นางอรสา ธาตุทอง
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำอรสา ธาตุทอง

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

ตัวแม่เอง หมอลำอรสา ธาตุทอง พื้นเพเดิมจริง ๆ แม่เป็นคนบ้านหนองคาย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เป็นลูกหลานชาวอีสานขนานแท้ในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องด้วยกันถึง 10 คน โดยมีคุณพ่อแถว และคุณแม่บุญถิ่น ธาตุทอง เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูพวกเรามา แม้ว่าในวันนี้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่จะไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว แต่สายใยและความผูกพันของพี่น้องก็ยังเหนียวแน่น และดูแลกันมาตลอดไม่เคยทิ้งกัน

จุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้แม่ได้มาปักหลักสร้างรากฐานใหม่ เกิดขึ้นเมื่อ พี่สุมณฑา ธาตุทอง พี่สาวของแม่ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมืองจังหวัดอุดรธานีเพื่อยึดอาชีพเป็นหมอลำ หลังจากนั้นพี่สุมณฑาก็ได้ดึงเอาน้อง ๆ ทุกคน รวมถึงตัวแม่ด้วย ให้ย้ายตามมาอยู่ด้วยกันที่อุดรธานีทั้งหมด มาช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวและตั้งรกรากอยู่ที่นี่จนกลายเป็นบ้านอีกหลังจนถึงทุกวันนี้

"สำหรับแม่แล้ว พี่สุมณฑา ท่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พี่สาวสายเลือดเดียวกันเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นทั้งครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา เป็นผู้พลิกชีวิตและนำพาแม่เข้าสู่โลกของศิลปะการแสดงหมอลำอย่างเต็มตัว"

หากย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายนี้ คงต้องเริ่มจากความต้องการของคุณแม่บุญถิ่น ในอดีตคุณแม่ท่านอยากให้ลูก ๆ มีอาชีพติดตัวและสืบทอดสายเลือดศิลปิน ท่านจึงส่งพี่สุมณฑามาเรียนลำก่อนเป็นคนแรก พอเห็นว่าแม่น่าจะพอมีแวว ประกอบกับคุณแม่มักจะชมเสมอว่า "แม่เป็นคนเสียงดี เสียงดีที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด" ท่านจึงอยากให้แม่เดินรอยตามพี่สาว มีอาชีพหมอลำติดตัวไว้เลี้ยงชีพ

ด้วยความตั้งใจของคุณแม่ และโอกาสที่พี่สาวหยิบยื่นให้ ทันทีที่แม่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) เด็กหญิงอรสาในวันนั้นจึงตัดสินใจเก็บกระเป๋า เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองอุดรธานีเพื่อมาเรียนหมอลำอย่างจริงจัง แม่ได้เข้ามาพักอาศัยและฝึกฝนฝีมืออยู่ภายในสำนักงานหมอลำของพี่สุมณฑาเลย เรียนรู้การร้อง การรำ ท่วงทำนอง และกลอนลำต่าง ๆ จากพี่สาวและครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด กินนอนและเติบโตขึ้นมาในสำนักหมอลำแห่งนี้

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ จากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เริ่มเรียนลำหลังจบ ป.6 ด้วยพรสวรรค์เรื่องน้ำเสียงที่แม่เคยมองเห็น บวกกับความพากเพียรและการโอบอุ้มจากพี่สาว แม่จึงได้ทำหน้าที่สืบสานวัฒนธรรมอีสาน เป็นหมอลำอรสา ธาตุทอง ที่ยืนหยัดมอบความสุขผ่านเสียงลำให้แก่แฟน ๆ มาจนถึงทุกวันนี้แหละลูก

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

หมอลำอรสา ธาตุทอง ไม่มีฉายาในวงการหมอลำ ชื่อที่ใช้ในการแสดงคือชื่อจริงและนามสกุลจริง ที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้ตั้งให้มาตั้งแต่เกิด โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อหรือตั้งฉายาใหม่เพื่อใช้ในการเป็นหมอลำแต่อย่างใดแต่เลือกที่จะใช้ชื่อดั้งเดิมของตนเองในการประกอบอาชีพมาโดยตลอด

ด้านทำนองลำ

กลอนลำทำนองอุบลฯ                                             

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

"ก่อนจะร้องคำว่าโอ้ยละน้อ แม่ชวนเขาคุยหยอกล้อก่อน แซวเจ้าภาพไปทีหนึ่งว่า 'โอ๊ย... เจ้าภาพเพิ่นบอกว่า อยากได้หมอลำหลายๆ ไม่อยากได้หมอร้องเด้อจ้า' พูดปนตลกขบขันให้ลานวัดมันมีเสียงหัวร่อ

จำไว้นะลูกศิษย์เอ้ย... หมอลำดั้งเดิมเราต้องมีมนุษยสัมพันธ์ ต้องอ้อนเป็น จริตการเว้าการจาต้องทำให้คนฟังรู้สึกว่าเราเป็นลูกเป็นหลานแท้ๆ ของเขา ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่มาร้องเพลงให้ฟังแล้วก็ไป พอเขาเอ็นดู เขาก็หอบรางวัลน้ำใจ ยื่นแบงก์ยี่สิบแบงก์ร้อยมาให้หน้าเวที วินาทีนั้น... เราต้องคุกเข่าลงไปรับด้วยความนอบน้อมถ่อมตนที่สุด ศักดิ์ศรีของหมอลำไม่ได้อยู่ที่การยืนค้ำหัวคนดูแต่อยู่ที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนนี่แหละ"

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. หมอลำวิเชียร เสียงอีสาน                                            

2. หมอลำสุริยา พันแสน                                               

 มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

ถ้าถามถึงเรื่องลูกศิษย์ลูกหาที่อยากจะมาเรียนรำเรียนลำกับแม่ บอกได้เลยว่ามีเข้ามาเยอะมากเลยลูก มีหลายคนเลยที่ตั้งใจเดินทางมาเพื่ออยากจะมาขอสืบทอดวิชาหมอลำจากแม่ แต่สำหรับแม่แล้ว แม่มีหลักการและสิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นในใจเสมอ คือแม่จะยกพี่สาวของแม่ “พี่สุมณฑา ธาตุทอง” เป็นที่ตั้งไว้ก่อนเสมอ แม่ให้เกียรติพี่สาวของแม่ที่สุด เพราะท่านเป็นทั้งพี่สาวในสายเลือด และเป็นทั้งครูบาอาจารย์คนแรกที่ดึงแม่เข้าสู่วงการนี้ อีกอย่างเราสองคนพี่น้องก็ใช้ชื่อเสียงและฉายาเดียวกันในการทำมาหากิน

ดังนั้น เวลาที่มีลูกศิษย์ลูกหาเดินเข้ามาหาแม่เพื่อขอเรียนลำ แม่ก็จะแนะนำและส่งพวกเขาให้ไปหาพี่สุมณฑาก่อนเสมอ แม่จะยกให้พี่สาวเป็นคนสอนหลัก เพราะแม่คิดว่ายังไงเสีย ถ้าพี่สาวได้สอน พวกเราก็ทำงานสอนด้วยกันอยู่แล้ว เราช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด เวลาพี่สุมณฑาบอกว่า “อรสา มาช่วยพี่สอนอันนี้หน่อย ช่วยพี่ดูน้องคนนี้หน่อย” แม่ก็เข้าไปช่วยสอน ช่วยเทรนให้ลูกศิษย์เต็มที่เหมือนเดิม เพราะยังไงพวกเราก็เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ใช้ฉายาเดียวกัน ความสำเร็จของลูกศิษย์ก็คือความภูมิใจของครอบครัวเรา

การทำแบบนี้นอกจากจะทำให้เราพี่น้องได้ช่วยงานกันอย่างราบรื่นแล้ว มันคือการแสดงความเคารพและให้เกียรติครูบาอาจารย์ที่เป็นพี่สาวร่วมสายเลือดของแม่ด้วยใจจริง ๆ ค่ะ

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

ตัวเรา เน้นการเก็บรายละเอียด (หลืบ ซอก มุม ของทางลำ), การซ้อมย่อยตัวต่อตัว, ช่วยดูเรื่องอารมณ์เพลง และคอยให้กำลังใจศิษย์เวลารู้สึกว่ายากเกินไป หมอลำไม่ได้ใช้แค่เสียง แต่สายตาต้องสื่อสารกับคนดู สอนการส่งสายตาและการทรงตัวเวลาอยู่หน้าเวที สอนท่าฟ้อนพื้นฐานที่สอดคล้องกับจังหวะลำ ไม่ให้ยืนแข็งทื่อ หรือฟ้อนรกจนกวนเสียงลำ

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

อาชีพเกษตรกร                               

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ

ฝากถึงเยาวชนว่าการสืบทอดวัฒนธรรมหมอลำต้องเริ่มจาก “ใจรัก” เป็นสำคัญ เพราะหากไม่มีใจรักจริงจะเรียนรู้ได้ยากและไม่อาจรักษาศิลปะนี้ให้คงอยู่ได้ เธอแสดงความกังวลว่าคนรุ่นใหม่เริ่มหันไปสนใจแนวรำซิ่งตามสมัยนิยมจนทำให้หมอลำดั้งเดิมเลือนหาย จึงอยากให้ลูกหลานช่วยกันเรียนรู้ทั้งการร้องและการรำเพื่ออนุรักษ์มรดกนี้ไว้ไม่ให้สูญหาย พร้อมทั้งฝากข้อคิดผ่านบทลำเตือนสติให้เยาวชนยึดมั่นในศีลธรรมและหลีกเลี่ยงการทำความชั่ว เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีงามต่อไป            

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2569                  

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน