์ ฟ้าประธาน 5.หมอลำคชากร ฟ้าประธาน 6.หมอลำประมวล ฟ้าฮ่วน 7.หมอลำโสภา ฟ้าฮ่วน 8.หมอลำสายตา ฟ้าฮ่วน 9.หมอลำจันทร์เพ็ย ฟ้าฮ่วน 10.หมอลำดวงจันทร์ ฟ้าฮ่วน 11.หมอลำเพลินจิต ฟ้าฮ่วน 12.หมอล้เย็นจิต หงษา ฟ้าฮ่วน 13.หมอลำสุดาวรรณ์ ชัยเลิศ ฟ้าฮ่วน 14.หมอลำลัดดาวัลย์ ฟ้าฮ่วน 15.หมอลำพรทิพย์ ฟ้าฮ่วน 16.หมอลำจับใจ ฟ้าฮ่วน 17.หมอลำฟองจันทร์ ฟ้าฮ่วน 18.หมอลำชลธิชา ฟ้าฮ่วน 19.หมอลำกาญจนา ฟ้าฮ่วน
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ศิลปะการแสดง “หมอลำ” ไม่ใช่เพียงแค่การร้องรำเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นศาสตร์ขั้นสูงที่ผสมผสานทั้งวรรณศิลป์ นาฏศิลป์ และจริยธรรมเข้าด้วยกัน การจะเคี่ยวกรำลูกศิษย์คนหนึ่งให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินหมอลำที่สมบูรณ์แบบนั้น คุณแม่ได้เผยถึงเทคนิคขั้นตอนนี้ไว้อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่เริ่มต้นท่องจำตัวอักษร ไปจนถึงการจัดระเบียบร่างกาย และการหล่อหลอมจิตวิญญาณให้เป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม ดังนี้
1. การปูพื้นฐานและบทบัญญัติแห่ง “กลอนลำ”
ขั้นตอนแรกเริ่มที่สำคัญที่สุดในการสร้างหมอลำ คือ “การท่องจำกลอนลำ” คุณแม่จะเริ่มต้นด้วยการเขียนกลอนลำให้ลูกศิษย์นำไปท่องจำ โดยมีการจัดเรียงลำดับเนื้อหาที่มีความสำคัญและเป็นสิริมงคลตามลำดับ ดังนี้:
- กลอนไหว้พร (อวยพร) และกลอนไหว้ครู: เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูบาอาจารย์ก่อนเริ่มการแสดง
- กลอนประกาศศรัทธา และกลอนรายงานตัว: เป็นการแนะนำตัวต่อผู้ชม
- กลอนเฉพาะบุคคล: คุณแม่จะเขียนกลอนรายงานตัวให้ลูกศิษย์แต่ละคนโดยไม่ซ้ำกันเลย เนื่องจากลูกศิษย์มาจากต่างบ้านต่างที่กัน จึงต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- กลอนเนื้อหาเบ็ดเตล็ด: ประกอบไปด้วย กลอนประวัติศาสตร์, กลอนนิทาน, เรื่องศีลธรรม, พุทธประวัติ, พุทธทำนาย, กลอนเดินดง, ลำเกี้ยว รวมถึงกลอนตลกโปกฮาเพื่อสร้างความบันเทิง
2. เทคนิคการท่องจำและวินัยจิตใจ (ก่อนนอนและตื่นนอน)
คุณแม่มีอุบายและเทคนิคเฉพาะตัวในการฝึกให้ลูกศิษย์จดจำกลอนลำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเน้นย้ำเรื่องวินัยในการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด:
- ห้ามนอนท่องเด็ดขาด: ในช่วงที่ยังจำกลอนไม่ได้ คุณแม่จะบังคับให้ "นั่งอ่านหรือยืนอ่านเท่านั้น" ไม่ให้นอนท่อง เพื่อความสำรวมและมีสมาธิ
- กฎอ่านซ้ำก่อนนอน: ลูกศิษย์ต้องอ่านกลอนลำทบทวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างน้อย 5 ถึง 10 รอบในทุกๆ คืนก่อนนอน
- การทบทวนยามเช้า: เมื่อตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการคิดถึงกลอนลำที่อ่านเมื่อคืนทันที เพื่อทบทวนว่าตนเองจำได้ถึงท่อนไหน หรือมีตรงไหนที่หลงลืม
- การย้ำจุดบกพร่อง: หากลูกศิษย์ติดขัดหรือลืมเนื้อหาในท่อนใด คุณแม่จะให้นำหนังสือกลอนลำมาเปิดและจี้ให้ฝึกทบทวนย้ำตรงจุดนั้นซ้ำๆ จนกว่าจะจำได้แม่นยำ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้จำได้รวดเร็วที่สุด
3. จากตัวหนังสือสู่เสียงแคน: การเข้าจังหวะและการฝึกสด
ในอดีต กระบวนการเรียนหมอลำจะไม่มีการอัดเสียงใส่เทปคาสเซ็ทให้ลูกศิษย์ไปเปิดฟังแล้วร้องตามเหมือนในยุคหลัง แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือและพลังเสียงสดๆ:
- เมื่อลูกศิษย์เริ่มจำกลอนลำได้จนขึ้นใจ (ติดปาก) แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำ "แคน" มาเป่าคลอเพื่อฝึกให้ลูกศิษย์ลำใส่แคน
- เป็นการฝึกจับจังหวะ ให้ทำนองและลายแคนสอดประสานกัน เพื่อให้การลำมีความไพเราะ เสนาะหู และถูกต้องตามจังหวะจะโคน
4. ศาสตร์แห่งการ "โปรยเสน่ห์" และจริตบนเวที
หมอลำที่ดีไม่ใช่แค่เสียงดีหรือจำกลอนได้ แต่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "ลายเสน่ห์บนเวที" หรือศิลปะการแสดงท่าทาง (Performance) ที่ดึงดูดผู้ชม คุณแม่จะถ่ายทอดเทคนิคการจัดระเบียบร่างกายอย่างละเอียด:
- การจัดลักษณะท่าทาง: สอนตั้งแต่ท่ายืน ท่าขยับ และการเคลื่อนไหวร่างกายบนเวที
- สายตาและรอยยิ้ม: สอนวิธีการส่งรอยยิ้มและการใช้สายตาสื่อสารลงไปหาผู้ฟังข้างล่างเวทีให้เกิดความประทับใจ
- ศิลปะการฟ้อนรำประกอบ: การลำไปฟ้อนไป การเหยียดมือส่งมือออกไปอย่างมีจังหวะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า "การโปรยเสน่ห์บนเวที" ที่ทำให้ผู้ชมเกิดความหลงใหลและประทับใจ
5. การเรียนรู้ตามบริบทงาน: หมอลำคือครูผู้ให้ปัญญา
คุณแม่ไม่ได้สอนแค่ให้ลำเป็น แต่สอนให้ลูกศิษย์รู้จักเลือกใช้กลอนลำให้เหมาะสมกับประเภทของงานบุญและพิธีกรรมต่างๆ เพราะหมอลำเปรียบเสมือน "ครูผู้ให้ความรู้แก่คนนับร้อยนับพันใต้เวที" ผ่านเนื้อหาของกลอนลำ:
- งานบวช: ต้องเลือกใช้กลอนที่สื่อถึงอานิสงส์ของการบวช การบวชเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดา และการเข้าไปอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อขัดเกลาจิตใจและปฏิบัติข้อวัตรสงฆ์
- งานศพ / งานบุญแจกข้าว (ทำบุญอุทิศส่วนกุศล): ต้องลำเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิต ปรัชญาเรื่องความไม่เที่ยงแท้แน่นอน (อนิจจัง วะตะ สังขารา) เพื่อเตือนสติให้ผู้คนปลงและเข้าใจในเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นเรื่องธรรมดา
- งานบุญกฐิน: หมอลำต้องมีความรู้ความเข้าใจในพิธีกรรมเพื่อถ่ายทอดให้ชาวบ้านฟัง เช่น ประวัติความเป็นมาของกฐิน ประเภทของกฐิน (มหากฐิน, จุลกฐิน, มัชฌิมกฐิน) เป็นการให้ทานความรู้แก่ผู้ชมที่มาเที่ยวงาน
- งานบุญพระเวส (เทศน์มหาชาติ): ต้องลำบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ผู้ทรงบำเพ็ญมหาทานบารมีจนสำเร็จ เพื่อให้คนเลื่อมใสและซาบซึ้ง
6. จริยธรรมหมอลำ: การครองตนและสัมมาคารวะ
คุณค่าที่แท้จริงของการเป็นลูกศิษย์ของคุณแม่ คือการถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่ใช่เด่นดังแค่บนเวที แต่ต้องงามพร้อมในชีวิตจริง
- เป็นต้นแบบที่ดี: สอนให้ลูกศิษย์ (โดยเฉพาะลูกศิษย์ผู้หญิง) ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ผู้ฟัง ทั้งเรื่องการครองเรือน การยึดมั่นในฮีต 12 ครอง 14 และจารีตประเพณี
- การมีสัมมาคารวะ (อ่อนน้อมถ่อมตน): หมอลำต้องรู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ รู้จักที่ต่ำที่สูงตามกลอนลำที่ว่า "ต่ำให้ว่าลุง สูงให้ว่าป้า" ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
- เตือนสติไม่ให้หลงระเริงในชื่อเสียง: คุณแม่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งว่า หมอลำบางคนพอมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว มักจะเดินผ่านผู้ใหญ่โดยไม่เคารพ หลงลืมตัวว่าตนเองเคยเป็นใคร เคยนั่งฟังคนอื่น และเคยครูพักลักจำ (ไปลักจำเอาของเพิ่นมา)
คุณแม่จึงเป็นครูที่ "ตามเก็บ" รายละเอียดของลูกศิษย์ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะการพูดจาผิดพลาดบนเวที พฤติกรรมการปฏิบัติตนยามอยู่บ้าน หรือแม้กระทั่งการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน เพื่อหล่อหลอมให้ลูกศิษย์ทุกคนเติบโตขึ้นเป็น "หมอลำที่มีคุณภาพ" เป็นศิลปินผู้นำพาความบันเทิง ควบคู่ไปกับการเป็นครูทางปัญญาและศีลธรรมของสังคมอย่างแท้จริง
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ.2555
2.โรงเรียนเทศบาล 6 พ.ศ.2558
3.โรงเรียนสตรีราชินูทิศ พ.ศ.2559
4.สำนักวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2559
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1. โล่เกียรติคุณ “ผู้ทำคุณประโยชน์” จากกระทรวงวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550
2. โล่เกียรติคุณ”คนดีศรีอุดรธานี ด้านศิลปะพื้นบ้าน” จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2553
3. โล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตร “ศิลปินมรดกอีสาน” จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2553
4. โล่พระราชทานเชิดชูเกียรติ “สตรีไทยดีเด่น” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พ.ศ.2555
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
1.ประพันธ์กลอนลำ 2.วิทยากร
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1.ธุรกิจส่วนตัว 2.รองประธานชมรมประชานุกูล 3.รองนายกสมาคมหมอลำภาคอีสาน 4.นายกสมาคมศิลปินหมอลำ จังหวัดอุดรธานี
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
คำว่า “หมอ” คือผู้ชำนาญการ หมอลำไม่ใช่แค่รำเฉยๆ แต่ต้องรำให้เป็น ตอบคำถามผู้ฟังได้ รู้ประวัติความเป็นมา และต้องสะกดจิตใจคนฟังบนเวทีให้ได้,,, ปัจจุบันเด็กๆ อาจจะชอบเต้นชอบร้องตามสมัยนิยม แต่แม่อยากฝากว่า อย่าลืมท่องกลอนลำ โดยเฉพาะกลอนประวัติศาสตร์และนิทาน เพราะนั่นคือหัวใจของหมอลำจริงๆ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 7 เดือนเมษายน พ.ศ.2569