ภูมิหลัง
คุณแม่ของดิฉัน ชื่อ “แม่สำเนา” ชื่อจริงคือ นางเงา อาลัยรัก แม่เป็นผู้หญิงแกร่ง เป็นทั้งช่างดัดผม ช่างตัดผ้า และที่สำคัญแม่เป็นหมอลำยุคเก่า ยุคที่ลำลำกันทีต้อง “ขี่ม้าไปลำ” แม่บอกเสมอว่าตัวแม่เองเสียงไม่ค่อยดี แต่แม่เป็นคนมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ และแม่เป็นลูกศิษย์ของ “แม่ทองจันทร์” แห่งบ้านหนองบัวเงิน แม่จึงตั้งปณิธานว่าจะต้องเคี่ยวเข็ญให้ดิฉันเรียนลำให้ได้ เพื่อจะได้มีวิชาติดตัวเลี้ยงชีพ
ดิฉันเริ่มเรียนลำมาตั้งแต่จำความได้ พออายุได้ราว 5-7 ปี อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แม่ก็จับฝึกอย่างจริงจัง พยายามหาซื้อกลอนลำมาให้อบรมสั่งสอน และบังคับให้ท่องบ่อยๆ ตอนนั้นจะขี้เกียจก็ไม่ได้เลยค่ะ เพราะสถานภาพครอบครัวเราเลือกไม่ได้ ดิฉันยอมรับว่าตอนเด็กๆ ดิฉันอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ ไปโรงเรียนก็น้อยเพราะต้องช่วยงาน แต่ดิฉันโชคดีที่เป็นคน "ความจำดีมาก" และได้แม่คอยสอนหนังสือให้ที่บ้าน
เวลาที่มีหมอลำมาแสดงแถวบ้าน แม่จะยอมควักเงินซื้อสมุดกลอนลำมาให้ดิฉันท่อง อย่างกลอนลำของ “พ่อทองอินทร์” สมัยก่อนเล่มละตั้ง 100 บาท ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่แม่ก็ซื้อมาให้ และดิฉันก็ท่องได้หมดทุกบท ยากขนาดไหนก็เอาอยู่ จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2508 หรือ 2509 (ตอนนั้นดิฉันยังเด็กมาก) มีญาติจากอุบลราชธานีเดินทางมาพักแรมที่บ้าน ท่านมาช่วยเขียนกลอนลำให้ดิฉันเพิ่มเติม กระดาษกลอนลำทุกใบในวันนั้น ดิฉันเก็บรักษาไว้อย่างดีไม่ให้ขาดหายแม้แต่ใบเดียวจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันคือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ดิฉันท่องกลอนลำสะสมในสมองมาเรื่อยๆ จนอายุได้ 17 ปี แม้จะจำกลอนได้มากมาย แต่ดิฉันรู้ตัวว่ายังขาดทักษะเรื่องจังหวะและทำนองที่ถูกต้อง จึงตัดสินใจไปกราบตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้ทำนองกับ “อาจารย์สมัย ขันซ้อน” (หมอลำสมัย) ที่บ้านโพนทัน ท่านเป็นหมอลำรุ่นเดียวกับคุณแม่เสงี่ยม และเป็นลูกศิษย์ของแม่คำภาอยู่อุดรธานี ดิฉันได้ไปกินนอนเรียนรู้อยู่กับท่านเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จนได้ “ทำนองอุบล” มาอย่างแตกฉาน ทั้งจังหวะและท่วงทำนอง
และแล้วในวัย 17 ปีนั่นเอง ดิฉันก็ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีแสดงหมอลำกลอนอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกในชีวิต! เวทีแรกของดิฉันเกิดขึ้นที่ บ้านพันดอน จำได้ขึ้นใจว่าวันนั้นได้ร่วมฝึกและลำประชันกับ หมอลำสมคิด กระทิงทอง และ สุดใจ ดาวดอน งานแรกในชีวิตดิฉันได้ค่าจ้าง 1,500 บาท และต้องแบ่งจ่ายค่าหมอแคนไป 200 บาท เงินจำนวนนั้นมันเปลี่ยนชีวิตเด็กกำพร้าคนนี้ให้มีความหวังขึ้นมาทันที
พอเริ่มมีชื่อเสียง งานจ้างก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เจ้าภาพเดินทางมาจ้างถึงที่บ้านสี่แจเลยค่ะ จนหมอลำรุ่นเดียวกันหลายคนแทบจะไม่กล้าขึ้นรับงานประกบดิฉัน เพราะเขารู้ดีว่า “รัศมีมีกลอนเยอะ” ยุคนั้นเป็นยุคของการลำถาม-ตอบ และแข่งกลอนสดบนเวทีอย่างดุเดือด ถ้าไม่เก่งจริง ไม่มีความจำที่เป็นเลิศ และไม่มีคลังกลอนลำในสมองมากพอ จะไม่สามารถยืนระยะบนเวทีประชันได้เลย
ดิฉันมีโอกาสได้ขึ้นลำร่วมเวทีกับครูบาอาจารย์และหมอลำรุ่นใหญ่ในตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์สุบิน รถด่วน, บุญหลาย ฟ้าสะอื้น, หมอลำสุวรรณ ปากเข็ด, พ่อทองใบ พ่อสังวาลย์ ดาวเหนือ ทุกเวทีที่ไป ดิฉันมักจะได้รับคำชมจากผู้คนและครูเพลงเสมอว่า “ตัวเล็กๆ แต่เสียงดีน่าดู แถมความจำยังดีเลิศ”
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2520 ดิฉันได้ตัดสินใจเข้าสังกัดสำนักงานของ “พ่อจำปา พญาย่อย” ที่จังหวัดขอนแก่น ได้ไปเดินสายลำอยู่ที่โน่น และยังคงรับงานเองที่บ้านควบคู่ไปด้วย ถือเป็นช่วงที่ได้รับการส่งเสริมจนงานเยอะมาก ชื่อเสียงของดิฉันโด่งดังจนคนเอาไปเปรียบเทียบว่ามีงานชุกและดังเท่ากับ “แม่พัชรี” ซึ่งท่านเป็นหมอลำรุ่นพี่ในยุคนั้นเลยค่ะ
เมื่อกาลเวลาหมุนเวียน วัฒนธรรมหมอลำกลอนเริ่มคลายความนิยมลง และถูกแทนที่ด้วยยุคของ “หมอลำซิ่ง” ตอนนั้นดิฉันอายุประมาณ 34-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่พลังเสียงและประสบการณ์สุกงอมเต็มที่ ดิฉันก็ปรับตัวเข้าสู่การลำซิ่งทันที
ด้วยความที่เรามีคลังเพลงเยอะ มีกลอนลำหลากหลายอยู่ในหัว และน้ำเสียงยังมีพลัง ทำให้งานจ้างหลั่งไหลมาเกือบทุกวัน มีทั้งงานกลางวันและงานกลางคืนแทบไม่ได้พักผ่อน ในยุคหมอลำซิ่งนี้ดิฉันได้มีโอกาสร่วมงานกับขุนพลหมอลำชื่อดังหลายท่าน เช่น พ่อจำนงค์ ลือชา, คุณบุญเพ็ง พระเหล็กไหล, สังวาลย์ ดาวเหนือ และ ไพบูลย์ เสียงทอง ร่วมกันสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้พี่น้องชาวอีสานอย่างสุดความสามารถ
จากเด็กหญิงกำพร้าที่เคยฝันเพียงแค่อยากได้หลังคาสังกะสีมาคุ้มแดดคุ้มฝนในวันนั้น ในวันนี้ดิฉันภาคภูมิใจเหลือเกินค่ะที่สามารถยืดอกพูดได้เต็มปากว่า ดิฉันเดินมาถึงจุดนี้ได้ด้วยความใฝ่รู้ ความจำ และที่สำคัญที่สุดคือ "วิชาหมอลำที่คุณแม่เฝ้าเพียรสอนสั่ง" มรดกชิ้นนี้จะอยู่กับดิฉัน และดิฉันจะใช้ตำแหน่งวัฒนธรรมสัมพันธ์นี้ ถ่ายทอดและรักษาเสียงลำนำแห่งกุมภวาปีให้อยู่คู่แผ่นดินอีสานตราบนานเท่านานค่ะ
ความเป็นมาฉายาหมอลำ
ฉายาหมอลำไม่มีค่ะ มีเเต่ใช้นามสกุลตัวเอง ก็คือ รัศมี อาลัยรักค่ะ
ทำนองลำที่ถนัด
กลอนลำทำนองอุบลฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
ดิฉันอาจจะเป็นผู้หญิงรูปร่างเล็ก แต่เมื่อใดก็ตามที่จับไมค์และเปล่งเสียงออกไป เสียงของดิฉันจะมีพลัง กังวาน และมีน้ำเสียงที่ไพเราะชัดถ้อยชัดคำอย่างน่าอัศจรรย์ และที่สำคัญ ดิฉันไม่ได้ลำทำนองท้องถิ่นทั่วไป แต่ดิฉันมีลายเซ็นเป็น “ทำนองอุบล” อันอ่อนช้อย ทว่าดุดันและมีจังหวะจะโคนชัดเจน
ซึ่งทำนองอุบลนี้ ดิฉันได้ไปกินนอนฝึกฝนอย่างหนักอยู่ 1 ปีเต็มกับ อาจารย์สมัย ขันซ้อน (ศิษย์แม่คำภา) จนได้จังหวะทำนองที่ถูกต้องแม่นยำ เมื่อเสียงที่ทรงพลังมาผสานกับทำนองอุบลอันเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ดิฉันกลายเป็นหมอลำที่ครองใจเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุ 17 ปีที่เริ่มออกลำกลอนเวทีแรกที่บ้านพันดอน หรือในวัย 34-35 ปีที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “หมอลำซิ่ง” ร่วมกับพ่อจำนงค์ ลือชา และคุณบุญเพ็ง พระเหล็กไหล ดิฉันก็มีงานเต็มมือทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเนื้อเสียงและคลังเพลงที่ไม่เหมือนใครนี่เองค่ะ
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
ผลงานชุด “อีรอกบักหอย”
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (พ.ศ.2552 - 2553 และ พ.ศ.2559)
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำสมคิด กระทิงทอง 2. หมอลำสุใจ ดาวอุดร 3.หมอลำสุวรรณ ปากเข็ด 4. หมอลำบุญเพ็ง พระเหล็กไหล 5. หมอลำสุบิน รถด่วน 6.หมอลำสุนันท์ ฆ้องสามจูม 7.หมอลำเสถียร น้อยลมแดง 8.หมอลำจำนงค์ ลือชา 9.หมอลำบุญเรือง วรวัฒน์ 10.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ 11.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล 12.หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์ 13.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก 14.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี 15.หมอลำลูซี่ ฆ้องสามจูม 16.หมอลำพรชัยทนกเขาขัน 1
มอลำสุนันต์ลัยขอนแก่น พ.ศ.2569
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
ลูกศิษย์ก็มีอยู่ค่ะ เเต่เขายังไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ อยู่เเก่งค้อ และมีอีกอยู่ที่มข. เขาก็เรียนลำ และอีกส่วนหนึ่งก็ไปเป็นครู อย่าง จินตนา แสงอรุณ สายชล มนต์มันจา บางคนก็เรียนมาบ้างและแต่งงานแล้ว ก็ยังไม่ค่อยได้มีชื่อเสียงเท่าไหร่
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
สอนให้ยืดหยุ่น: ดิฉันสอนลูกศิษย์ว่า โลกหมุนไปทุกวัน เราต้องปรับตัวให้ทันรสนิยมของคนฟัง แต่อย่าทิ้งรากเหง้าความถูกต้องของทำนอง และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องมีความกตัญญูและคุณธรรม” เคารพในครูบาอาจารย์ ซื่อสัตย์ต่อเจ้าภาพและคนดู เหมือนที่ดิฉันรักและรักษา “กระดาษกลอนลำ” ทุกใบที่ญาติจากอุบลฯ เขียนให้ดิฉันไว้ตั้งแต่ปี 2508 ดิฉันเก็บมันไว้ยิ่งกว่าชีวิต เพราะมันคือสมบัติที่สร้างดิฉันมา
“ดิฉันมักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่า วิชาหมอลำชิ้นนี้... มันไม่ใช่แค่เสียงร้อง แต่มันคือ ‘มรดกชีวิต’ ที่คุณแม่เฝ้าเพียรสอนสั่งดิฉันมา และในฐานะที่ดิฉันได้รับตำแหน่งวัฒนธรรมสัมพันธ์นี้ ดิฉันจะเคี่ยวเข็ญพวกเจ้า ให้ส่งต่อเสียงลำนำแห่งกุมภวาปีนี้ให้อยู่คู่แผ่นดินอีสานสืบไป”
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
เป็นวิทยากรบรรยายสอนหมอลำที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
รางวัล “วัฒนธรรมสัมพันธ์” จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2563
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องหมอลำให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
อยากบอกลูกหลาน เยาวชนรุ่นใหม่อยากให้สืบสานมรดกศิลปะการแสดง หมอลำกลอนย้อนยุค หมอลำแคน หมอลำซิ่ง อยากให้สืบสานไว้อนุรักษ์ศิลปะหมอลำไว้ การลำก็ลำหมด ทุกทำนอง มีสังวาสอุบล สังวาสขอนแก่น สังวาสภูเขียว พุทไธสง มีทั้งลำสั้น ลำล่อง ลำเต้ย มีลำทำนอง ขอนแก่น อยากให้ลูกหลานและเยาวชนถ้าได้มาหาเเม่รัศมีคุณแม่ก็มีกลอนลำไว้ให้เยอะ มีเกือบทุกรูปแบบ ถ้าลูกหลานคนไหนต้องการเรียนและอยากศึกษาไว้แม่จะถ่ายทอดให้ เพราะหมอลำเราเป็นวัฒนธรรมและ มรดกของภาคอีสานให้อนุรักษ์ไว้ต่อๆกันไป การร้องเพลงใครๆก็ร้องได้แต่ถ้าการลำกลอนมันยาก การเรียน ลำกลอนถ้าไม่ขยันจริงๆหรือไม่เอาใจใส่ก็จะลำไม่เป็น ต้องใจรัก กลอนหนึ่งมันไม่ได้มีน้อยเหมือนเพลงมีเป็น 10 หน้า 11 หน้า แต่มันก็คล้องจองกันและท่องง่ายอยู่ค่ะ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 8 เดือนเมษายน พ.ศ.2569