นางมณฑา สีบุญเรือง
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

แม่ครูสุมณฑา ธาตุทอง เติบโตมาในครอบครัวศิลปินอย่างแท้จริง โดยมีคุณพ่อเป็นหมอแคน (พ่อแถว ธาตุทอง) และคุณแม่เป็นหมอลำ (แม่บุญถิ่น ธาตุทอง) เส้นทางการเป็นหมอลำของแม่ครูเริ่มขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ซึ่งเป็นระดับชั้นสูงสุดที่ได้เรียนเนื่องจากสมัยก่อนครอบครัวยังไม่ส่งเสริมด้านการศึกษาทั่วไป แต่เน้นให้สืบทอดวิชาชีพ) คุณแม่ของแม่ครูมองเห็นว่าเธอเป็นคนมีแววที่สุดในบรรดาลูกๆ เพราะมีน้ำเสียงดีและมีพรสวรรค์ในการนอนดึกตื่นเช้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของหมอลำ ในวัยเด็กคุณแม่จะปลุกแม่ครูขึ้นมาตั้งแต่ตี 2 ตี 3 เพื่อฝึกท่องและซ้อมอ่านกลอนลำตามแบบคนโบราณ

ต่อมาแม่ครูได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ อาจารย์สํานวณ ชัยชนะ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ “พ่อเคน ดาเหลา” (ศิลปินแห่งชาติ) และได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาหมอลำกับอาจารย์สำนวณเพียงคนเดียวมาตลอด ตั้งแต่เรียนจบ ป.4 จนถึงอายุประมาณ 13-14 ปี โดยไม่เคยไปเรียนต่อกับครูคนอื่นอีกเลย หลังจากเรียนจบจากครูบาอาจารย์ แม่ครูได้แต่งงานกับ คุณพิมพ์จันทร์ ศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นชาวฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ โดยมีอาจารย์สำนวณ ชัยชนะ เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจัดหาคู่ครองให้ เมื่อแต่งงานแล้ว แม่ครูได้นำขัน 5 ไปกราบลาครูบาอาจารย์เพื่อมาตั้งสำนักงานหมอลำของตัวเองในวัยประมาณ 28-29 ปี ในยุคที่แม่ครูโด่งดัง ถือเป็นหมอลำที่มีชื่อเสียงอย่างมาก หากยุคนั้นมีโทรทัศน์หรือโทรศัพท์เข้าถึงเหมือนปัจจุบันก็นับว่าเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์ ในช่วงที่งานชุกที่สุด แม่ครูมีงานจ้างถึงวันละ 6-7 งาน จนเจ้าภาพบางรายหากไม่ได้หมอลำสุมณฑาไปแสดง ก็ยอมที่จะเลื่อนวันจัดงานเพื่อรอคิวเลยทีเดียวในการแสดงสมัยก่อน จะไม่มีการจับคู่ถาวรหรือเลือกคู่ลำแบบเฉพาะเจาะจง แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าภาพว่าจะจ้างใครมาประชันกัน แม่ครูเคยร่วมเวทีประชันกลอนลำกับบรมครูหลายท่าน เช่น อาจารย์สํานวณ ชัยชนะ, อาจารย์สมบัติ, อาจารย์บุญเสริม รวมถึง พ่อเคน ดาเหลา การลำในยุคนั้นมีความเข้มข้นมาก หมอลำต้องขึ้นเวทีตั้งแต่ 3 ทุ่ม ลำสู้กันไปจนถึง 6 โมงเช้า (จนพระอาทิตย์ขึ้นจึงจะเลิก) กฎระเบียบของครูบาอาจารย์โบราณเข้มงวดมาก หากหมอลำไม่สามารถท่องกลอนลำให้จำได้อย่างแม่นยำอย่างน้อย 100-200 กลอน ครูก็จะไม่ยอมปล่อยให้ออกงานเด็ดขาด สำหรับ ทํานองลำที่ถนัด แม่ครูสามารถลำได้ทุกทำนอง แต่หลักๆ จะยึดทำนองจังหวะสายอุบลราชธานี (สายของพ่อเคน, แม่บุญเพ็ญ, แม่บุญช่วง) เป็นหลักตั้งต้น ส่วนทํานองอื่นๆ ก็นำมาประยุกต์และใช้สอนลูกศิษย์ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 ในอดีตแม่ครูยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกภูมิใจในอาชีพนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสังคมสมัยก่อนมักดูถูกว่าเป็นอาชีพ "เต้นกินรำกิน" แม้กระทั่งเวลามีผู้ชายมาชอบ ครอบครัวฝ่ายชายก็มักจะกีดกันและไม่คบหาด้วย ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่อาชีพนี้ได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างกว้างขวาง ทำให้แม่ครูรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ใช้ความคิดความสามารถสืบสานวัฒนธรรมอีสานมาจนถึงทุกวันนี้ ในเรื่องของ การอัดแผ่นเสียงหรือทำอัลบั้ม แม่ครูไม่เคยมีผลงานบันทึกแผ่นเสียงเลย แม้จะมีบริษัทติดต่อเข้ามามากมาย เนื่องจากแม่ครูเลือกที่จะให้ความสำคัญกับครอบครัวและสามีก่อน เมื่อปรึกษาสามีแล้ว สามีมีความคิดแบบคนโบราณที่กลัวว่าหากภรรยามีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ แล้วจะลืมตัวหรือละเลยครอบครัว และมองว่าทำงานหากินแค่พอเลี้ยงลูกเลี้ยงน้องได้ก็เพียงพอแล้ว แม่ครูจึงตัดสินใจปฏิเสธโอกาสเหล่านั้นไป

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

 "เรื่องชื่อเสียงเรียงนามหรือฉายาหมอลำเนี่ยนะ... สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านจะไม่ค่อยตั้งฉายาแปลกๆ ใหม่ๆ ให้หรอก อันนี้คือในส่วนของอาจารย์แม่นะ ของคนอื่นแม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำแบบไหน

ตอนนั้นอาจารย์ท่านบอกกับแม่ว่า 'ชื่อแช่เนี่ย พ่อแม่เขาตั้งมาให้แต่เกิด มันเป็นสิ่งมงคลที่สุดแล้ว ให้เอาชื่อของพ่อของแม่นี่แหละไปใช้ร้องใช้ลำ ถ้าระลึกถึงพ่อแม่ มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา พ่อแม่เขาก็จะได้พลอยมีหน้ามีตา มีคนชื่นชมไปด้วย' อาจารย์ท่านก็เลยให้แม่ใช้ 'ธาตุทอง' ซึ่งเป็นนามสกุลแท้ๆ ของพ่อแม่นี่แหละ ส่วนชื่อ 'สุมณฑา' เนี่ย... คำว่า 'มณฑา' พ่อแม่เป็นคนตั้งให้ตั้งแต่เล็กแต่น้อย แล้วอาจารย์ท่านมาเติมคำว่า 'สุ' ใส่ให้ข้างหน้าให้มันคล้องจองฟังสละสลวยขึ้น จากวันนั้นมา... แม่ก็เลยใช้ชื่อนี้เดินสายร้องลำ กลายเป็น 'หมอลำสุมณฑา ธาตุทอง' มาจนถึงทุกวันนี้ล่ะลูกเอ๊ย"                                                                                                          

ทำนองลำที่ถนัด

กลอนลำทำนองอุบลฯ  กลอนลำทำนองขอนแก่น                                                                                                                            

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

ความชัดถ้อยชัดคำไม่ว่าจะเป็นช่วงลำทางสั้น ลำทางยาว หรือช่วงลำเตยที่จังหวะกระชั้นรวดเร็ว แม่ครูสามารถออกเสียงอักขระภาษาอีสาน คำคม และผญาต่าง ๆ ได้อย่างคมชัด ไม่มีอาการลิ้นพันกัน แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความจัดเจนเวทีอย่างสูง โดยรวมแล้ว น้ำเสียงของแม่ครูสุมณฑาเป็นน้ำเสียงที่ "ม่วนแบบมีพลัง แฝงความทะเล้น และมีลูกเอื้อนที่คมกริบ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนฟังหน้าฮ้านรู้สึกสนุกสนานและอินไปกับการแสดงได้ตลอดหลายชั่วโมง

คุณแม่สามารถลำได้หลากหลายรูปแบบตามคำขอของเจ้าภาพและผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการลำกลอนเบ็ดเตล็ด, ลำเกี้ยว, ลำลอง, หรือลำเตย ซึ่งสามารถเล่นได้หมดทุกแนวอย่างชำนาญ 

การลำร่วมกับหมอลำฝ่ายชาย โดยมีเอกลักษณ์คือการ "แบกแคน แบกแก้ม" มาลำคู่กัน แตกต่างจากหมอลำหมู่ในยุคหลังที่มีหางเครื่องและฉากอลังการมีเอกลักษณ์ในการหยอกล้อกับหมอลำคู่และผู้ชมได้อย่างสนุกสนาน ดุเดือด และเป็นกันเอง มีการนำเรื่องราวรอบตัวอย่างเช่น การซื้อหวย เลขเด็ด [หรือเรื่องราวขำขันทะลึ่งตึงตัง (เสี่ยว) มาสอดแทรกในการลำเพื่อสร้างความบันเทิงและเรียกเสียงหัวเราะจากหน้าฮ้าน 

นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญในการ "ลำยาว" เป็นกลอนยาวเพื่อเทศนาหรือบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบาป บุญ คุณ โทษ [รวมถึงอานิสงส์ของการทำบุญ (เช่น บุญอุปสมบท) เพื่อเตือนสติและให้แง่คิดแก่ผู้ฟังไปพร้อม ๆ กัน คุณแม่สามารถลำยาวต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน (เพื่อให้ผู้ชมได้รับความสนุกสนานอย่างเต็มอิ่มและไม่เหงา                                                                              

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

 คุณแม่เคยได้รับการติดต่อให้ไปแสดงละคร ซีรีส์ และเล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการทำเทป/ซีดีอัลบั้ม (คุณแม่เคยอัดเสียงให้ลูกศิษย์ฟังกันเองภายใน แต่ไม่ได้ทำเพื่อการค้าหรือวางจำหน่าย) ทว่าที่ผ่านมาคุณแม่ยังไม่พร้อมรับงานแสดงภายนอกอย่างเต็มตัว เนื่องจากต้องดูแลคุณพ่อ (สามี) และโฟกัสงานดูแลลูกศิษย์และงานวัดเป็นหลัก             

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

1.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว               

2.ประเทศไต้หวัน

3.ประเทศอินเดีย

4.ประเทศสิงคโปร์                       

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1.หมอลำสำนวน ชัยชนะ   2.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี    3.หมอลำวิมารเหลาผา    4.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล   5.หมอลำวิชัย ผาจวง    6.หมอลำบุญหลาย ฟ้าสะอื้น   7.หมอลำทองใบ    8.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก   9.หมอลำสุบิน รถด่วน   10.หมอลำมนตรี รถด่วน   11.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ   12.หมอลำสมพร   13.หมอลำลำดวน ปากเข็ด    14.หมอลำสุนันท์ ฆ้องสามจูม   15.หมอลำประยูร บี52   16.หมอลำจำนงค์ ลือชา   17.หมอลำพรชัย นกเขา   18.หมอลำเคน ดาเหลา    19.หมอลำทองเจริญ ดาเหลา   20.หมอลำสุวรรณ ปาดเข็ด   21.หมอลำสมหมาย มีธรรม   22.หมอลำสุดใจ แดนอุดร   23.หมอลำอ่อนตา แก้ววันนา        24.หมอลำสุพรรณ ดาวเหนือ   25.หมอลำสมคิด กระทิงทอง   26.ไมค์ ภิรมย์พร                                                                                                             

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1. หมอลำสุริยา พันแสน   2. นายธีรวัฒน์ เวฬุวัน   3. หมอลำสุภวิทย์ ธาตุทอง   4. หมอลำเกื้อบุญ ธาตุทอง   5.หมอลำรถเก๋ง ก้าวไกล ธาตุทอง    6.หมอลำเก่งกล้า ธาตทอง7.หมอลำอรสา ธาตทอง     8.หมอลำปนัดดา ธาตุทอง    9.หมอลำจอมเทพ พันแสน   10.หมอลำมงคลน้อย พันแสน   11.หมอลำอิทธิพล ธาตุทอง   12.หมอลำสุภาพร ธาตุทอง   13.หมอลำธีระชัย ธาตุทอง   14.หมอลำมะเหมี่ยว ธาตุทอง                                                       

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

 ในอดีตหากหมอลำชายหญิงใช้นามสกุล "ธาตุทอง" เหมือนกันทั้งหมด ทางผู้ว่าจ้างมักจะไม่ค่อยจ้าง คุณแม่จึงได้คิดและตั้งฉายานามสกุล "พันแสน" ขึ้นมาเอง เพื่ออวยพรให้ลูกศิษย์มีความร่ำรวย มีเงินมีทองใช้ ซึ่งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นฉายาใดก็มีงานจ้างเข้ามาตลอด

 คุณแม่มีวิธีการสอนที่ใส่ใจและปรับตามความต้องการของเด็กแต่ละคน โดยไม่มีหลักสูตรที่ตายตัว แต่จะใช้ขั้นตอนและหลักคิดดังนี้

1. การประเมินและเลือกแนวทางที่ชอบ

คุณแม่จะถามความสมัครใจของลูกศิษย์ก่อนเสมอว่าชอบและอยากเรียนหมอลำสไตล์ไหน ซึ่งหลักๆ จะแบ่งเป็น:

หมอลำซิ่ง (สมัยใหม่): สำหรับเด็กที่ชอบความสนุกสนาน ทันสมัย

หมอลำประยุกต์: การผสมผสานผสมผสาน

หมอลำกลอน: การร้องรำแบบดั้งเดิม

2. ขั้นตอนการเรียนและการขึ้นเวที

การถวายครู: เริ่มต้นด้วยพิธีไหว้ครูเพื่อความเป็นสิริมงคล

การประกาศศรัทธาและประกาศชื่อ: สอนให้ลูกศิษย์รู้จักบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ประกาศชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง รวมถึงประกาศให้ผู้ชมรู้ว่าเรียนมาจากครูบาอาจารย์ท่านใด

การปรับเนื้อหาตามงาน: สอนให้รู้จักหยิบยกเรื่องราวให้เข้ากับกาลเทศะและประเภทของงานบุญ เช่น งานแจกข้าว (บุญอุทิศส่วนกุศล), งานบุญกฐิน เป็นต้น

3. ระยะเวลาในการฝึกฝน

ขึ้นอยู่กับ "บุญเก่า" และพื้นฐานของแต่ละบุคคล บางคนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่ 6-7 ขวบ สอนเพียงแปดเดียวก็จำและรำได้ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปีเนื่องจากไม่มีพื้นฐานหรือความพยายามที่เพียงพอ

4. การสอดแทรกคุณธรรมและวิชาชีวิต

คุณแม่ไม่ได้สอนเพียงแค่การร้องการรำ แต่จะเน้นย้ำเรื่อง "ศิลปะ ศีลธรรม บุญบาป และมารยาทในสังคม" สอนการเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ การวางตัวเมื่อเข้าวัด รวมถึงเรื่องการดื่มเหล้าเมาสุราที่คุณแม่ไม่ได้ห้ามอย่างเด็ดขาด แต่จะสอนว่า “สิ่งไหนที่ทำแล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น ให้ทำไป แต่ต้องรู้จักความถูกต้องและรับผิดชอบตัวเอง” นอกจากนี้ในเวลาว่างคุณแม่มักจะพาลูกศิษย์เข้าวัด ถือศีล ภาวนา และทำบุญอยู่เสมอ                                                                                                                     

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

HUMANITARIAN EXCELLENCE AWARD 2022 พ.ศ.2565                                                                                                                                    

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

 1.รองนายกสมาคมผู้ประกอบอาชีพหมอลำ จังหวัดอุดรธานี

 2.ผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ 

 สิ่งแรกที่คุณแม่สมนภาเน้นย้ำด้วยความเมตตาคือ ประตูสู่การเป็นหมอลำนั้นเปิดกว้างสำหรับเยาวชนทุกคนเสมอ คุณแม่ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีการเก็บ “ค่าครู” “ค่าคาย” หรือค่าเล่าเรียนที่เป็นตัวเงินในลักษณะของธุรกิจเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย ศรัทธา และความพร้อมของตัวลูกศิษย์เอง

“แม่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องค่าครูค่าคายแม่ไม่มี... ขอให้ลูกๆ ทุกคนที่มีความตั้งใจจริง เดินเข้ามาเรียนกับแม่ได้หมดทุกคน”ความปรารถนาเดียวของคนเป็นครูคือ การได้เห็นเยาวชนที่มีใจรัก มุ่งมั่น และตั้งใจจริงในการเข้ามาศึกษาเล่าเรียน หมั่นท่องจำบทกลอนและท่วงทำนองที่ครูบาอาจารย์ตั้งใจส่งต่อให้ เพื่อให้ศิลปะหมอลำไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่คุณแม่สมนภาฝากถึงหมอลำรุ่นใหม่ คือเรื่องของ “กาลเทศะ (การะเทสะ)” ในการแสดงและการแต่งกาย คุณแม่ให้คำแนะนำว่า ศิลปินที่ดีต้องรู้จักจำแนกแยกแยะบริบทของพื้นที่และงานที่ตนไปปรากฏตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและน่าเลื่อมใส

การรำในวัด: เสื้อผ้าหน้าผมและการแสดงออกต้องมีความเรียบร้อย สุภาพ สำรวม เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และงานบุญ

การรำตามบ้านงาน: ปรับเปลี่ยนรูปโฉมให้มีความสนุกสนาน เข้าถึงง่าย เหมาะกับบรรยากาศของงานสังสรรค์ในชุมชน

การรำในสถานบันเทิง (คลับ บาร์ หรือห้องอาหาร): สามารถแต่งตัวและแสดงออกให้มีความทันสมัย ฉูดฉาด และเข้ากับรสนิยมของผู้ชมในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างเต็มที่

การรู้จักมารยาททางสังคมและการวางตัวให้ถูกที่ถูกเวลาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาภาพลักษณ์อันดีงามของศิลปิน แต่ยังเป็นการยกระดับวิชาชีพหมอลำให้ได้รับความเคารพยกย่องจากคนทุกกลุ่มในสังคมอีกด้วย ครูบาอาจารย์หมอลำทุกคนล้วนมีความรักและความปรารถนาดีต่อลูกศิษย์อย่างเท่าเทียมกัน ทว่าสิ่งที่คุณแม่สมนภาคาดหวังจากเยาวชนที่มาเล่าเรียน ไม่ใช่เรื่องของชื่อเสียง เงินทอง หรือความโด่งดังคับฟ้า แต่เป็นเรื่องของ “คุณธรรมและการเป็นคนดี”

วิชาหมอลำที่แท้จริงไม่ได้สอนแค่การเอื้อนเสียงหรือการฟ้อนรำที่อ่อนช้อย หากแต่สอนเรื่องวิชาชีวิต ศีลธรรม และความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม คุณแม่จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาศึกษาศิลปะแขนงนี้ จะซึมซับเอาความงดงามของเนื้อหาในกลอนลำ นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และเติบโตไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพ เป็น "คนดีของสังคม" ที่พร้อมจะขับเคลื่อนวัฒนธรรมอีสานให้ยั่งยืนสืบไป

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2569

                                                                                                                                    

 

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน