ภูมิหลัง
หากย้อนเวลากลับไปในวัยเด็ก ผมคือ นายธงชัย มะโนศิลป์ เด็กชายจากครอบครัวชาวนาผู้ยากจนในบ้านท่าไฮ ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2521 ด้วยความที่บ้านเราไม่มีเงินทอง ส่งเสียให้เรียนต่อ พอลืมตาอ้าปากจบชั้น ป.6 หนทางเดียวที่จะได้เรียนหนังสือคือการ “บวชเรียน”
จริง ๆ ผมชอบบวชมาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียน ป.3 วัดป่าแมว (วัดศรีประจัญชา) มีบวชสามเณรภาคฤดูร้อน 3 เทอม (ช่วงดำนา เกี่ยวข้าว และปิดเทอมใหญ่) ผมก็บวชตลอด จนกลายเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ขันทอง เมื่อจบ ป.6 ท่านบอกว่าจะส่งเรียนต่อ ตอนแรกท่านส่งผมไปเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ วัดเพลงรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี อยู่ได้เดือนเศษ ๆ ผมก็ร้องไห้ขอกลับบ้านเพราะไม่ถนัดภาษาบาลีเลย พระอาจารย์จึงส่งไปเรียนต่อที่วัดถ้ำสิงห์โตทอง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เรียนบาลีอยู่ 1 ปี พระอาจารย์ท่านจ้างให้ท่องไวยากรณ์หน้าละ 10 บาท ผมก็ท่องจนจบ ไปสอบ ป.ธ. 1-2 แต่ก็ไม่ผ่าน เพราะใจมันไม่รักด้านภาษา
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อผมเห็นเณรรุ่นพี่ไปเรียนสายสามัญ (วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์) ที่วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ผมชอบทางนี้มากจึงขอไปเรียนด้วย แต่ปีแรกพระอาจารย์ไม่ยอม เพราะท่านอยากให้ลูกศิษย์สอบได้เป็นพระมหาประจำวัด พ่อจึงพาผมไปฝากไว้ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่ใจผมมันโหยหาการศึกษาสายสามัญ ช่วงก่อนเปิดเทอมผมถึงขั้นร้องไห้โฮ วิ่งลัดเลาะตามทุ่งนาหนีตามเณรพี่ ๆ เพื่อจะไปขึ้นรถบัสสายกาฬสินธุ์-อุดรธานี มุ่งหน้าสู่อุบลฯ ให้ได้ จนพระอาจารย์ท่านใจอ่อนยอมปล่อยให้ไปตามทางที่เลือก
สภาพวัดทุ่งศรีเมืองในยุคนั้นทุรกันดารมาก ถนนคอนกรีตไม่มี น้ำประปาไม่มี ต้องใช้น้ำบาดาลบ่อเดียวทั้งวัด วันไหนไม่มีคลอรีนน้ำก็กลายเป็นสีเหลือง บิณฑบาตมาได้เท่าไหร่ก็ฉันเท่านั้น แต่ที่นี่คือสำนักเรียนสายสามัญที่มีชื่อเสียง ผมเรียนโรงเรียนผู้ใหญ่ 2 ปีจบ ม.3 แล้วต่อ ม.4-6 ที่โรงเรียนบาลีสาธิตในวัด ตอนนั้นผมตั้งเป้าหมายชีวิตไว้สูงมาก เพราะเคยได้ยินครูคนหนึ่งพูดสบประมาทไว้ว่า “คนที่บวชเรียน คือคนไม่มีหนทางไป” คำนี้มันฝังใจผมมาตลอดว่าเพราะเรายากจนใช่ไหมถึงโดนดูถูก ผมจึงอ่านหนังสืออย่างหนัก นั่งเขียนจดหมายไปขอน้าที่ทำงานกรุงเทพฯ ส่งเงินมาให้ครั้งละ 500-1,000 บาทเพื่อเอาไปติวพิเศษ ตั้งปณิธานว่าจะเป็นเณรคนแรกที่สอบติด 3 มหาวิทยาลัย (มข., มมส, มอบ.) ให้ดู! แต่ปีนั้นระบบเปลี่ยนให้จัดสอบวันเดียวกันหมด ผมจึงตัดสินใจเลือกคณะศึกษาศาสตร์ มัธยมศึกษา เอกเคมี-คณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เพราะเป็นคณะเดียวที่ไม่มีวิชาฟิสิกส์ที่ผมไม่ถนัด)ผลปรากฏว่า ผมสอบติดรอบแรก! กลายเป็นเณรคนแรกของอำเภอศรีธาตุที่สอบติดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ลบคำสบประมาทสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวอย่างที่สุด แล้วผมจึงลาสิกขาเพื่อไปเรียนต่อ
ตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ที่ มข. ผมฟังวิทยุแล้วเห็นประกาศรับสมัครดีเจของ คุณหนุ่ม สยามชัย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรนอกจากอยากหาเงินเสริมช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ ผมไปสมัครแล้วเริ่มจากจุดเล็ก ๆ คือการเป็นคนหิ้วกระเป๋าซีดีตามดีเจ ตกค่ำก็นั่งรับโทรศัพท์ในห้องส่ง ได้เงินใช้วันละไม่กี่บาท
พอเรียนจบปี 4 ผมตั้งใจจะสอบบรรจุครู เพื่อนแนะนำให้ไปสอบจังหวัดชายแดนอย่างสุรินทร์เพราะเราลูกชาวนาไม่มีเส้นสาย แต่พอนั่งรถบัสกลับมาคิดทบทวนดู อุดรธานีบ้านเกิดเราเป็นเมืองใหญ่ หากไปได้แฟนและฝังตัวอยู่สุรินทร์คงไม่มีโอกาสได้ย้ายกลับบ้านแน่ จึงตัดสินใจเสี่ยงดวงสอบที่อุดรธานี ยุคนั้นเขาเอาเอกคณิตศาสตร์แค่ 8 คน ผมอ่านหนังสือแทบล้มประดาตาย มั่นใจมากว่าจะได้ที่ 1 แต่ผลออกมาได้ลำดับที่ 25 ได้ขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี
ระหว่างรอเรียกบรรจุ ผมไม่อยากเป็นครูอัตราจ้าง จึงกลับไปหาพี่หนุ่ม สยามชัย (ซึ่งตอนนั้นเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว) พี่หนุ่มถามว่าจะเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกว่า “แล้วแต่จะให้เลยครับ” ท่านจึงให้เดือนละ 5,000 บาท หน้าที่ของผมคือหิ้วกระเป๋าซีดีและรับโทรศัพท์เหมือนเดิม ทั้งที่จบปริญญาตรีจาก มข. แต่ผมไม่เคยหมิ่นเงินน้อย
ต่อมาพี่หนุ่มได้รับโอกาสไปจัดรายการทีวีให้ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ สส.ในสมัยนั้น ทำให้ไม่มีใครจัดรายการวิทยุที่ขอนแก่น พี่หนุ่มจึงดันผมขึ้นแทน แต่กฎหมายยุคนั้นต้องมีบัตรผู้ประกาศข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ จัดได้วันเดียว วันต่อมาผมโดนไล่ออกจากห้องส่งเพราะไม่มีบัตร! ผมจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปสอบบัตรผู้ประกาศ ต้องอ่านทั้งข่าวในประเทศ ต่างประเทศ และข่าวในพระราชสำนัก ด้วยความที่เป็นคนจัดรายการสายอีสาน พอให้อ่านภาษาไทยกลางสากลผมจึงสอบตกในรอบแรก จนต้องสอบถึง 3 ครั้ง และใช้วิธีพูดอารัมภบทขอความเมตตาจากกรรมการ จนคว้าคะแนนมาได้ 51 คะแนน (ผ่านเกณฑ์ 50) สำเร็จ! นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของ “หนุ่มธงชัย” ก็โลดแล่นในสถานีวิทยุอย่างเต็มตัว
หลังจัดรายการจนมีชื่อเสียงในฐานะโฆษณอันดับต้น ๆ พี่หนุ่ม สยามชัย ได้ขยายฐานเสียงมาที่อุดรธานีและส่งผมมาปักหลักที่นี่ แต่อยู่ไปอยู่มาเกิดเรื่องเข้าใจผิดชุลมุนวุ่นวายในทีม มีคนไปรายงานพี่หนุ่มว่าผมจะฮุบสมบัติ จนเกิดความเคืองใจกัน สุดท้ายผมจึงตัดสินใจแยกตัวออกมาทำรายการเองแบบจบไม่ค่อยสวย ซึ่งเป็นเรื่องฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้
ชีวิตผมพลิกผันอีกครั้งเมื่อบริษัท โตโยต้าอุดรธานี ซึ่งเคยใช้บริการทีมตลกของผม ได้จัดงานที่จังหวัดหนองบัวลำภูและอยากให้ “วงธงชัย” ไปแสดงเปิดตัว โดยมีผู้ใหญ่ใจดีคือ พี่ชนาธิป ร้านกรอบรูปในเมืองอุดรฯ คอยสนับสนุน และได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ “พ่อยาว ซุปเปอร์ยาว” ตลกหมอลำระดับตำนาน (ในขณะที่ผมตอนนั้นรู้จักแค่ประยูร เวชประสิทธิ์ แห่งเพชรพิณทอง)
เรานั่งคุยกันในห้องส่งสถานีวิทยุเสียงสามยอดว่าจะตั้งชื่อวงว่าอะไรดี พ่อยาวบอกว่า
“วงที่ดังที่สุดในประเทศมีสองวง วงแรกคือ ‘เพชรพิณทอง’ ที่ดังทะลุฟ้าแล้วก็ดับไป วงที่สองคือ ‘เสียงอีสาน’ ที่กำลังจะแผ่วลง ส่วนธงชัยเป็นโฆษกอันดับหนึ่งของอุดรฯ งั้นเอาชื่อมามิกซ์กัน เอาคำว่า ‘เพชร’ มาจากเพชรพิณทอง และเอาคำว่า ‘อีสาน’ มาจากเสียงอีสาน รวมกันเป็น ‘เพชรอีสาน’ จะได้ดังทะลุฟ้า!”
วงเพชรอีสานเปิดทำการแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2548 ที่บ้านดงหนองโพ ซึ่งเป็นโรงงานที่นอนของพ่อผมเอง ช่วงตั้งวงใหม่ ๆ อุปสรรคเยอะมาก มือคีย์บอร์ดที่นัดไว้ก็เบี้ยว จนผมต้องโทรหาปอยฝ้าย มาลัยพร (ซึ่งเราเป็นเพื่อนทำพิธีผูกเสี่ยวกันตอนผมขึ้นบ้านใหม่ที่หมู่บ้านกฤษณา VIP) ปอยฝ้ายจึงแนะนำให้รู้จักกับ “พ่อด้าย” อดีตมือแซกโซโฟนวงเพชรพิณทอง ยุคแรกเราซ้อมกันในหมู่บ้านกฤษณา ซึ่งเป็นหมู่บ้านคนรวย ข้างบ้านเป็นบ้านคุณหมอ เวลาซ้อมหมอลำตอนกลางคืนทีไร แม่ของคุณหมอและพยาบาลซึ่งเป็นคนต่างอำเภอเหมือนกันต้องหอบสาดมานั่งเชียร์นั่งดูพวกผมซ้อม เป็นภาพที่นึกถึงทีไรก็ยิ้มได้เสมอ ต่อมาผมได้ พ่อคูณ สมมี และแม่พร แห่งบ้านดงยวด มาเป็นพ่อแม่บุญธรรม จึงได้ย้ายไปปักหลักซ้อมกันที่บ้านดงยวด
งานแรกของวงเพชรอีสานเป็นงานหมอลำซิ่งผสมตลก ค่าจ้าง 40,000 บาท ที่บ้านดงยาง ตำบลสุมเส้า พ่อของผมท่านชอบความอลังการ พอดีท่านเพิ่งซื้อรถทัวร์ 2 ชั้นมา จึงบอกให้เอารถทัวร์ขนนกขนครูไปเลย จนชาวบ้านแซวกันทั้งอำเภอว่า “จ้างหมอลำสี่หมื่น ขี่รถทัวร์สองชั้นมาเล่น”
ตอนนั้นผมไม่มีพื้นฐานหมอลำเลย อาศัยใจรักและมีลูกศิษย์อย่าง นายสมควร เกรงขาม เด็กราชภัฏอุดรฯ (สมัยนั้นแฟนผมก็ทำงานประชาสัมพันธ์ที่ราชภัฏอุดรฯ) คอยช่วย ด้วยความที่ผมเคยทุกข์ยาก ใครลำบากมาอยู่ด้วยผมรับหมด วงอื่นค่าจ้างเท่านี้มีหางเครื่อง 4 คน แต่วงผมจัดไป 15 คน นักดนตรีเครื่องเป่าอีก 10 คน โดยการควบคุมของพ่อด้าย เรียกว่าขนไปแบบขาดทุนไม่ว่า ขอให้ยิ่งใหญ่ไว้ก่อน
พอเข้าปีที่ 2 วงเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เจ้าภาพที่อำเภอหนองวัวซอมาจ้างงานกฐินล่วงหน้าข้ามปี และถามว่า “ทำไมไม่ลำเรื่องต่อกลอนยาวไปจนแจ้ง (สว่าง) เลยล่ะ?” ผมปรึกษาพ่อยาว พ่อยาวบอก “รับเลยลูก เดี๋ยวพ่อพาเดิน” และดันให้ผมขึ้นเป็น “พระเอกประจำวง” ทั้ง ๆ ที่ผมลำไม่เป็น! ผมถนัดพูดโฆษณามากกว่า แต่ก็ต้องสู้ ยุคแรกมี เขียว ชนะชัย และพี่เตี้ย ที่ย้ายมาจากวงเสียงอีสานมาช่วยเป็นแกนหลัก
งานลำเรื่องครั้งแรกที่อำเภอสร้างคอม วัดโพธิ์ศรี ลานวัดกว้าง ๆ คนมาดูเต็มเอี้ยดเพราะอยากเห็นหน้า “หนุ่มธงชัย” ตัวจริง เสียงจริง ผมตื่นเวทีจนต้องเดินวนอยู่หลังนั่งร้าน แกล้งเนียนเดินไปคุยกับคนดูว่า “คุณแม่มาจากไหนครับ?” แม่บอก “มาจากโพนพิสัยลูก อยากมาดูหน้าหนุ่มธงชัยวิทยุ” พ่อยาวบอกผมว่า “ลำไปเลยลูก เขาไม่ได้อยากฟังเจ้าลำเก่งหรอก เขาแค่อยากมาเบิ่งหน้าหนุ่มธงชัยเฉย ๆ” ตั้งแต่วันนั้นผมก็พัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ ถึงขั้นยอมขายบ้านหลังแรกที่หมู่บ้านกฤษณาเพื่อเอาเงินมาลงทุนทำป้าย ทำชุด ทำวงหมอลำ เพราะผมเป็นคนใจสู้ และเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี
ถ้าถามว่าจากลูกชาวนาจบ ป.6 ก้าวมามีเงินล้าน มีวงหมอลำยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร? ผมตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่ใช่เพราะผมจัดรายการเก่งที่สุด หรือลำดีที่สุด พี่หนุ่ม สยามชัย ยังเคยบอกเลยว่าคนอย่างผมจัดรายการไม่ได้หรอกเพราะผมไม่กะล่อน ไม่ปากหวานเหมือนคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้ผมเดินมาถึงจุดนี้ได้คือ “บุญวาสนาและคุณงามความดี” ที่สร้างสมมา
ผู้คนศรัทธาในความซื่อสัตย์ ความเป็นลูกชาวนาที่ไม่เคยลืมตัวของผม ทุกวันนี้วงเพชรอีสานเดินทางมาฉลองครบรอบ 20 ปี แล้ว เราปั้นลูกศิษย์ลูกหา นักเรียน นักศึกษาขึ้นมาประดับวงการมากมาย ตัวผมเองแม้จะลำไม่เก่ง แต่ผมฟังออกว่าใครลำถูกหรือผิด เวลาสอนเด็ก ๆ ในวง ถ้าเป็นผู้หญิงผมจะเปิดซีดี เอม อภัสรา เพลง “มักอ้ายหลายอีหลี” ให้ฟังและลำตาม ถ้าเป็นผู้ชายผมจะให้ฟัง ไหมไทย หัวใจศิลป์ ถ้าใครแกะเสียงและลำตามคีย์ได้เป๊ะ ถือว่าผ่าน!
จากเณรน้อยในวันนั้น สู่เจ้าของวงหมอลำในวันนี้ ชีวิตของผม “หนุ่มธงชัย มะโนศิลป์” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า... ความจนไม่ใช่ข้อจำกัดของชีวิต และคนบวชเรียนไม่ใช่คนไม่มีทางไป หากเราใช้ความมุ่งมั่นและคุณงามความดีเป็นที่ตั้งครับ
ความเป็นมาฉายาหมอลำ
ชื่อ “หนุ่ม ธงชัย” มาจากชื่อจริง และคำว่า “หนุ่ม” ได้มาจากครูบาอาจารย์คือ หนุ่ม สยามชัย ส่วน
ชื่อวง “เพชร อีสาน” มาจากการนำชื่อวง “วงที่ดังที่สุดในประเทศมีสองวง วงแรกคือ ‘เพชรพิณทอง’ ที่ดังทะลุฟ้าแล้วก็ดับไป วงที่สองคือ ‘เสียงอีสาน’ ที่กำลังจะแผ่วลง ส่วนธงชัยเป็นโฆษกอันดับหนึ่งของอุดรฯ งั้นเอาชื่อมามิกซ์กัน เอาคำว่า ‘เพชร’ มาจากเพชรพิณทอง และเอาคำว่า ‘อีสาน’ มาจากเสียงอีสาน รวมกันเป็น ‘เพชรอีสาน’ จะได้ดังทะลุฟ้า
ด้านทำนองลำที่ถนัด
ทำนองอุดร
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
ในยุคที่ดีเจหรือโฆษกวิทยุส่วนใหญ่ต้องเน้นความปากหวาน กะล่อน หรือพูดจาเอาใจฉะฉาน แต่เอกลักษณ์ในการจัดรายการของผมคือ “ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และการใช้คุณงามความดีเป็นที่ตั้ง” ด้วยความที่เราเป็นลูกชาวนาและบวชเรียนมานาน แฟนเพลงสัมผัสได้ถึงความศรัทธาและความจริงใจตรงนี้ จนทำให้ผมกลายเป็นโฆษกอันดับหนึ่งของอุดรธานีที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นด้วยเนื้อแท้ของตัวเอง
เมื่อจำเป็นต้องก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกหมอลำเรื่องต่อกลอนในวงของตัวเอง ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการร้องการลำเลย เอกลักษณ์หน้าเวทีของผมจึงไม่ใช่การโชว์ลูกคอที่พริ้วไหวเหมือนคนอื่น แต่เป็นการใช้ทักษะ “โฆษกนักพูดและนักเอ็นเตอร์เทน” เดินลงไปทักทาย พูดคุย ปล่อยมุกตลก และมอบความเป็นกันเองให้พ่อแม่พี่น้องแฟนเพลง จนเกิดเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ครองใจคนดูอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือผม ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และนำเอาธรรมะที่เคยบวชเรียนมาขัดเกลาลูกน้องในวง จนเด็ก ๆ แซวว่า “หัวหน้าเทศน์ดีกว่าพระที่วัด” เปลี่ยนจากคนที่เคยเมาหัวราน้ำให้กลายเป็นคนมีอาชีพและมีคนรู้จักในวงการ
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1. มีผลงานร่วมกับเขียว ชนะชัย เพลง “อ้ายบ่ย่าน”
2. ชุด “หลักซีนหลังแคน”
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หนุ่ม สยามชัย 2. พ่อยาว (ซูเปอร์ยาว) 3. เขียว ชนะชัย 4. มนต์แคน แก่นคูน 5.หนุ่ม ชำนาญชัย 6.คณะเพชรอีสาน บันเทิงศิลป์ 7.หมอลำโอม คะนองศักดิ์ ศรีอุดร
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำนก พงศกร 2. หมอลำเอก วีรศักดิ์ 3. หมอลำศรีไพร 4. หมอลำสมควร เก่งขำ
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
“ตลอด 20 ปีที่ผมทำวงเพชรอีสานมา สิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือการได้เปิดโอกาสให้เยาวชน นักเรียน และนักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานด้านหมอลำเลย บางคนเรียกว่าเริ่มมาจากติดลบด้วยซ้ำ ได้เข้ามาฝึกฝนและทำมาหากินร่วมกัน
กระบวนการสร้างคนในแบบของผม ผมจะเริ่มจากให้เด็ก ๆ เข้ามาเป็น 'หางเครื่อง' (แดนเซอร์) ก่อนครับ ให้พวกเขาได้เข้ามาเรียนรู้จังหวะดนตรี ได้ซึมซับบรรยากาศหน้าเวที และสร้างความคุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับคนดูท่ามกลางแสงสีเสียงและความอลังการของเวทีใหญ่ พอเด็กคนไหนเริ่มมีความพร้อม มีใจสู้ มีความพากเพียร และเริ่มฉายแววออกมา ผมถึงจะค่อย ๆ ผลักดัน ขยับขยายให้ขึ้นมาเป็นนักร้อง เป็นพระเอก หรือนางเอกตามลำดับ
ระบบการฝึกฝนจากฐานรากไต่เต้าจากแดนเซอร์ขึ้นมาแบบนี้ มันต้องอาศัยความอดทนและความพากเพียรอย่างหนักหน่วงมากนะครับ ซึ่งมันจะต่างจากศิลปินรุ่นใหม่บางคนในยุคนี้ที่มีต้นทุนชีวิตดีกว่า หรือมีพื้นฐานที่แน่นมาจากวงใหญ่ ๆ อยู่แล้ว อย่างเช่นน้อง นก พงศกร ที่เขามีพื้นฐานที่ดี เติบโตและฝึกฝนมาจากวงระดับตำนานอย่างระเบียบวาทะศิลป์
แต่สำหรับเด็ก ๆ ในวงของผม วงเพชรอีสานมันคือ 'โรงเรียนชีวิต' ครับ เราต้อนรับเด็กยากจนและคนที่ไม่มีโอกาส นำพวกเขามาขัดเกลาด้วยธรรมะ ความมีวินัย ให้เขารู้จักหลีกเลี่ยงอบายมุข ควบคู่ไปกับการฝึกวิชาศิลปะการแสดง จนวันหนึ่งเขาสามารถออกไปสร้างอาชีพ เลี้ยงดูครอบครัว และยืนหยัดในวงการหมอลำได้อย่างภาคภูมิใจครับ”
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
จัดรายการวิทยุ
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
นักจัดรายการวิทยุ
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
“สุดท้ายนี้ ในฐานะคนที่คนเดินผ่านร้อนผ่านหนาวในเส้นทางสายนี้มานาน ผมมีเรื่องที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลานศิลปินรุ่นใหม่ได้คิด...”
ทุกวันนี้ผมเห็นลูกหลานหลายคนก้าวขาเข้ามาในวงการ ก็อยากจะมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน เอาเงินทองเป็นที่ตั้งขาดความพากเพียรและมุ่งมั่น แต่ผมมักจะบอกทุกคนเสมอว่า ‘ก่อนที่เราจะมีชื่อเสียง มันต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของแต่ละคนด้วย’
ผมให้ความสำคัญกับคำว่า ‘บุญกุศล’ และ ‘บารมี’ มาก เพราะชีวิตผมมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะสิ่งนี้ ศิลปินดารานักร้องจะดังระดับประเทศได้ ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ แต่มันคือเรื่องของบุญวาสนาหนุนนำ
“คิดดูเถิดครับ... คนที่ร้องดีลำดีกว่า มนต์แคน แก่นคูน ก็มีตั้งเยอะแยะ ผมเคยร่วมงานกับมนต์แคนตั้งแต่สมัยเขายังไม่มีชื่อเสียง ความสามารถตอนนั้นก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นมาก แต่ทำไมวันนี้เขาถึงดังระดับประเทศ? คนที่ร้องดีกว่า ไหมไทย หัวใจศิลป์ หรือเสียงดีกว่า สายัณห์ สัญญา ก็มีอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน แต่ทำไมฟ้าถึงเลือกให้พวกเขามีชื่อเสียงครองใจคน? คำตอบเดียวเลยคือ ‘บุญกุศลและบารมีที่เขาทำมา’ ”
สำหรับตัวผมเอง ทำวงหมอลำเพชรอีสานมา 20 ปี แม้จะไม่ได้โด่งดังพลุแตกเท่าวงใหญ่ ๆ แต่ผมถือว่า 20 ปีที่ผ่านมาคือ ‘การสะสมบารมีและเก็บเกี่ยวประสบการณ์’
ลูกหลานสมัยนี้โชคดี หลายคนมีพื้นฐานมาจากวงใหญ่ ๆ เช่น นก พงศกร ที่เติบโตมาจากระเบียบวาทะศิลป์ แต่สำหรับหนุ่มธงชัย ผมเริ่มมาจากศูนย์ ไม่รู้เรื่องหมอลำเลยสักนิด ตอนจัดรายการวิทยุผมมีเงินล้านในบัญชี แต่พอมาทำหมอลำ ผมติดหนี้ถึง 10,000,000 บาท!
แต่เชื่อไหมครับ... ผมไม่เคยเสียดายเงินสิบล้านนั้นเลย เพราะผมคิดว่า ‘เงินสิบล้านคือค่าประสบการณ์ ซื้อแนวทาง และซื้อในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่าหมอลำเขาทำกันยังไง’ ถ้าใจไม่สู้จริง ไม่มีทางเดินมาถึง 20 ปีได้หรอกครับ
นอกจากเรื่องงานแล้ว การใช้ชีวิตก็สำคัญ ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ลูกหลานบางคนมาอยู่กับผมแต่ก่อนเมาหัวราน้ำทุกวัน ทุกวันนี้เขาก็เลิกได้เพราะเห็นว่าหัวหน้าไม่แตะต้องอบายมุขเลย ผมชอบสอนธรรมะ คอยขัดเกลาจิตใจพวกเขา จนเด็ก ๆ ในวงแอบแซวขำ ๆ ว่า ‘หัวหน้าเทศน์ดีกว่าพระที่วัดเสียอีก’ เพราะผมอยากให้พวกเขามีธรรมะและบุญกุศลติดตัว
หากคิดจะอยู่ในวงการนี้ ความมีชื่อเสียงคือจุดหมายปลายทางของทุกคนนั่นแหละครับ เพราะถ้าเราดัง เราจะทำมาหากินได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากฝากให้ลูกหลานมีความพากเพียร ศึกษาความลำบากของรุ่นพี่กว่าเขาจะดัง และขอให้เชื่อมั่นว่า ‘ถ้าเราทำดี... ผลดีมันจะสนองตอบเราเอง’ อย่าเพิ่งท้อถอยในการสะสมความดีและฝีมือ
สุดท้ายนี้ ในนามของลูกชาวนาผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา ผมขอฝาก ‘หมอลำเพชรอีสานบันเทิงศิลป์’ วงหมอลำที่สร้างมาจากหยาดเหงื่อ ความจริงใจ และคุณงามความดี ให้อยู่ในอ้อมอกอ้อมใจของพ่อแม่พี่น้องและลูกหลานทุกคนตลอดไปครับ ขอบคุณครับ”
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 8 เดือนเมษายน พ.ศ.2569