นางสาวผการัตน์ จันทบุบผา
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำพวงผกา อุดรมิตรนิยม

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

หากย้อนเวลากลับไปมองเส้นทางชีวิตของตัวเอง เสียงแคนและเสียงกลอนลำคือทำนองที่คลอเคลียอยู่ในความทรงจำของฉันมาโดยตลอด แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวทีหมอลำอย่างเป็นทางการนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ฉันมีอายุได้เพียง ๑๕ ปี

ช่วงเวลานั้น ฉันได้พบกับครูหมอลำคนแรกในชีวิตคือ คุณพ่อสำรวย เสียงกระดิ่งทอง ท่านเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาและมอบกลอนลำบทแรกๆ ให้ฉันได้ใช้ฝึกฝนและทำมาหากิน การได้ก้าวขึ้นเวทีในวัยเยาว์เป็นความตื่นเต้นและท้าทายอย่างยิ่ง ฉันเรียนและรับงานลำอยู่ได้ประมาณ ๑ ปี ก็เริ่มตระหนักว่าการแบ่งเวลาชีวิตระหว่างการเรียนในระบบและการเดินสายแสดงหมอลำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในที่สุด ฉันจึงตัดสินใจเลือกทางเดินที่ให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนั้น นั่นคือการหยุดพักเรื่องเวทีหมอลำลงชั่วคราว เพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการเรียนหนังสืออย่างเต็มที่

หลังจากห่างหายจากเสียงกลอนลำไปได้ประมาณปีเศษ โชคชะตาก็พัดพาให้ฉันได้กลับคืนสู่เส้นทางสายนี้อีกครั้ง เมื่อ คุณแม่สุมณฑา ท่านได้เอ่ยปากชวนฉันให้มาเรียนรำด้วยกัน เนื่องจากลูกชายของท่านคือเพื่อนสนิทที่ฉันเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ความผูกพันในวัยเยาว์บวกกับความเมตตาของคุณแม่สุมณฑา ทำให้ฉันได้เริ่มต้นเรียนรำอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยมีท่านเป็นครูผู้ขัดเกลา และในช่วงเวลานี้เองที่ชื่อของ “พวงผกา ธาตุทอง” ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นนามสกุลหมอลำประจำตัวของฉันนับตั้งแต่นั้น

ชีวิตในช่วงนั้นดำเนินไปตามครรลองของเด็กสาวที่ “เรียนไปด้วย รำไปด้วย” นานถึง ๒ ปีเต็ม เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข ก่อนที่จะมีช่วงเวลาที่ต้องหยุดพักไปอีกครั้งด้วยภารกิจของชีวิต

เมื่อถึงเวลาอันสมควร ฉันได้กลับมาสวมวิญญาณหมอลำอีกหน โดยครั้งนี้ได้เข้าไปสังกัดประจำการที่ สำนักงานบานชื่น ซึ่งที่นี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาทักษะกลอนลำของฉัน ฉันได้รับความเมตตาจาก คุณแม่หล่าม (ภรรยาของหมอลำเมธี ดวงไมตรี) ท่านอยากให้ฉันได้ทดลองใช้กลอนลำสายลึกที่มีท่วงทำนองเฉพาะตัว จึงได้นำกลอนลำของ คุณแม่ปรีดา แก้วเสด็จ มาให้ฉันได้ฝึกฝน ฉันใช้เวลาหมกมุ่นและท่องจำกลอนลายแก้วเสด็จอยู่เป็นเวลานานจนซึมซับเข้าสู่เนื้อลึกของสำเนียงลำ

บนเส้นทางอันยาวนานนี้ ฉันตระหนักดีว่าความรู้ของฉันไม่ได้มาจากครูเพียงท่านเดียว แต่เกิดจากการหล่อหลอมจากครูบาอาจารย์มากมายหลายท่าน นอกจากการเรียนรู้โดยตรงแล้ว ฉันยังได้รับความอนุเคราะห์จากหัวหน้าสำนักงานที่ช่วยประสานงานจัดซื้อบทกลอนลำอันทรงคุณค่ามาให้ศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงได้มีโอกาสศึกษาบทกลอนของ คุณแม่ยุภาพร สายลมเย็น อีกด้วย และบุคคลสำคัญที่สุดเบื้องหลังความสำเร็จนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “คุณแม่สวย” มารดาของฉันเอง ท่านคือผู้สนับสนุนหลักที่คอยจัดหาและซื้อบทกลอนลำจากอาจารย์ท่านต่างๆ มาให้ฉันได้ท่องจำ แม้บางบทจะได้นำไปใช้บ้าง หรือไม่ได้ใช้บ้างตามจังหวะเวลาและการแสดง แต่นั่นคือคลังความรู้และหยาดเหงื่อที่แม่มอบให้

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

 ได้มาจากคุณแม่ค่ะ ตอนแรกชื่อพวงผกา ธาตุทอง แล้วค่อยมาเป็นพวงผกา สหลาตันอันนี้คุณแม่เปลี่ยนให้ ก่อนหน้านั้นได้ไปอยู่กับเสียงอีสาน1ปีจึงหยุดลำซิ่งไปไปรำเสียงอีสานออกมาแม่บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ใช้ฉายาของแม่ เลยจะได้สืบทอดไว้ จึงได้เป็นฉายาดารากรตามคุณแม่แสนสวย ดารากร ปัจจุบันนี้ใช้ชื่อ พวงผกา ดารากรค่ะ

ด้านทำนองลำที่ถนัด

กลอนลำทำนองขอนแก่น                                                                                     

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

สิ่งแรกที่ฉันตั้งใจนำเสนอคือ "การลำไหว้ครู" ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวหมอลำ โดยดิฉัน/ได้นำบทกลอนไหว้ครูมาปรับประยุกต์ให้มีความร่วมสมัย เพื่อเป็นการเริ่มต้นรายงานตัว ฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อแม่พี่น้องและผู้ฟังทุกท่านอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น

เอกลักษณ์ของฉันบนเวทีคือการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการลำแก้และการโต้ตอบบทกลอนอย่างทันท่วงที มีการรับส่งมุกตลกขบขันและสอดแทรกความสนุกสนานอย่างมีศิลปะ ทำให้บทสนทนาบนเวทีมีความลื่นไหลและดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ตลอดเวลา                                                                        

ในส่วนของกลอนเกี้ยวพาราสี การถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ อ่อนหวาน และเป็นกันเอง เนื้อหาของกลอนลำมีการหยิบยกเรื่องราววิถีชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ และอารมณ์ขันของชาวบ้านมาสอดแทรกอย่างคมคาย ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างหมอลำและผู้ชมหน้าเวที

แม้จะเน้นความบันเทิงและสนุกสนาน แต่ในด้านความถูกต้องของทำนองหลัก ดิฉันยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ "การลำทางยาว" และลำประยุกต์ ซึ่งต้องอาศัยการทอดเสียงและลูกเอื้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนตามแบบฉบับหมอลำแถบอุดรธานี (คณะอุดรมิตรนิยม) เพื่อรักษาคุณค่าดั้งเดิมของกลอนลำและส่งต่ออารมณ์ความรู้สึกไปยังผู้ฟังได้อย่างลึกซึ้ง

 ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. ผลงานเพลง “อกหักบอกผัวบ่ได้” (แต่งเอง ร้องเอง)                                 

2. ผลงานบันทึกเสียงเพลง “ทะเลบัวแดง” ของ ดร.สุกิจ                                            

การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (วังเวียง, สะหวันนะเขต)     

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. หมอลำมิตร สยามลำซิ่ง   2. หมอลำปูเป้ มิวสิค   3. หมอลำฮ่องกง มิวสิค   4.สมพงษ์น้อย ดาวเหนือ   5.หมอลำวีระชัยน้อย ดาวเหนือ   6.หมอลำวีระยุทธ ดาวเหนือ   7.หมอลำทินกรน้อย ดาวเหนือ   8.หมอลำสุริยา พันแสน   9.หมอลำจอมเทพ พันแสน   10.หมอลำอนุรักษ์ พันแสน   11.หมอลำเอกราช พันแสน   12.หมอลำมงคล พันแสน   13.หมอลำธีระชัย พันแสน   14.หมอลำพิชิตชัย ชัยมงคล   15.หมอลำกิตติ ดวงไมตรี   16.หมอลำก้องภพ ธงทอง   17.หมอลำราชันย์ พันล้าน   18.หมอลำบุญชู ฟ้าสะอื้น   19.หมอลำสุรพงษ์ พันแสน    20.หมอลำอนันต์น้อย พระเหล็กไหล   21.หมอลำพรชัย นกเขาทอง   22.หมอลำมงคลชัย นกเขาขัน   23.หมอลำสำราญ ดาวรุ่ง   24.หมอลำวณัฐน้อย ดาวเหนือ   25.หมอลำวิทยา ฟ้าไมตรี                                     

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1.หมอลำบิว ณัฐธิดา ดารากร   2.หมอลำปูเป้ พัชร ดารากร   3.หมอลำเปรี้ยว อริตา ดารากร   4.หมอลำทศพร มิตรนิยมจากหนองบัวลำภู   5.หมอลำบดินทร์ธร ธงทอง                                                         

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

สิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อเด็กๆ เดินเข้ามาหา ไม่ใช่การกางสมุดเขียนกลอนลำให้ท่อง แต่คือการนั่งคุยเพื่อปรับทัศนคติ ฉันจะบอกพวกเขาเสมอว่า “ทางสายนี้มันเหนื่อยนะ ต้องมีวินัยและอดทนสูงมาก” โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังต้องเรียนหนังสือควบคู่ไปด้วย ฉันจะย้ำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการเรียนไม่ให้ทิ้ง หลังจากนั้นฉันจะให้พวกเขาฝึก “ฟัง” ฟังเสียงแคน ฟังทำนองลำขอนแก่น ทำนองประยุกต์ หรือทำนองสายต่างๆ ให้ซึมซับเข้าทุกอณูความรู้สึก ให้ร่างกายมันจำจังหวะได้เองก่อนที่จะเริ่มอ้าปากร้อง

เวลาสอนกลอนลำ ฉันยังคงใช้วิธีโบราณที่ได้ผลที่สุด คือการสืบทอดแบบปากต่อปาก หรือมุขปาฐะ ฉันจะร้องนำให้ฟังทีละวรรค เพื่อให้ศิษย์คอยสังเกตการอักขระภาษาอีสานที่ถูกต้อง การเอื้อนเสียง และการใช้ลูกคอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่ฉันส่งกลอนลำให้ ฉันจะเล่าให้พวกเขาฟังเสมอว่า “กลอนนี้เป็นของครูท่านไหน” ไม่ว่าจะเป็นของคุณพ่อสำรวย คุณแม่แก้วเสด็จ หรือคุณแม่ยุภาพร ฉันอยากให้พวกเขารู้ที่มาที่ไป เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจและเคารพในภูมิปัญญาของบรมครู เหมือนที่ฉันเคยได้รับความรักความเมตตาจากครูหลายๆ ท่านในอดีต

หมอลำที่เก่ง ไม่ใช่คนที่ยืนร้องตามโพยได้จนจบ แต่ต้องมี “เสน่ห์” และ “ปฏิภาณไหวพริบ” เวลาสอน ฉันจึงชอบจำลองสถานการณ์หน้าเวที ฉันจะสวมบทบาทเป็นหมอลำฝ่ายตรงข้ามคอยลำคู่โต้ตอบ สวนกลอนลำ หรือส่งมุกสดๆ ใส่ เพื่อฝึกให้พวกเขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เป็น ไม่ตื่นเวที นอกจากนี้ต้องสอนเรื่อง “จริต” การใช้น้ำเสียงเกี้ยวพาราสีที่ต้องดูน่ารัก อ่อนหวาน สุภาพแต่คมคาย รวมถึงการวาดฟ้อนและการสบตากับคนฟัง เพราะแววตาของหมอลำคือสะพานที่เชื่อมใจเรากับผู้ชมสำหรับฉัน การสอนหมอลำไม่ใช่แค่การส่งต่อวิชาชีพ แต่มันคือการส่งต่อจิตวิญญาณ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความรักในวัฒนธรรมอีสาน ฉันหวังเพียงว่า เมล็ดพันธุ์ที่ฉันตั้งใจรดน้ำพรวนดินเหล่านี้ จะเติบโตไปเป็นหมอลำที่มีคุณภาพ และพร้อมที่จะส่งต่อความม่วนซื่นอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินอีสานต่อไปค่ะ              

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

ชนะเลิศ หมอลำซิ่ง ลีโอเบียร์ อีสานตอนบน

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

ตัดเย็บชุดหมอลำ

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. ตัดเย็บชุดหมอลำ                                                                                                         

 2. ตัดเย็บกระเป๋าใส่เครื่องดนตรี                                                                             

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

อยากให้ซื่อสัตย์ในวิชาชีพค่ะแล้วก็ตั้งใจฝึกฝนหมั่นเพียรศึกษาให้เข้าถึงความเป็นหมอลำที่แท้จริง เพราะว่า หมอลำเป็นมรดกอันลํ้าค่าของคนอีสานอยากให้ช่วยกันสืบทอดให้ถึงแก่นแท้ความเป็นหมอลำให้อยู่คู่กับคนอีสาน ไปนานๆค่ะ

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน