นางณัฐพร จ่าโส
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำณัฐพร ม้าแสนหก

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

เริ่มเรียนลำจากการฝึกฝนกับแม่ ต่อมาได้เข้ารับการอบรมกับบรมครูหลายท่าน เช่น อาจารย์สำนวน ชัยชนะ, พ่อสะอาด, แม่บุญเพ็ง และพ่อเคนดาเหลา จนได้ไปอัดแผ่นเสียงที่ห้องอัดโลต้า กรุงเทพฯเคยตั้งคณะชื่อ “ทวีศิลป์” เป็นหมอลำเพลิน และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดที่วัดบ้านวิเวกในยุคนั้นมีงานจ้างเยอะมาก เดือนหนึ่งมีถึง 40 งาน แสดงทั้งกลางวันและกลางคืน

คณะหมอลำประสบอุบัติเหตุรถชนกับรถทัวร์ ทำให้มีคนในวงเสียชีวิตจำนวนมาก แม้ตัวหมอลำณัฐพรจะไม่เป็นอะไรแต่ขวัญเสีย จึงตัดสินใจยุติวงและย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอุดรธานีในช่วงที่วงของครอบครัวศิริพรมีปัญหา พ่อของศิริพร (ซึ่งเป็นเพื่อนกับพี่ชายของณัฐพร) ได้นำ ศิริพร และ อุบลรัตน์ มาฝากให้ณัฐพรดูแล อยู่ด้วยกันนาน 3 ปี จนกระทั่งศิริพรโด่งดังจากเพลง “น้ำท่วมชุมพร” และได้แยกย้ายกันไปตั้งวงเอง

ความสำเร็จและวิกฤตชีวิต สมัยก่อนวง “ทวีศิลป์” ของเราดังมาก ไปประกวดที่ไหนก็ได้ที่ 1 งานเยอะจนแทบไม่ได้พัก ย้ายบ้านแสดงกันวันต่อวัน รถราก็ยังไม่สะดวก... จนมาเจอเหตุการณ์รถชนที่บ้านนาค รถทัวร์ผ่ากลางลำเลย คนในวงตายคาที่แต่หมอลำไม่ตาย มันน่ากลัวจนเด็กในวงขวัญเสีย ฉันเลยหยุดวงแล้วเข้ามาอยู่ในเมืองอุดรฯ”

เดี๋ยวนี้ฉันมาเป็นคนเขียนกลอนลำ เขียนให้ฟรีๆ ใครมาขอก็ให้ ไม่เอาเงินสักบาท ห้องพระมีแต่ขันธ์ 5 ลูกชายบอกว่าถ้าเขามาเรียนไม่ต้องเอาเงินเขา ให้เขาสำเร็จเขาจะกลับมาดูแม่เอง... ทุกวันนี้ฉันเขียนกลอนจนตาจะเสีย รักษาตาอยู่ แต่ก็ยังนั่งเขียนให้ลูกศิษย์ที่มาจากร้อยเอ็ด สารคาม ขอนแก่น เขาเอาไปทำวิทยานิพนธ์บ้าง เอาไปสอบบ้าง ฉันดีใจที่เขาทำสำเร็จ นั่นคือรางวัลของฉันแล้ว

ที่มาฉายาหมอลำ

ใช้ชื่อจริง ณัฐพร จ่าโส แต่ก่อนหน้านั้นมีฉายา ม้าแสนหก ที่ได้มาจากพ่อครูบัวพา                 

ทำนองลำที่ถนัด

ทำนองขอนแก่น ทำนองกาฬสินธ์ ทำนองอุบล และลำเพลิน                               

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

เนื่องจากอายุที่มากขึ้น คุณแม่จะไม่เน้นการฟ้อนรำที่โลดโผนหรือดิ้นไปมาเหมือนหมอลำวัยรุ่น หากเป็นการแสดงลำเพลิน คุณแม่จะเน้นการเดินออกไปยืนอธิบายเนื้อหาอย่างสง่างาม จะฟ้อนก็ต่อเมื่อถึงจังหวะที่ต้องแสดงบทบาทจริง ๆ ส่วนการฟ้อนรำทั่วไปจะทำอย่างเรียบง่าย ท่วงท่าสุขุม ไม่ดิ้นตามกระแส แต่หากเป็นการสอนหรือคุมเด็กวัยรุ่น คุณแม่ก็จะส่งเสริมให้เด็ก ๆ ฟ้อนด้วยความสนุกสนานและแข็งขันเต็มที่

หากเป็นการแสดงลำหมู่ คุณแม่มักจะได้รับบทบาทเป็น "คุณยาย" หรือ "แม่ใหญ่" ตามวัย เอกลักษณ์สำคัญคือ "ความนิ่งแต่เฉียบคม" กิริยาท่าทางอาจจะนิ่งเรียบ แต่เมื่อเปล่งวาจาหรือร้องโอ้ขึ้นมาคำแรก น้ำเสียงจะต้องมีพลัง สะกดคนฟังให้หันกลับมามองให้ได้ คุณแม่ให้แง่คิดว่า

"หมอลำ คำว่าหมอลำต้องให้มันม่วน ไม่ใช่ขึ้นไปเต้นขย่งโข่งเขง ร้องโฮกูโกสังกาล หมอลำอาวุโสต้องขึ้นไปแบบเรียบ ๆ แต่ปล่อยน้ำเสียงออกมาให้คนยอมรับ ถ้าเราเปล่งเสียง (โอ้) ออกไปแล้วคนเดินหนี แสดงว่าเราควรหยุดลำ แต่ถ้าเราโอ้ออกไปคำเดียว แล้วคนที่เคยหันข้างให้หันหน้ากลับมามอง และค่อย ๆ เดินเข้ามาหา นั่นแหละคือความสำเร็จของหมอลำ"

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. บันทึกเสียง เขยจำเป็น                                                                             

2. บันทึกเสียง อำนาจเศรษฐี                                                                          

3. บันทึกเสียง พระเวสสันดรชาดก                                                                    

4. บันทึกเสียง ลูกเพชฌฆาต อำนาจกฏหมาย                                                        

5. บันทึกเสียง ลูกผู้ดีเป็นขี้ข้า ลูกผีบ้าได้นั่งเมือง                                                     

การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ 

1. หมอลำลบุญเพ็ง ค้ำคุณเมือง   2. ไมค์ ภิรมย์พร   3. มอส คำหมากบิน   4. วงไชยพฤกษ์   5.หมอลำเคน ดาเหลา   6. หมอลำบุญเพ็ง   7. หมอลำสำนวน ชัยชนะ   8. หมอลำสะอาด   9. หมอลำมณีน้อย เสียงสวรรค์   10. ศิริพร อำไพพงษ์               

คุณแม่บอกว่าหากจะให้รวบรวมรายชื่อเพื่อนพ้องศิลปินที่เคยร่วมเวทีกันมา คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากจนแทบจะนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะในสาย "หมอลำกลอน" หากเป็นการลำคู่กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมอลำชายรุ่นหนุ่มหรือรุ่นใหญ่ก็ล้วนแต่เคยร่วมงานกันมาหมดทุกคน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและได้ลำร่วมกันเป็นประจำก็คือ "หมอลำวีระพงษ์ คำคูณเมือง" ซึ่งถือเป็นคู่ลำที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

แต่ถ้าขยับขยายมาเป็นงานแสดงประเภท "ลำเรื่องต่อกลอน" หรือ "หมอลำเพลิน" ความยิ่งใหญ่จะทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะการแสดงประเภทนี้เป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบหมู่คณะขนาดใหญ่ ในแต่ละค่ำคืนจะมีผู้ร่วมเวทีมากมายจนนับไม่ถ้วน อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 50 คนขึ้นไป หรือบางครั้งอาจพุ่งสูงไปถึงหลักร้อยคนเลยทีเดียว

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1.หมอลำฐิติมา โรจนะ   2.หมอลำนางฟ้า ธิดาพร   3.หมอลำดาเดีย   4.หมอลำดรีม อาจรี   5.หมอลำชลฤทัย โง้นแดง   6.หมอลำข้าว จิรชยา   7.หมอลำดาวใจ   8.หมอลำยอดข้าว สองเสียง   9.หมอลำภัทร วัจนศิลป์   10.หมอลำตั้ม ต้นตระกูล   11.หมอลำแสง วิชัย   12.หมอลำเจต พิษณุชัย   13.หมอลำดอกรัก สร้างคำ   14.หมอลำทองสุข พันเอก   15.หมอลำธราเทพ อยู่สุข   16.หมอลำเปียน วงชมภู   17.หมอลำดอกรัก สร้างคำ   18.หมอลำทองสุข พันเอก   19.หมอลำต่อ เจริญศิลป์   20.หมอลำวีระพงษ์ คำคุณเมือง 

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

คุณแม่เน้นย้ำว่า การสอนหมอลำให้แก่ลูกศิษย์นั้น จำเป็นต้องสอนกันแบบตัวต่อตัว (ท่าต่อท่า ปากต่อปาก) โดยคุณแม่มักจะถามความต้องการของลูกศิษย์ก่อนเสมอว่าอยากเรียนหมอลำประเภทไหน เพราะทำนองและรูปแบบของหมอลำมีความหลากหลายและรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้:

  • ลำกลอน: ประกอบไปด้วยลีลาการลำที่หลากหลาย เช่น ลำทางสั้น, ลำทางยาว, ลำเต้ย (ซึ่งแบ่งย่อยเป็น เต้ยโขง, เต้ยพม่า, เต้ยธรรมดา) รวมไปถึงลำเดิน
  • ลำเพลิน: สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนลำเพลิน จะต้องเรียนรู้ตั้งแต่สูตรดั้งเดิมแท้ ๆ ว่าหมอลำเพลินเขามีวิธีเปิดฉากอย่างไร ก่อนขึ้นเวทีต้องร้องอย่างไร เช่น การใช้คำว่า "เปิดผ้าม่านกั้ง" ก่อนที่ดนตรีจะบรรเลงขึ้น
  • ลำเรื่องต่อกลอน: เป็นการลำที่ต้องเลือกทำนองตามภูมิภาค ซึ่งคุณแม่มีความเชี่ยวชาญและสามารถสอนได้ครบทุกสูตร ทุกทำนอง อาทิ:
    • ทำนองสารคาม: มีจังหวะที่เนิบนาบ ช้า ๆ แฝงความแผ่วเบา
    • ทำนองอุบล: มีความยากในการรวบคำ มีทำนองที่ยากและซับซ้อน เน้นการสะกดจิตสะกดใจคนฟังให้คล้อยตาม
    • ทำนองขอนแก่น: มีเอกลักษณ์คือความ "อ้อน" เสียงจะแหลมสูงและมีความออดอ้อนไปตามทำนอง
    • ทำนองลำเพลิน: จะแตกต่างจากหมอลำข้างต้นอย่างชัดเจน โดยเน้นลีลาการร้องที่กระโดด มีการเล่นเสียง กระแทกกระทั้นเสียง ไม่เน้นความอ่อนแอ แต่เน้นความแข็งแกร่งและสนุกสนาน

ภาพรวมทำนองที่คุณแม่เชี่ยวชาญ: มีทั้งหมดประมาณ 11 ทำนองหลัก ๆ เช่น ทำนองสารคาม, ทำนองอุบล, ทำนองขอนแก่น, ลำเพลิน, ลำกลอน, ลำทางสั้น, ลำทางยาว, ลำเต้ย รวมถึงลำของกลุ่มวัฒนธรรมเฉพาะอย่าง ทำนองตั้งหวาย, ผู้ไท และฟ้อนสวรรค์ เป็นต้น

ในการแบ่งปันบทกลอนลำให้แก่ลูกศิษย์ คุณแม่จะไม่ใช่ผู้เลือกให้ แต่จะ ให้ลูกศิษย์เป็นผู้มาสั่งหรือขอตามความต้องการ เช่น บางคนอยากได้นิทานเรื่องพระรถเมรี, เรื่องพระเวสสันดร (ซึ่งมีบทค่อนข้างยาวถึง 13 กัณฑ์ ลูกศิษย์ก็จะเลือกกัณฑ์ที่ต้องการไปแต่งเป็นกลอนลำ), เรื่องเงาะป่า, ประวัตินองหาน, หรือผาแดงนางไอ่

คุณแม่จะเป็นผู้เขียนบทกลอนนิทานพื้นบ้านเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ โดยมักเลือกเรื่องราวหรือแง่มุมที่ยังไม่มีใครเคยลำมาก่อน และแต่งตามความยาวที่ลูกศิษย์ต้องการ (เช่น 5 นาที, 6 นาที, 10 นาที หรือครึ่งชั่วโมง) โดยคุณแม่แต่งให้ด้วยใจโดยไม่ได้คิดมูลค่าค่าตัวหรือตั้งราคาใด ๆ

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี       

มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม  

มหาวิทยาลัยขอนแก่น              

มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด                 

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

โล่เชิดชูเกียรติ สาขาสื่อสารวัฒนธรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2565            

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

1. นักประพันธ์กลอนลำ                                                                      

2. นักประพันธ์เพลง                                                                                    

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. นักประพันธ์กลอนลำ                                                                      

2. นักประพันธ์เพลง                                                                                    

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

อยากให้ลูกหลานที่มาเอากลอนลำไป ให้ตั้งใจท่องให้ได้ ให้เรียนให้จริง ถ้าไม่เข้าใจให้มาถาม ยายสอนให้ฟรี ข้าวปลาอาหารมีให้กิน ขออย่างเดียวคือให้รักษาศิลปะหมอลำไว้ อย่าให้มันสูญหายไป                                                             

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 7 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน