นายบุญชู บัวลอย
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำบุญชู ฟ้าสะอื้น

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

จุดเริ่มต้นในสายอาชีพนี้ เกิดขึ้นจากความรักและความอยากเป็นหมอลำอย่างเต็มหัวใจ ผมตัดสินใจออกเดินทางไปอยู่กับเพื่อนที่คณะหมอลำเล็ก ๆ ในอำเภอไชยวาน ชื่อว่า “คณะเพชรชมพู” ในยุคแรกนั้น ผมเริ่มทำงานตั้งแต่จุดต่ำสุดคือการเป็นคอนวอย หรือคนยกของ แบกหามเครื่องเสียงและอุปกรณ์เวที ได้ค่าแรงเพียงคืนละ 200 บาทเท่านั้น แต่ด้วยความใจรัก ทางคณะก็เมตตาให้ผมได้ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีบ้าง คืนละเพลงสองเพลง ซึ่งนั่นถือเป็นพื้นที่ฝึกฝนและหล่อเลี้ยงความฝันของผมทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งค่อย ๆ พัฒนาขยับขยายขึ้นมาเป็นหมอลำอย่างเต็มตัว

เวลาต่อมา ผมมีโอกาสได้ย้ายมาอยู่กับ “คณะเพชรอุดร” ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองอุดรธานี โดยได้รับความกรุณาจากคุณพ่อ ผอ.ร่วมฤทธิ์ ที่ท่านเมตตาให้ผมมาอาศัยและร่วมงานด้วยเป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี

จุดเปลี่ยนสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่าน ในช่วงที่ผมอยู่กับคณะเพชรอุดรนั้น วงการหมอลำเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ "หมอลำหมู่" ที่เคยรุ่งเรืองเริ่มเสื่อมความนิยมลง ในขณะที่ "หมอลำซิ่ง" กำลังก้าวเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างมากในสังคม ส่งผลให้คณะหมอลำหมู่ของพวกเราต้องยุบวงไปในที่สุด

 เมื่อคณะเดิมยุบตัวลง หัวหน้าคณะหมอลำเพชรอุดรซึ่งท่านเป็นเพื่อนสนิทกับ คุณพ่อบุญหลาย (ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ข้างวัดมัชฌิมาวาส ในตัวเมืองอุดรธานี) ได้นำผมไปฝากฝังไว้กับคุณพ่อบุญหลายและแม่เก่ง เพื่อให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์แขนงใหม่ นั่นคือ “ลำซิ่ง” และ “ลำกลอนประยุกต์”

ตอนนั้นผมอายุประมาณ 27-28 ปีแล้ว ถือเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตยากลำบากและทุกข์ยากมาก ในช่วงเวลานั้น ครอบครัวของผมได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลผ่าน โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 12,000 บาท ซึ่งเป็นเงินก้อนเดียวที่พวกเรามี

ผมจำได้ดีว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่และบีบหัวใจมาก ผมหันไปพูดคุยปรึกษากับลูกและภรรยาอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรามีเงินเหลือแค่นี้นะ และพ่อจะขอเอาเงินก้อนนี้ไปเรียนลำ” ซึ่งในตอนนั้น ค่าครูที่อาจารย์ท่านเรียกเก็บคือ 10,000 บาท แต่ท่านก็เมตตาให้เราผ่อนจ่ายแบ่งเป็น 2 งวดได้ ผมจึงยอมเสี่ยงและทุ่มเทเงินก้อนนั้นไปเพื่อการศึกษาศาสตร์แห่งหมอลำอย่างจริงจัง

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

ฉายา “บุญชู ฟ้าสะอื้น” มาจากครูบุญหลายเป็นผู้ตั้งให้ โดยเปลี่ยนจากชื่อจริงคือ “ชูชาติ” เป็น “บุญชู” และใช้นามสกุลในวงการว่า “ฟ้าสะอื้น” ตามชื่อของตัวครูเอง                    

ด้านทำนองลำที่ถนัด

ท่านสามารถลำได้เกือบทุกทำนอง เช่น ขอนแก่น, อุบล, สารคาม, ลำกลอน และลำซิ่ง แต่ที่ถือเป็น เอกลักษณ์และความถนัดพิเศษคือทำนองขอนแก่น                                   

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

 หลายคนมักจะถามถึง "เอกลักษณ์" ในการเดินกลอนหรือการแสดงของผม ถ้าให้พูดกันตามตรง ส่วนใหญ่แล้วแฟน ๆ หรือคนในวงการมักจะมองว่าสไตล์การรำของผมนั้น มีความคล้ายคลึงกับ "คุณพ่อพรศักดิ์ ส่องแสง" จนบางคนถึงกับยกฉายาให้เป็น พรศักดิ์ 2 เลยทีเดียวครับ เวลาขึ้นเวทีส่วนใหญ่คนก็มักจะขอเพลงหรือขอให้รำในสไตล์ของพรศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นแนวเต้ย ลำเพลิน หรือลำแพน ซึ่งเป็นแนวที่ผมถนัด

ส่วนเรื่อง ลีลาท่าฟ้อน ผมจะเน้นการฟ้อนตามแบบฉบับหมอลำเพลินสมัยเก่า โดยศึกษาและยึดเอาแนวทางการฟ้อนมาจาก "อาจารย์สมจิตร บ่อทอง" เป็นต้นแบบ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะถ่อมตนว่ามืออาจจะแข็งไปบ้าง ไม่ชดช้อยเท่าปรมาจารย์ แต่ก็ถือเป็นสไตล์การฟ้อนที่เป็นตัวของตัวเองครับ

สำหรับ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมหน้าเวที ผมเน้นความเรียบง่าย เป็นกันเอง มีการหยอกล้อและพูดคุยกับแฟน ๆ หน้าเวทีบ้างเพื่อสร้างความสนุกสนาน ทั้งนี้ต้องคอยสังเกตและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และบรรยากาศของแต่ละพื้นที่ บางหมู่บ้านเล่นหยอกล้อได้มาก บางหมู่บ้านเน้นความเรียบร้อยเราก็ต้องเดินกลอนรำเพียงอย่างเดียวครับ

การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ 

1. คณะเพชรชมพู   2. คณะเพชรอุดร   3. แม่พัชรี แก้วเสด็จ   4. สารคามโปรโมชั่น   5.หมอลำนันทนา แก้วเสด็จ   6.หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ   7.หมอลำพิศมัย สายลมเย็น   8.หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง   9.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที   10.หมอลำเลิศนภา กระทิงทอง   11.หมอลำยุวลี สายลมเย็น   12.หมอลำรัศมีน้อย สายลมเย็น   13.หมอลำอรสา ธาตุทอง   14.หมอลำอรวี สายลมเย็น   15.หมอลำบุษบา แก้วเสด็จ   16.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ    17.หมอลำยุภาพร สายลมเย็น   18.หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์   19.หมอลำคำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด   20.หมอลำบุญเลิศ ฟ้าสะอื้น   21.หมอลำเพ็ญนภา ธาตุทอง   22.หมอลำพวงผกา สลาตัน   23.หมอลำเย็นจิต หงษา     

มีลูกศิษย์ (หมอลำ)

1. หมอลำเรวัตร ฟ้าสะอื้น         2. หมอลำวิเชียร ฟ้าสะอื้น   3. หมอลำภิรมย์น้อย ฟ้าสะอื้น 4. หมอลำรุ่ง ฟ้าสะอื้น                                 

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

การเรียนการสอนหมอลำในยุคของผม ซึ่งเน้นไปที่ หมอลำซิ่ง (ไม่ได้เน้นลำกลอนโบราณ) จะมีขั้นตอนพื้นฐานดังนี้ครับ:

  • จดกลอนลำ: เริ่มต้นผมจะให้ศิษย์จดตัวหนังสือของกลอนลำให้ได้ครบถ้วนก่อน
  • ท่องจำและฝึกรำทีละท่อน: เมื่อจดแล้ว ต้องไปท่องจำให้ขึ้นใจ จากนั้นผมจะรำให้ฟังเป็นต้นแบบทีละวรรค ทีละตอน แล้วค่อย ๆ ฝึกตามกันไปทีละขั้นตอน
  • ขึ้นอ้อ (ยอครู): อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการสอนบทไหว้ครูหรือการ "ขึ้นอ้อ" ก่อนที่จะเริ่มลำกลอนประยุกต์ต่าง ๆ

ระยะเวลาในการเรียน: เนื่องจากเด็ก ๆ ยุคนี้ค่อนข้างเก่งและมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี ทำให้เรียนรู้ได้เร็ว หากถามว่านานไหมกว่าจะออกงานได้... จริง ๆ แล้วประมาณ 3 เดือน ก็พอจะเริ่มพาขึ้นเวทีไปกับครูเพื่อเรียนรู้งานและร้องสักกลอนสองกลอนได้แล้วครับ แต่กว่าจะเก่งจนสามารถรำได้ครบยก และครูมั่นใจที่จะปล่อยให้รับงานเองได้เต็มตัวนั้น ต้องใช้เวลาฝึกฝนและสะสมประสบการณ์อย่างต่ำ 1 ปีเต็ม ครับ

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

ประกวดหมอลำในงานทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

เกษตรกร                                                     

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ 

ในฐานะศิลปินรุ่นเก่าที่อยู่กับเวทีหมอลำมานาน เมื่อมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและกระแสต่าง ๆ ไปไกลอย่างรวดเร็ว สิ่งหนึ่งที่อดเป็นห่วงไม่ได้และอยากจะฝากไว้ให้คิด คือเรื่องของ "ภาพลักษณ์และการแต่งกายหน้าเวที" ของศิลปินรุ่นใหม่ครับ

ทุกวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสความนิยมและการแข่งขันมันสูงขึ้น จนบางครั้งการแสดงหน้าเวทีมีการเลือกใช้ชุดที่วาบหวิวหรือเปิดเผยเนื้อหนังจนเกินไป ซึ่งในมุมมองของครูหมอลำ ยุคนี้ถือว่ากระแสนี้ค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร และมันอาจจะส่งผลให้ภาพพจน์รวมถึงคุณค่าของศิลปะหมอลำที่สืบทอดกันมาดูไม่ค่อยดีในสายตาของสาธารณชน

เรื่องการแสดงหรือลายรำต่าง ๆ ในยุคนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ เด็ก ๆ เก่งกันมาก แต่สิ่งที่จะมัดใจคนดูและเจ้าภาพได้อย่างยั่งยืนคือ "เสน่ห์เฉพาะตัวและการลำที่ดี" หมอลำแต่ละคนมีเอกลักษณ์และมีดีในตัวเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาชุดที่เปิดเผยเกินงามเลย

การรักษาขนบธรรมเนียมเรื่องการแต่งกายให้พอดูดี มิดชิด และมีเทศะกาล ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาศักดิ์ศรีของตัวศิลปินเองเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาภาพพจน์ของ "หมอลำ" ให้เป็นศิลปะการแสดงที่งดงาม น่าเคารพ และอยู่คู่กับสังคมไทยไปได้อย่างภาคภูมิครับ ขอฝากสิ่งนี้ไว้กับศิลปินยุคใหม่ คนหนุ่มคนสาวทุกคนไว้ด้วยครับผม

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ.2569

                                                      

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน