ภูมิหลัง
ชีวิตพ่อนี่มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ นู่นล่ะ พ่อเรียนจบชั้น ป.7 กำลังจะขึ้น ม.1 แต่พ่อเลือกที่จะไม่เรียนต่อ เพราะในใจคิดแค่อยากจะเซฟเงิน ไม่อยากเป็นภาระค่าใช้จ่ายของพ่อของแม่ พ่อเลยตัดสินใจยอมเสียสละให้พี่ชายกับน้องสาวได้เรียนแทน ส่วนตัวพ่อเองน่ะเหรอ... ด้วยความที่ใจมันรัก แอบไปลอกกลอนลำของ อาจารย์สมุนไพร (ซึ่งเป็นนามปากกาของพ่อบุญเลิศ พรหมชาติ) เอามานั่งท่องนอนท่องอยู่ตลอดเวลา ตอนแรกพ่อนี่ห้ามลำเด็ดขาดเลยนะ เพิ่นไม่อยากให้เป็นหมอลำด็อก แต่ยังดีที่แม่เพิ่นช่วยพูดช่วยกางปีกป้องให้ว่า “ให้ลูกมันลำเถอะ” พ่อเลยได้เริ่มต้นแต่งเนื้อแต่งตัว ออกไปลำเป็นตัวกุมารตั้งแต่นั้นมา เพราะใจมันรัก ยันคำเดียวว่าอยากเป็นหมอลำ มันก็ต้องได้เป็น!
แล้วมันกะมีจังหวะชีวิตเนาะ ต่อมาในวงเขาขาดพระเอกรอง พ่อเลยได้รับโอกาสก้าวขึ้นไปเล่นกลอนลำแทนเขา พยายามฝึกฝนเรียนรู้จนขยับขยายขึ้นมาเป็นผู้นำทีมงาน ช่วงไหนที่อาจารย์เพิ่นป่วย เดินทางไปนำบ่ได้ พ่อนี่แหละที่เป็นคนคอยคุมวง คอยปล่อยเรื่อง ปล่อยสคริปต์การแสดงแทนอาจารย์ทั้งหมดเลย
ถ้าจะให้ถามว่าพ่อเคยแสดงอยู่คณะไหนบ้าง... คณะแรกในชีวิตเลยคือ คณะดาวเสด็จเพชรคำเตย ต่อมาก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น รุ่งตะวันสีทอง จริงๆ มันกะคือคณะเดียวกันนั่นแหละเนาะ แค่เปลี่ยนชื่อสองครั้ง ตระเวนเดินสายรับงานอยู่แถวร้อยเอ็ดกับกาฬสินธุ์เป็นหลัก สมัยนั้นพ่อใช้ชื่อหมอลำหน้าเวทีว่า "สมจิตร แสงชัย" จำได้แม่นคักเลยว่า เวลาจะลำเข้าเนื้อเรื่องแต่ละทีเนี่ย พ่อต้องฟ้อนแกว่งแขนรำอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุดพักเลยล่ะ
หลังจากนั้นพ่อก็เริ่มขยับมาทำวงของตัวเองชื่อ รุ่งตะวัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2532 ชีวิตพ่อพลิกผันครั้งใหญ่คัก เมื่ออาจารย์ดาวบ้านดอนเพิ่นเล็งเห็นแวว เห็นหน่วยก้าน เลยพานั่งรถเข้ากรุงเข้าสู่วงการเพลง พาไปอัดเทปเสียงกับ บริษัทชัวร์ออดิโอ ทางบริษัทเพิ่นกะเมตตา ทำวงให้พ่อเป็นคนคอยบริหารอยู่ถึง 3 ปีเต็ม ช่วงที่อยู่กับชัวร์ออดิโอนี่ลูกน้องในวงเยอะคัก (เยอะมาก) แล้วแต่ละคนที่เคยเป็นลูกน้อง ร่วมหน้าเวทีกับพ่อในวันนั้นน่ะ ทุกวันนี้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศกันหมดแล้วเด้ ไม่ว่าจะเป็น ฝน ธนสุนทร, มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ดำรง วงศ์ทอง, กานต์ กาหนราศรี หรือ อัมพร แหวนเพชร
ตอนที่อยู่ค่ายชัวร์ออดิโอ พ่อออกอัลบั้มมาทั้งหมด 11 อัลบั้ม (อัลบั้มละ 12 เพลง) หลังจากนั้นพ่อก็ย้ายไปอยู่กับ บริษัทเอ็ม.ดี.เทป อีก 8 ปี ย้ายไป บริษัทท็อปไลน์ มิวสิค อีก 10 ปี และปิดท้ายที่ บริษัทหอมหวน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อีก 2 ปี รวมๆ แล้วก็โลดแล่นคลุกคลีอยู่กับค่ายเพลงใหญ่อยู่หลายสิบปีเลยล่ะลูกเอ๊ย
"ถ้าถามถึงอัลบั้มแรกในชีวิต... มันคือชุด 'เกี่ยวข้าวคอยนาง' ที่มีเพลง 'กุหลาบแดง' อยู่ในเทปเดียวกันนั่นแหละลูก เพลงกุหลาบแดงกับเกี่ยวข้าวคอยนางเนี่ย จริงๆ พ่อเป็นคนนั่งแต่งเองกับมือนี่ล่ะ! แต่วันที่เอาเพลงไปส่งบริษัท มันจำเป็นต้องขึ้นชื่อคนแต่งเป็น 'พ่อดาวบ้านดอน' เพราะตอนนั้นพ่อยังเป็นนักแต่งเพลงหน้าใหม่ เพิ่งเข้าวงการมา ถ้าเอาชื่อสมจิตรไปขึ้น บริษัทเขาจะไม่ยอมเอาเพลงเรา พ่อเลยต้องยกเครดิตให้พ่อดาวเพิ่นไป แต่หลังจากนั้นพ่อก็มีกลอนลำที่แต่งเองและใช้ชื่อตัวเองอีกหลายเพลงเลยนะ เช่น ฝากใจใส่ทานตะวัน, หัวใจแดง, ขาดเธอเหมือนขาดใจ"
พอถึงปี พ.ศ. 2540 พ่อก็ขยับขยายมาอยู่กับ คณะแก่นนครศิลป์ มาเป็นผู้นำและคอยบริหารวงยาวไปจนถึงปี พ.ศ. 2552 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2553 พ่อตัดสินใจออกมาทำวงของตัวเองอีกครั้ง เดินสายมอบความสุข ส่งเสียงลำให้แฟนเพลงยาวมาจนถึงปี พ.ศ. 2562... แต่พอโรคโควิด-19 มันระบาดหนัก งานแสดงโดนสั่งงดสั่งปิดหมด พ่อก็เลยตัดสินใจยุบวงลงในที่สุด
หลังจากยุบวงมาจนถึงปัจจุบันนี้ พ่อไม่ได้มานั่งคิดเรื่องผลประโยชน์หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ อะไรแล้วลูกเอ๊ย... พ่อเลือกที่จะเดินสายไปให้เกร็ดความรู้ ไปสอนวิชาหมอลำตามสถาบันการศึกษาต่างๆ สถาบันหลักๆ เลยก็คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แล้วก็มีที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงอีกหลายๆ สถาบัน พ่อเดินทางไปสอนให้เขาฟรีๆ ไม่คิดค่างวดค่าตัวอะไรเลย เพราะในใจพ่อคิดแค่อยากจะเผยแพร่วัฒนธรรมบ้านเรา ให้ลูกให้หลานได้สืบสานต่อน้ำเสียงและลายลำนี้ไว้ไม่ให้มันหายไป
ทุกวันนี้ลูกศิษย์ลูกหาของพ่อที่ผ่านการสอบวัดท่ารำ ท่าลำของสมจิตร บ่อทอง มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองเลยครับ ถ้ารุ่นใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงติดหูคนตอนนี้ก็มีทั้ง บอย ศิริชัย, อ๊อฟ สุรพล รวมถึงพวกเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกมากมายเลย
จากชีวิตของคนเป็นหมอลำบ้านนอกคนหนึ่ง พ่อเคยได้รับโอกาสเดินทางไปโชว์ศิลปวัฒนธรรมอีสานในต่างประเทศมาแล้วถึง 11 ประเทศเลยนะลูก ทั้งฮ่องกง, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, ฮอลแลนด์, เดนมาร์ก, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, ไอร์แลนด์ และ สปป.ลาว ทุกวันนี้เวลามีคนมาชวน พ่อกะคิดว่าจะไม่ไปแล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะแต่ละประเทศมันอยู่ห่างกันตระเวนเดินทางกันที 8 ชั่วโมง มันไกลคักและต้องนั่งรถนาน สังขารร่างกายเรามันก็เริ่มเหนื่อยล้าไปตามวัยแล้วล่ะเนาะ ขออยู่บ้านทำประโยชน์ส่งต่อวิชาให้เด็กๆ รุ่นใหม่แบบนี้มีความสุขกว่าเยอะเลยครับ
ที่มาฉายาหมอลำ
“พระเอกหมอลำนาฏศิลป์ยอดฮิต” ได้มาเพราะเป็นคนที่ฟ้อนงามและฟ้อนเก่งมาตั้งแต่เด็ก
ทำนองลำที่ถนัด
ทำนองขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
คือการลำที่มี “ลูกคมลูกอ้อน” น้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความนุ่มนวล ฟ้อนสวย เข้าถึงอารมณ์คนดูได้ดี และสามารถด้นกลอนสดได้หลากหลาย ทำให้การแสดงมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ยังเด่นเรื่องการผสมผสานหมอลำแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวร่วมสมัย จึงทำให้คนดูทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่าย
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1. กุหลาบแดง 2. แอบรักน้องนวล 3. เกี่ยวข้าวคอยนาง 4. เป่าแคนเกี้ยวสาว 5. คอยน้องคืนนา 6. ชีวิตนักร้อง 7. คิดฮอดตลอดเวลา 8. บักแหมบโสตาย 9. มักสาวส่ำน้อย 10. เมียป๋าเพราะซาอุ 11. รอรักที่อู่รถ 12. ขอกอดหยอดเหรียญ 13. สัญญารักฝั่งโขง 14. เต้ยโศก 15. เมียมีแต่พี่ชอบน้อง 16. รักหม่นเพราะต้นผ้าป่า 17. ห้องใจใครจอง 18. ทหารฝากใจ 19. คอยน้องเป็นสาว 20. บักสีขี้เมา 21. คนเมียบ่ย้าน 22. ชีวิตสมจิตร 23. ขออยู่คู่เธอ 24. เทิงเมาเทิงม่วน 25. ของฝากจากคนหลายใจ
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 3. ประเทศญี่ปุ่น 3. สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 4. ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ 5. ราชอาณาจักรเดนมาร์ก 6. ราชอาณาจักรสวีเดน 7. สาธารณรัฐฝรั่งเศส 8. ราชอาณาจักรเบลเยียม 9. ประเทศไอร์แลนด์
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. คณะดาวเสด็จ 2. คณะเพชรคำเตย 3. คณะรุ่งตะวันสีทอง 4. วงแก่นครบันเทิงศิลป์ 5. ค่าย Sure Audio (เช่น ฝน ธนสุนทร,มนต์สิทธิ์ คำสร้อย,ดำรง วงศ์ทอง) 6. แม่ครูคำหวน 7. ทีมงานแฟนลำเพลิน
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำอ๊อฟ สุรพล 2. หมอลำบอย ศิริชัย ใจเกินร้อย
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ท่านเน้นว่าการจะลำให้ม่วนต้อง “เรียนและลำจนเบื่อ” และใช้วิธีการติวทั้งในสถาบันการศึกษาและการติวแบบใกล้ชิดหลังเวทีหรือบนรถระหว่างเดินทางไปแสดง เพื่อให้ลูกศิษย์ซึมซับทักษะ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
3. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
4. มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
รางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ สาขาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้รับจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ปี 2559)
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
- การประพันธ์กลอน
- เขียนบทการแสดง
- นักแสดง
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
- วิทยากรถ่ายทอดความรู้ด้านหมอลำ / ศิลปวัฒนธรรมอีสาน
- บริหาร/ดูแลคณะและกิจกรรมศิลปิน
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
สุดท้ายนี้ พ่อในนามของ สมจิตร บ่อทอง อยากจะฝากข้อคิดไปถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคน... อันดับแรกเลยอยากให้พวกเราหันกลับมามองและช่วยกันสืบสานศิลปะหมอลำต่อไป เพราะพ่อเชื่อมั่นเสมอว่า “หมอลำไม่มีวันตายไปจากคนอีสานแน่นอน”ขอร้องเถอะลูก... อย่าไปมองว่าหมอลำเป็นเรื่องเชย หมอลำบ้านเราไม่เคยเชยเลยนะ มีแต่การพัฒนาและประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยมาเรื่อยๆ พ่ออยากให้ทุกๆ สถาบันการศึกษามีวิชาหมอลำบรรจุอยู่ เพราะนี่คือกลิ่นอายที่แท้จริงของคนอีสาน "เสียงแคน... มันสามารถทำคนคิดถึงบ้านได้เสมอ"
ฝากแฟนๆ ลำเพลินของราชภัฏ และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่คอยสนับสนุนประเพณีอีสาน ขอให้อนุรักษ์และสืบสานส่งต่อสิ่งดีงามนี้ให้กับลูกศิษย์ลูกหาตลอดไปอย่าได้ขาดหายนะครับ... ขอบคุณครับ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 7 เดือนเมษายน พ.ศ.2569