ภูมิหลัง
ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ แม่ครูเริ่มต้นเข้าสู่วงการเรื่องร้องเรื่องลำตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนหนองใส บ้านหนองใสค่ะ สมัยที่เรียนอยู่นั้น แม่ครูเป็นเด็กที่ชอบเรื่องร้องเรื่องลำมากเป็นชีวิตจิตใจ ชอบจนถึงขั้นหัดแต่งกลอนร้องกลอนลำเอง โดยในยุคนั้นมี แม่พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย เป็นต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการฝึกฝน
พอใจมันรักทางนี้อย่างเต็มร้อย แม่ครูก็เริ่มเดินสายประกวดร้องเพลง จำได้ว่าเคยไปประกวดในรายการใหญ่อย่าง "ชุมทางเสียงทอง" โดยเลือกเอาเพลง "ปริญญาใจ" ของแม่ศิริพร อำไพพงษ์ ไปใช้ร้องประกวดในตอนนั้น
พอจบชั้น ป.6 ด้วยความที่เราเดินสายร้องเพลงตามที่ต่างๆ จนมีคนได้ยินว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชอบร้องชอบลำมาก เรื่องนี้ก็เลยไปเข้าหู คุณแม่นกน้อย อุไรพร ทางคณะหมอลำระดับประเทศอย่าง เสียงอิสาน จึงได้ติดต่อให้แม่ครูเข้าไปอยู่ด้วย ตอนนั้นแม่ครูเพิ่งอายุได้เพียง 14 ปีเท่านั้นเองค่ะ
ในใจตอนแรกก่อนจะเข้าไป แม่ครูคิดว่าพอไปถึงแล้วเราคงจะได้ขึ้นร้องขึ้นลำบนเวทีอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ วงการหมอลำเขามีมาตรฐานที่สูงมาก ครูบาอาจารย์บอกว่า ก่อนจะเป็นหมอลำที่ได้มาตรฐาน ต้องเก่งเรื่องการแสดงอยู่ด้านหน้าเวทีเสียก่อน เต้นบนเวทีต้องได้ พูดเล่นคุยเล่นเอนเตอร์เทนคนดูต้องเป็น เขาจึงให้แม่ครูลองฝึกจากการเป็นหางเครื่องก่อน
ช่วงที่เต้นเป็นหางเครื่อง แม่ครูก็ชอบแต่งกลอนลำเล่นๆ ไปด้วย โดยมี แม่พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย และ แม่เดือนเพ็ญ อำนวยพร เป็นต้นแบบให้เราคอยลักจำและฝึกซ้อม ตอนแรกเขายังไม่ให้เราร้องเราลำหรอกค่ะ ต้องเต้นไปก่อน จนกระทั่งเราเริ่มเก่งและจับทางหน้าเวทีได้ ทางวงถึงจะยอมให้ร้องเพลง จากนั้นจึงค่อยขยับไปสู่การลำเรื่องต่อกลอน โดยมีอาจารย์สวัสดิ์เป็นคนเขียนกลอนลำให้ และคุณแม่นกน้อยจึงให้โอกาสแม่ครูได้ขึ้นมาร้องมาลำคู่กับพระเอกหมอลำชื่อดังอย่าง ลูกแพร-ไหมไทย อุไรพร ตั้งแต่นั้นมาแม่ครูก็ลำไปด้วยเต้นไปด้วยเรื่อยมาในวงการ
แม่ครูทำงานอยู่ในวงการจนกระทั่งอายุ 18 ปี ก็ได้แต่งงานมีครอบครัว จึงจำเป็นต้องเลิกลาจากวงการใหญ่ตรงนั้นมา แต่ถึงตัวจะออกมาแล้ว ทว่า "ใจ" ของแม่ครูมันยังรักอยู่เต็มอกค่ะ ยังชอบร้อง ชอบลำ ชอบแต่งกลอนอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อใจมันไม่ยอมทิ้ง แม่ครูจึงตัดสินใจตั้งวงหมอลำของตัวเองขึ้นมาในชื่อ "หอมหวน รุ่งเรืองศิลป์" ทำเป็นหมอลำหมู่และลำเรื่องต่อกลอน ซึ่งกลอนร้องกลอนลำต่างๆ ในวง แม่ครูก็เป็นคนเขียนเองแต่งเองทั้งหมดค่ะ
พอทำวงไปเรื่อยๆ แม่ครูรู้สึกว่าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาวิชาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ คุณแม่บุญช่วง เด่นดวง และ คุณพ่อทองเจริญ ดาเหลา บรมครูหมอลำชั้นครู สมัยก่อนการเรียนไม่ได้สะดวกสบายเหมือนหมอลำยุคนี้ เวลาไปเรียนท่านจะบันทึกเสียงลำลงในม้วนเทปให้แม่ครูเอากลับมาเปิดฟัง คอยแกะเนื้อร้อง และฝึกร้องตามท่วงทำนองของแม่บุญช่วง
จำได้เลยว่าตอนแรกสุด แม่ครูยังพูดคำว่า "โอละหนอ" ไม่เป็นเลยค่ะ แม่บุญช่วงท่านก็คอยแนะนำคอยบอกว่า “การโอละหนอที่ถูกต้อง มันต้องโอละหนอให้ได้ 9 ชั้นนะลูก” ท่านก็สอนและให้แม่ครูลองทำดู จนครูบาอาจารย์ทำให้แม่ครูรู้จักและเข้าใจการขึ้นต้นคำว่าโอละหนออย่างถูกต้อง นอกจากนี้แม่ครูยังได้กลอนลำล่อง กลอนประวัติศาสตร์อีกหลายอย่างมาจากแม่บุญช่วงเพื่อนำมาใช้ลำ และยังได้ไปศึกษาการทำหมอลำซิ่งมาจาก แม่อำพร เสียงทอง เพิ่มเติมด้วยค่ะ
ด้วยความที่แม่ครูเป็นคนชอบศึกษาและรักในหมอลำทุกรูปแบบ จึงได้นำความรู้ที่สั่งสมมาทั้งหมดมาประยุกต์และแต่งเป็น "หมอลำ 3 สไตล์" ที่เรียกว่า 3 สไตล์เพราะเราหยิบเอาความหลากหลายของศิลปะหมอลำมารวมไว้ด้วยกัน ทั้งลำซิ่ง ลำเพลิน ลำแพน ลำกลอน และลำเรื่องต่อกลอน เพื่อให้การแสดงมีความสนุกสนานและเข้าถึงคนฟังทุกกลุ่ม
ความเป็นมาฉายาหมอลำ
ที่มาของฉายา “หอมหวล เทพรุ่งเรือง” มีจุดเริ่มต้นมาจาก หลวงปู่ธรรมพะเนียง (พระครูอุดม วโนภาส) ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพนับถือมานานหลายปี โดยในช่วงที่แม่ครูหอมหวน ได้เดินทางไปทำบุญและร่วมสร้างวัดกับท่าน ปู่ธรรมพะเนียงจึงได้เป็นผู้ตั้งฉายา “แม่ครูหอมหวล เทพรุ่งเรือง” ให้นอกจากนี้ ฉายาดังกล่าวยังมีความเกี่ยวเนื่องกับการร่วมงานกับ อาจารย์สมจิตร บ่อทอง ซึ่งทั้งคู่มักจะออกงานแสดงและทำพิธีกรรมทางวัฒนธรรมร่วมกันในฐานะ “คู่ขวัญสืบตำนาน” ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาใช้ฉายานี้อย่างเป็นทางการ แม่ครูเคยตั้งวงดนตรีของตัวเองในชื่อ “ลูกทุ่ง 3 สไตล์ หอมหวล รุ่งเรืองศิลป์” มาก่อน อันประกอบด้วย ลำซิ่ง ลำเพลิน ลำแพน และลำกลอนประยุกต์ โดยท่านยังสามารถลำในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างดี เช่น ลำลอง และลำเต้ย ส่วนของกลอนลำ ท่านมีความโดดเด่นในการแต่งกลอนลำด้วยตนเอง โดยเฉพาะกลอนลำที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางความเชื่อและวัฒนธรรม เช่น กลอนลำบวงสรวงปู่อนันตนาคราช ลำถวายท้าวเวสสุวรรณ บทเพลงและกลอนลำคู่ขวัญที่ร้องคู่กับอาจารย์สมจิตร บ่อทอง เช่น เพลง “อดีตรักกุหลาบแดง” “คาดสิแม่นคู่” และ “เสียงแคนแทนใจ”
ทำนองลำที่ถนัด
ลำกลอนทำนองขอนแก่น ทำนองอุบลฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเอาเอกลักษณ์ของ "บ้านเกิด" มาบอกเล่าผ่านเสียงลำ ผลงานบทเพลงและบทเซิ้ง "ของดีเมืองอุดร" ที่แม่ครูแต่งขึ้น เป็นการหยิบยกเอาอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของชาวอุดรธานีบ้านเรา มาเจียระไนผ่านท่วงทำนองหมอลำ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ยิน ได้ฟัง และร่วมกันหวงแหนรักษาไว้
สำหรับแม่ครูแล้ว เอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่างเพื่อให้คนจำได้เท่านั้น แต่คือการรักษา "รากเหง้า" ของวัฒนธรรมอีสานเอาไว้อย่างถูกต้อง แล้วนำมาหยั่งรากแตกกิ่งก้านใหม่ให้ร่วมสมัย เพื่อให้เสียงลำนี้ยังคงมีเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าและอยู่คู่แผ่นดินอีสานไปตลอดกาลค่ะ
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
ผลงานบันทึกเสียงที่เป็นของท่านเองนั้น ปรากฏเป็นบทเพลงและกลอนลำที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ (เช่น ช่องทางออนไลน์ “แม่ครูหอมหวน เทพรุ่งเรือง”) ซึ่งมีผลงานเด่นที่บันทึกเสียงร่วมกับอาจารย์สมจิตร บ่อทอง ในโปรเจกต์คู่ขวัญสืบตำนาน อาทิเพลง อดีตรักกุหลาบแดง, คาดสิแม่นคู่ และ เสียงแคนแทนใจ”
นอกจากนี้ยังมีผลงานที่ท่านแต่งเองอย่างเพลง “ของดีเมืองอุดร” และผลงานกลอนลำเกี่ยวกับพิธีกรรมอย่าง ลำบวงสรวงปู่อนันตนาคราช และ ลำถวายท้าวเวสสุวรรณ อีกทั้งในปัจจุบันท่านยังมีการอัดเสียงตนเองเพื่อส่งให้ลูกศิษย์ใช้เป็นต้นแบบในการเรียนและฝึกซ้อมอีกด้วย
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. คณะเสียงอิสาน 2. อาจารย์สมจิตร บ่อทอง 3. หมอลำรุ่งโรจน์ ดาวเหนือ 4.หมอลำพูลศักดิ์ ดาวเหนือ 5.อาจารย์สาธิต ทองจันทร์ 6.อาจารย์รุ่งเรือง เพชรธงชัย
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
1.ประพันธ์กลอนลำ 2.ประพันธ์เพลง
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
แม่ครูหอมหวนอยากให้เยาวชนที่มีใจรักในศิลปะการร้องการรำร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมหมอลำไว้ไม่ให้สูญหาย โดยแนะนำให้ศึกษาจากผลงานของครูบาอาจารย์รุ่นก่อนเพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งการหันมาสนใจศิลปะแขนงนี้นอกจากจะเป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังช่วยให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติดอีกด้วย
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 7 เดือนเมษายน พ.ศ.2569