นายประยูร หาญประชุม
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำประยูร บี52

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

หากจะให้ย้อนวันวานกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในโลกของหมอลำ มันเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ เรียนอยู่ชั้นประถม 3 ประถม 4 เท่านั้นเอง ตอนนั้นยังไม่จบโรงเรียนดีด้วยซ้ำ แต่สายเลือดศิลปินมันเข้มข้น เพราะคุณพ่อของผมท่านเป็นหมอลำอยู่แล้ว เวลาที่มีลูกศิษย์ลูกหาแวะเวียนมาต่อกลอน มาฝึกร้องฝึกรำกับคุณพ่อ ผมก็มักจะคอยนั่งอยู่ใกล้ ๆ คอยฟัง คอยสังเกต แล้วก็จำเอากลอนลำเหล่านั้นมาใส่ใจจนขึ้นใจ ถือเป็นครูพักลักจำก้าวแรกในชีวิต

หลังจากซึมซับจากคุณพ่อมาได้ระดับหนึ่ง ผมก็มีโอกาสได้ฝากตัวเป็นศิษย์และเรียนรู้เพิ่มเติมจากครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เริ่มจาก พ่อบุญเกิด จากนั้นก็ขยับขยายมาเรียนกับ พ่อหมอลำสมเกียรติ นิระราช และ พ่อหมอลำอุดม จรวด ได้วิชาความรู้ต่อยอดมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ

จากเวทีใหญ่ “หมอลำหมู่” สู่ความจัดจ้านของ “หมอลำกลอน”

ในอดีตตอนที่ก้าวเข้าสู่วงการหมอลำเรื่องต่อกลอน หรือหมอลำหมู่ ผมได้ร่วมงานกับ “คณะขวัญใจจักรวาล” ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นคณะที่โด่งดังและรำคู่คี่สูสีกันมาแบบกินกันไม่ลงกับ “คณะรังสิมันต์” ของพ่อทองคำ เพลงดี และแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน (ศิลปินแห่งชาติ) เรียกได้ว่าเป็นยุคทองที่ขับเคี่ยวกันอย่างสนุกสนาน

แต่พออยู่หมอลำหมู่ไปได้ระยะหนึ่ง ด้วยความที่คณะใหญ่ คนเยอะ การบริหารจัดการและการเดินทางมีความลำบากตามประสา ถึงมันจะสนุกสนานเร้าใจแค่ไหน สุดท้ายผมจึงตัดสินใจหันหลังให้เวทีใหญ่ แล้วหวนกลับมาสู่อ้อมกอดของ “หมอลำกลอน” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราฝึกฝนและผูกพันมาตั้งแต่เยาว์วัย

เอกลักษณ์แห่งทำนอง และศิษย์มีครูผู้ไปตามพื้นถิ่น

เสน่ห์ของหมอลำในยุคก่อน คือความยืดหยุ่นและการปรับตัวไปตามหน้างาน เวลาเดินทางไปแสดงในแต่ละพื้นที่ ทำนองและจังหวะก็จะมีความหลากหลาย ผสมผสานกันไปตามความนิยมของเจ้าภาพและคนในท้องถิ่นนั้น ๆ

  • ถ้าไปแถวขอนแก่น เขาก็จะรำอีกแบบหนึ่ง
  • ลงไปทางอุบลราชธานี ก็จะเป็นท่วงทำนองพื้นบ้านเฉพาะถิ่นของเขา
  • พอขึ้นมาทางอุดรธานี ท่วงทำนองก็ปรับเปลี่ยนไปอีกสไตล์

เวลาที่พรรคพวกพากันไปทำการแสดงที่ไหน เราจะไปฝืนหรือไปขัดกับวัฒนธรรมความคุ้นชินของคนพื้นที่ไม่ได้ เขาทำแบบไหน รำสไตล์ไหน เราก็ต้องลื่นไหลและปรับตัวรำตามแบบแผนของเขาไปให้กลมกลืนที่สุด แต่ถ้าถามถึง “เอกลักษณ์ประจำตัว” ที่เป็นตัวตนของพ่อประยูรจริง ๆ สำเนียงและท่วงทำนองที่เป็นลายเซ็นของผมเลยก็คือ “ทำนองพุทไธสง”

ในชีวิตของการเป็นหมอลำ ผมเคยมีโอกาสได้อัดแผ่นเสียงออกอัลบั้มกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่ก็นานมากจนตอนนี้ความทรงจำเริ่มเลือนรางไปตามกาลเวลาแล้ว ทว่า มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังแจ่มชัดและเป็นความภาคภูมิใจในชีวิต คือตอนที่ตัดสินใจเข้าร่วมการประกวดหมอลำระดับประเทศ ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ. 2521 ยุคเซ็นทรัลแล็บหรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ขอนแก่นในสมัยนั้น การประกวดไม่ได้จบลงในวันเดียว แต่เขารับสมัครและประกวดคัดเลือกกันทั้งปี หมอลำฝีมือดีจากทั่วสารทิศทั่วประเทศไทยต่างหลั่งไหลมารวมตัวกัน บนเวทีนั้นผมลงประกวดในประเภท “หมอลำกลอนรำคู่” (รำคู่กับหมอลำฝ่ายหญิง) ขับเคี่ยวกันจนถึงรอบสุดท้าย ผลปรากฏว่าผมได้อันดับที่ 4 ของประเทศ แม้ว่าทางกองประกวดเขาจะมอบรางวัลอย่างเป็นทางการแค่ 3 อันดับแรก แต่การพาตัวเองขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศท่ามกลางสุดยอดฝีมือในยุคนั้นได้ ก็ถือเป็นเกียรติประวัติครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตการแสดงของผมแล้ว

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

ได้ฉายาในช่วงสงครามเวียดนาม เนื่องจากมีเครื่องบินไอพ่น B52 มาลงที่อุดรธานีและอู่ตะเภา และลักษณะการลำของท่านมีเสียงดังชัดเจนเหมือนเครื่องบินขึ้นลง คนจึงตั้งฉายาให้ว่า B52                

ด้านทำนองลำที่ถนัด

1.ทำนองขอนแก่น 

2.ทำนองอุบล 

3. เอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ทำนองพุทไธสง   

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

สไตล์การลำของผมจะมุ่งเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตของผู้ฟัง ไม่ใช่ให้แค่ความบันเทิงสนุกสนานชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็ลืมไป บนเวทีนั้น ผมเลือกที่จะหยิบยกหลัก “ศีล 5 และคติธรรม” มาขยายความอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไล่เรียงอธิบายความหมายของศีลแต่ละข้อให้คนฟังเข้าใจง่าย เพื่อเป็นประทีปส่องทางให้พวกเขาดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและอยู่ในศีลในธรรม การจะเอาธรรมะหรือเรื่องหนัก ๆ มาเล่าให้ชาวบ้านฟังจนสว่างคาตา ถ้าเราเดินหน้าใส่หลักธรรมตรง ๆ คนฟังก็คงจะหนีหายหมด เอกลักษณ์ที่ผมใช้มัดใจคนฟังเสมอมาคือ “การผูกเรื่องราวและสอดแทรกลูกล่อลูกชนด้วยมุกตลกพื้นบ้าน”                  สิ่งที่เป็นเหมือน “ลายเซ็นประจำตัว” ของผมบนเวทีเสมอก็คือ “ทำนองพุทไธสง” ซึ่งเป็นทำนองที่มีจังหวะจะโคนกระชับ ชัดถ้อยชัดคำ ลื่นไหล ลุ่มลึกอยู่ในที แต่ก็ไม่ได้เนิบนาบจนน่าเบื่อ เพราะมันแฝงความสนุกสนาน และเปิดโอกาสให้เราได้เทศนาธรรมหรือสั่งสอนคนฟังตามแบบฉบับหมอลำกลอนโบราณได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งนี่คือความต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทำนองทางขอนแก่นหรืออุบลราชธานี       

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว                                    

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. คณะขวัญใจจักรวาล   2.หมอลำบุญช่วง เด่นดวง   3. หมอลำสุนทร ชัยรุ่งเรือง   4. หมอลำทองเลื่อน ศรีคำเวียง   5. หมอลำแสวง ภูมิสาคู   6. หมอลำชุมพร นนทรีชา    7. หมอลำสุนทร นกเขาวิว   8. ทองหล่อ   9. หมอเสงี่ยม ลมบน   9.หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาลย์   10.หมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ   11.หมอลำรัศมี อาลัยรัก   12.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที   13.หมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน   14.หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง   15.หมอลำยุภาพร สายลมเย็น   16.หมอลำหวานใจ ทองงาม  

มีลูกศิษย์ (หมอลำ)

1. นายเพชร  2. นายอำนาจ 3. นายเกียง  4. นายอำมอก มรินทร์            

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

ก่อนที่ผมจะยอมให้ลูกศิษย์ขึ้นลำออกเวที สิ่งแรกที่ต้องเคี่ยวกรำอย่างหนักคือ "ระบบลมหายใจและการออกเสียง"

  • หมอลำกลอนที่ดี น้ำเสียงต้องมีความนิ่ง ทรงพลัง และมีสมาธิสูง ผมจะสอนให้ลูกศิษย์รู้จักการกักเก็บลมหายใจ การเอื้อนเสียงสูง-ต่ำให้ถูกจังหวะจะโคน
  • ที่สำคัญที่สุดคือ "ต้องลำให้เข้ากับเสียงแคน" ผมจะฝึกให้ลูกศิษย์ฟังเสียงแคนจนขึ้นใจ ให้เสียงลำกับเสียงแคนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ร้องไปทาง แคนเป่าไปอีกทาง เพราะถ้าฐานรากตรงนี้ไม่แน่น ท่วงทำนองที่เปล่งออกมาก็จะไม่น่าฟัง

ผมสอนให้พวกเขารู้จักการสังเกตหน้างานและคนฟัง ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและท่วงทำนองของแต่ละพื้นที่ที่ไปทำการแสดง ไปเมืองไหน งานสไตล์ไหน ต้องไหลตามเขาไปให้กลมกลืน ไม่ขัดใจเจ้าภาพ

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษา "ลายเซ็นประจำตัว" ของเราเอาไว้ให้มั่น อย่างผมที่ยึดมั่นใน "ทำนองพุทไธสง" ที่กระชับและลุ่มลึก ผมก็จะเคี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์มีทำนองที่เป็นลายเซ็นของตัวเองเช่นกัน เพื่อให้คนฟังจำได้ทันทีว่านี่คือศิษย์มีครู                           

การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

1. โรงเรียนในอำเภอหนองหาน      

2. โรงเรียนในอำเภอกุดจับ 

3. โรงเรียนในอำเภอเพ็ญ 

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

รางวัลที่ 4 จากการประกวดหมอลำระดับประเทศ    

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. เกษตรกร    2. อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน (2515)   3. อดีตผู้ใหญ่บ้าน (2529)   4. อดีตกำนัน (2533)   5. ประธานสภาตำบล  6. นายก อบต.นาข่า (นานกว่า 20ปี)                                    

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

ท่านมองว่าการสืบสานจะสำเร็จได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่และหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ควรสนับสนุนงบประมาณและเวลาในการฝึกสอนที่ต่อเนื่อง (เช่น สอนทั้งปี) ไม่ใช่เพียงการอบรมระยะสั้น 1 - 2 วัน ซึ่งไม่สามารถทำให้เป็นหมอลำได้จริง และท่านยังคงยินดีให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ที่อยากสืบทอดอาชีพนี้ไม่ให้สูญหายไป     

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ.2569                           

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน