นางพัชรี พาพินิจ
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นขึ้นเมื่อถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน ครอบครัวได้ย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่บ้านน้ำสวย จังหวัดหนองคาย ซึ่งที่นี่เองทำให้ครอบครัวได้พบกับ “แม่หมุน” (หมอลำหมุน) ผู้มีศักดิ์เป็นน้องสาวของลุง ในเวลานั้นแม่หมุนกำลังขาดคนเป่าแคนและเพื่อนร่วมงาน จึงได้ชักชวนให้ครอบครัวของพ่อใหญ่น้อยมาอยู่และร่วมกันทำมาหากิน

ทว่า ชีวิตพลิกผันเมื่อพ่อใหญ่น้อยและแม่ใหญ่เพ็งล้มป่วยและเสียชีวิตลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่ก่อนที่พ่อใหญ่น้อยจะสิ้นลม ได้ฝากฝังบุตรสาวเพียงคนเดียวไว้กับแม่หมุนด้วยวาจาอันหนักแน่นว่า:

“หมุน พี่ฝากลูกสาวไว้กับเธอด้วยนะ พี่ชอบหมอลำ พี่อยากให้ลูกสาวพี่เป็นหมอลำ เพราะยังไงเธอก็ต้องได้เลี้ยงอยู่แล้ว ถ้าพี่เสียชีวิตไป พี่ฝากเธอไว้ด้วยนะ”

ฝั่งแม่หมุนซึ่งในขณะนั้นเพิ่งสูญเสียลูกของตนเองและไปเช่นกัน จึงรับปากเลี้ยงดูเด็กหญิงเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่ล่วงลับ หลังจากพัชรีเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านน้ำสวย เส้นทางการศึกษาในระบบก็สิ้นสุดลง เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่โรงเรียนสายวัฒนธรรมอย่างเต็มตัวตามเจตนารมณ์สุดท้ายของบิดา

น้อยคนนักจะรู้ว่า ก่อนจะมาเป็น พัชรี แก้วเสด็จ บิดาเคยตั้งชื่อให้แม่ครูตั้งแต่สมัยอยู่บ้านขามเฒ่าว่า “บุญช่วง” โดยพ่อใหญ่น้อยให้เหตุผลอย่างลึกซึ้งว่า “อยากให้เป็นหมอลำ เวลาเป็นหมอลำจะได้ชนะคน” ซึ่งตัวแม่ครูพัชรีเองก็รักและภูมิใจในชื่อนี้มาก

ต่อมาเมื่อ ลุงสุนทร (สุนทร ชัยรุ่งเรือง) ได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยด้วยกัน ในยุคที่พัชรียังเรียนลำและยังลำไม่เป็น บรรดาเครือญาติได้ช่วยกันก่อตั้งวงแคนขึ้นในชื่อ “วงแคนบุญช่วง” จนกระทั่งลุงสุนทรเห็นว่าควรเปลี่ยนชื่อใหม่ให้มีความคล้องจองลุงสุนทรจึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “พัชรี แก้วเสด็จ”

วงแคนบุญช่วงได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นหมอลำหมู่คณะเล็กๆ หรือวงแคนประยุกต์ โดยมีพี่ชายเป็นผู้แต่งกลอนลำให้ สมาชิกในคณะช่วยกันทำมาหากินและร่วมทุกข์ร่วมสุข ประกอบด้วย สุนทร ชัยรุ่งเรือง (ผู้ดูแลวงและโฆษก), มณีรัตน์ แก้วเสด็จ (นางเอก), พัชรี แก้วเสด็จ และราตรี (ซึ่งต่อมา "พี่ดอนเกตุ" ได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น “ราตรี ศรีวิไล” เจ้าของตำนานห่อหมกลูกอ๊อดและนึ่งฟักทองอันโด่งดัง)

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ คณะได้เดินทางไปลำที่อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ซึ่งเกิดเหตุการณ์พายุน้ำท่วมใหญ่และมีดาวหางฮัลเลย์ปรากฏขึ้น วงไม่สามารถเปิดทำการแสดงได้ ลุงสุนทรจึงนำพาสมาชิกในวงอพยพไปปักหลักเป็นโฆษกและจัดรายการวิทยุ (ดีเจ) อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ที่นั่นลุงสุนทรได้แต่งบทลำเพลินชุด “พญาเทครัว” ขึ้นมา ทำให้แม่ครูพัชรีได้ฝึกฝนและออกแสดงลำเพลิน โดยร่วมแสดงกันในหมู่พี่น้องเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว

หลังจากเดินทางรอนแรมแสดงหมอลำไปทั่ว จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มีโอกาสเดินทางไปลำแบบครอบครัวไกลถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในที่สุดปี พ.ศ. ๒๕๒๑ แม่หมุนได้ตัดสินใจเซ้งบ้านหลังหนึ่งในตัวเมืองจังหวัดอุดรธานี (ซึ่งในอดีตเป็นบ้านชั้นต่ำ ก่อนจะยกสูงขึ้นในภายหลัง) เพื่อให้เป็นสํานักงานในการรับงานได้สะดวกยิ่งขึ้น จึงได้ก่อตั้ง “สำนักงาน พัชรี แก้วเสด็จ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ในยุคนั้นหากเป็นการลำคู่กับแม่ครูราตรี ศรีวิไล ตัวแม่ครูราตรีจะรับบทเป็นนางเอก ส่วนแม่ครูพัชรีจะรับบทเป็นตัวตลกคอยสร้างเสียงหัวเราะ ซึ่งมีเหตุการณ์ขำปนหวาดเสียวในอดีตที่แม่ครูจำได้แม่นยำ คือยุคที่ตระเวนลำบนเวทีหมอลำหมู่ มีคนดูข้างล่างนำไม้แหย่ขึ้นมาบนเวทีจนนางเอกล้มลงเพราะกระโปรงตีลม

ความสามารถของแม่ครูพัชรีไปเข้าตาค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ค่าย ชัวร์สตูดิโอ (Sure Studio) ได้ส่งโทรเลขมาทาบทาม (เนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีระบบโทรศัพท์) ให้เดินทางไปบันทึกเสียง ผลงานที่สร้างชื่อในยุคแรกๆ คือ ชุด “ชมนรกแปดขุม”

กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อบริษัท ราชบุตรสเตอริโอ ผ่านทางหมอลำสังวาลย์ ได้ติดต่อให้แม่ครูพัชรีไปทำเพลงแนว “หมอลำซิ่ง” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ในตอนนั้นด้วยความกลัวว่าจะไม่ดังและกลัวไม่ได้เงิน แม่ครูจึงขอรับค่าวัดดวงเป็นเงินสดก้อนรวม ๑๕๐,๐๐๐ บาท แทนการรับเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ซึ่งเงินแสนห้าในสมัยนั้นถือเป็นจำนวนมหาศาล

แต่หลังจากการวางจำหน่าย ผลงานชุดนั้นกลับ “ดังทะลุฟ้า” ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย มีผู้นำเทปคาสเซ็ทของแม่ครูไปขายให้กับคนไทยในต่างประเทศสูงถึงม้วนละ ๓๐๐ บาท (จากต้นทุนที่ซื้อไปเพียง ๗๕ บาท) จนพ่อค้าแม่ค้าต่างประเทศรวยไปตามๆ กัน หลังจากชุดนั้น ค่ายชัวร์สตูดิโอก็ได้สืบทราบและติดต่อให้แม่ครูไปอัดเทปบันทึกเสียงอย่างต่อเนื่องอีกหลายสิบชุด

หากถามถึงท่วงทำนองที่แม่ครูพัชรีภาคภูมิใจและถนัดที่สุด คือ “ทำนองขอนแก่น” โดยเส้นทางครูของท่านเริ่มต้นจากการถูกมารดาบังคับให้ท่องจำกลอนลำตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน เริ่มเรียนจากหมอลำกลอนดั่งเดิม ขยับสู่หมอลำเรื่อง และลำเพลิน จนกลายเป็นหมอลำซิ่งชั้นครู

ในยุคที่เป็นวงแคนประยุกต์ คณะของแม่ครูพัชรีมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการนำ “แคนขนาดใหญ่ยักษ์” มาตั้งวางเรียงรายโชว์บนเวทีเพื่อความอลังการ เวลาแสดงแดนเซอร์และหมอลำจะทำการเป่าแคนพร้อมกันถึง ๗ ดวง ประชันเสียงประสานไปพร้อมกับการร้องเพลง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้สัญจรผ่านไปมาและผู้ชมในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

ความเป็นมาฉายาหมอลำ

พ่อตั้งชื่อให้ว่า “บุญช่วง” เพราะอยากให้เป็นหมอลำที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ชนะใจคน ต่อมาคุณลุงสุนทรได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น “พัชรี” เพื่อให้เข้ามาเป็นนางเอกแทนคนเก่าที่เสียชีวิตไป

ด้านทำนองลำ

ลำกลอน ทำนองขอนแก่น                                                            

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

หากพูดถึงหมอลำพัชรี สิ่งแรกที่ผู้คนในวงการและแฟนเพลงจะนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ "กลอนพัชรีตามแฟน" หรือที่บางคนเรียกว่า "ไปตามดวง" ซึ่งเป็นกลอนลำประจำตัวที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางไปพบปะแฟนเพลงตามบ้านต่างๆ กลอนนี้เปรียบเสมือนนามบัตรประจำตัวที่คุณแม่ต้องลำเปิดก่อนที่จะไปตามแฟนเพลงเสมอ

นอกจากนี้ คุณแม่ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่อง "การซิ่งในกลอน" ซึ่งแตกต่างจากหมอลำรุ่นใหม่ๆ

"พวกเด็กน้อยสมัยนี้เขาจะเพลงตลาด (ร้องเพลงสลับลำ) แต่สำหรับแม่ เอกลักษณ์คือการซิ่งในกลอน คือการใส่ทำนองและจังหวะเพลงลงไปในตัวกลอนลำเลย ไม่ว่าจะเป็นกลอนนิทาน หรือกลอนพระคุณบิดามารดา"

สำหรับท่วงท่าการฟ้อน คุณแม่พัชรีมีท่าฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผู้ชมชื่นชอบมาก คือ "การเตะขาซ้ายออกไปข้างหน้า" เวลาฟ้อนเกี้ยวคู่กับหมอลำชาย ซึ่งเป็นท่าที่สวยงามและเรียกเสียงเชียร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีชั้นเชิงในการฟ้อนเกี้ยวเพื่อปกป้องตัวเอง โดยการใช้มือทั้งสองข้างรัดไว้ที่ระดับหน้าและหน้าอก เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ลำฝ่ายชายเข้าถึงตัวได้ง่าย ถือเป็นศิลปะการฟ้อนที่มีทั้งความสวยงามและไหวพริบ

ในการแสดง คุณแม่พัชรีจะไม่ได้ลำเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการ "หยอดมุกตลกและหยอกล้อกับผู้ชม" เพื่อสร้างความเป็นกันเอง เช่น การแกล้งแซวผู้ชมว่า"โอ๊ย... อย่าเบิ่งคักหลาย หมอลำก็อายดั่งกันเด้ เบิ่งคักปานนี้คือบ่ซื้อโทรทัศน์สีเครื่องใหม่ให้ซะเลย" นอกจากนี้ ในฉากลำเกี้ยว คุณแม่จะใช้วิธี "จ้องหน้าและส่งสายตา" ไปที่ผู้ชมหรือคู่ลำอย่างจริงจัง เพื่อส่งอารมณ์ให้ถึงผู้ฟัง ไม่ใช่แค่ลำไปเรื่อยๆ โดยไม่มองหน้า ซึ่งการสบตานี้ช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ของบทลำได้อย่างลึกซึ้ง

กลอนลำที่คุณแม่พัชรีลำแล้วทำให้ผู้ชมประทับใจมากที่สุด ได้แก่:

1.พัชรีตามแฟน

2.ขูลูนางอั้ว

3.ศรีทน มโนราห์

โดยเฉพาะเรื่อง "ขูลูนางอั้ว" ในท่อนที่นางอั้วขอลาไปตาย คุณแม่จะถ่ายทอดอารมณ์ความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ร้องไห้จริงบนเวทีจนผู้ชมพากันร้องไห้ตาม และหลั่งไหลกันเอาเงินและข้าวสารมาแถม (ให้รางวัล) หน้าเวทีด้วยความสงสารและในเรื่อง "ศรีทน มโนราห์" ช่วงท่อนสั่งลา (นางมโนราห์สั่งย่าและสั่งท้าวศรีทน) คุณแม่ก็จะใช้เทคนิคการเอื้อนเสียงที่ทรงพลังและโศกเศร้า ขยี้อารมณ์จนเป็นที่จดจำของแฟนหมอลำ            

1. อัดเทปกับค่าย ซัวสเตอริโอ ชุด “ชมนรก 8 ขุม” ประมาณปี พ.ศ. 2523            

 2. อัดเพลงค่ายราชบุตรสเตอริโอ ชุด “หมอลำซิ่งมหามันส์” ปี พ.ศ. 2535

3.ลำเพลิน ชุดพระยาเทครัว         

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียงจันทน์ พ.ศ. 2511                       

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ   2.หมอลำสุนทร ชัยรุ่งเรือง   3.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ   4.หมอลำอ่อนตา แก้ววันนา   5.หมอลำสุบิน รถด่วน   6.หมอลำบุญเรือง หนิพุทโท   7.หมอลำสุพรรณ จรวจทอง   8.หมอลำบุญหลาย ฟ้าสะอื้น   9.หมอลำสมศรี   10.หมอลำอุดม จรวจทอง    11.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล   12.หมอลำสมบัติฟ้าสะอื้น   13.หมอลำบุญเพื่อน   14.หมอลำบุญเรืองน้อย   15.หมอลำทินกร บุญแสง   16.หมอลำสำรองสาธุการ   17.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี   18.หมอลำสำนวน ชัยชนะ   19.หมอลำวิชัย ผาจวง   20.หมอลำสมพงษ์ มาพร   21.หมอลำบุญเพ็ง พระเหล็กไหล   22.หมอลำสมคิด กระทิงทอง    23.หมอลำสุนทร นกเขาหลิ่ว   24.หมอลำถาวร ตู้คัมภีร์   25.หมอลำลูซี่ ฆ้องสมจูม   26.หมอลำทองลี ชัยเจริญ   27.หมอลำยอดรัก ธาตุไพบูลย์   28.หมอลำชาติชาย เสียงกระดิ่งทอง   29.หมอลำราชันย์ พันล้าย   30.หมอลำสุพรรณ ดาวเหนือ   31.หมอลำเสถียร ลมแดง   32.หมอลำไมโคร ดาเหลา   33.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก   34.หมอลำบุญยัง ปากเข็ด   35.หมอลำลำดวน ปากเข็ด   36.หมอลำสุดใจ แดนอุดร   37.หมอลำสมหมาย มีธรรม   38.หมอลำสาคร มิตรช้อบ   39.หมอลำนนตรี น้ำเซาะหิน    40.หมอลำประยูร บี52    41.หมอลำอุดม ธนูทองฯนฯ                                         

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1. หมอลำบุษบา แก้วเสด็จ    2. หมอลำอรวี แก้วเสด็จ   3.หมอลำจันทรา แก้วเสด็จ   4.หมอลำกัลยา แก้วเสด็จ   5.หมอลำบุษบา แก้วเสด็จ   6.หมอลำกรรณิกา แก้วเสด็จ   7.หมอลำสาลินี แก้วเสด็จ   8.หมอลำธัญพร แก้วเสด็จ    9.หมอลำอาพาพร แก้วเสด็จ    10.หมอลำสุนันทา แก้วเสด็จ   11.หมอลำสุดธิชา แก้วเสด็จ   12.หมอลำชุติมา แก้วเสด็จ   13.หมอลำบุญรอด แก้วเสด็จ   14.หมอลำเทิด ศักดิ์ แก้วมงคล   15.หมอลำสรสสิทธ ชัยมงคล   16.ผศ.ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช(แฟนลำเพลิน)   17.หมอลำสิริชัย ชัยมงคล   18.หมอลำทศวรรค ชัยมงคล   19.หมอลำยุทธิชัย ชัยมงคล  20.หมอลำท็อปไลน์ ชัยมงคล  21.หมอลำเอมิกา แก้วเสด็จ  22.หมอลำยุพิณ แก้วเสด็จ   23.หมอลำพนณิภา แก้วเสด็จ   24.หมอลำสุพรรณี แก้วเสด็จ    25.หมอลำจันจิรา แก้วเสด็จ   26.หมอลำอลิตา แก้วเสด็จ    27.หมอลำวิชุดา แก้วเสด็จ    28.หมอลำอรอนงค์ แก้วเสด็จ    29.หมอลำยุภาพร แก้วเสด็จ   30.หมอลำยุพาภรณ์ แก้วเสด็จ    31.หมอลำอุทัย แก้วเสด็จ   32.หมอลำอุไรพร แก้วเสด็จ    33.หมอลำจันทรา แก้วเสด็จ   34.หมอลำสกาวเดือน แก้วเสด็จ   35.หมอลำนัด แก้วเสด็จ   36.หมอลำปรียา แก้วเสด็จ   37.หมอลำทองลี ชัยเจริญ   38.หมอลำอรุณ ชัยเจริญ   39.หมอลำวรุฒ ชัยมงคล   40.หมอลำดนัย ชัยมงคล    41.หมอลำสมพร ชัยมงคล   42.หมอลำสาริกา แก้วเสด็จ   42.หมอลำสุนันท์ ชัยมงคล   43.หมอลำสุนิตย์ ชัยมงคล   44.หมอลำจักพรรดิ ชัยมงคล 45.หมอลำอรุณ แก้วเสด็จ    46.หมอลำวิญญู แก้วเสด็จ    47.หมอลำสำราญ ชัยมงคล   48.หมอลำกนกพร แก้วเสด็จ   49.หมอลำอดิศักดิ์ ชัยมงคล    50.หมอลำจิระพัฒน์ ชัยมงคล    51.หมอลำวิทยา ชัยมงคล   52.บัวเครือ แก้วเสด็จ   53.หมอลำดรุณี แก้วเสด็จ  54.พงษ์พัฒน์ ชัยมงคล   55.หมอลำมารุฒ ชัยมงคล                  

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์เทคนิคและวิธีการฝึกฝนลูกศิษย์

ในฐานะครูบาอาจารย์ คุณแม่พัชรีมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย โดยมีเทคนิคการสอนที่เข้มงวดแต่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ ดังนี้:

การสอนร้องและออกเสียง (ดูตัวปาก): คุณแม่จะนั่งสอนแบบตัวต่อตัว ให้ลูกศิษย์นั่งฟังและ "ดูที่รูปปากของแม่" เพื่อสังเกตเทคนิคการออกเสียงสูง-ต่ำ การเอื้อน และการส่งอารมณ์ ในยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ คุณแม่จะใช้วิธีอัดเสียงลงเทปคาสเซ็ทให้ลูกศิษย์นำกลับไปท่องจำที่บ้าน

การจับมือฟ้อน: สำหรับการสอนท่าฟ้อน คุณแม่จะจับมือลูกศิษย์ทำทีละท่าอย่างละเอียด ตั้งแต่การโบกคว่ำ โบกหงาย การสอดสร้อยมาลา และการเกี้ยวคอ โดยคุณแม่จะดึงมือลูกศิษย์และพาทำจนกว่าจะคล่อง จากนั้นจึงปล่อยให้ทำเอง

การดัดท่าทางและจังหวะก้าวขา: คุณแม่จะใช้ขาของตัวเองดัดและดันขาของลูกศิษย์ไว้ เพื่อบังคับให้ก้าวขาซ้ายออกไปก่อนตามจังหวะ และสอนการยึกตัว (ย่อตัว) ให้ตรงตามทำนอง

สอนเทคนิคหน้าเวที: เมื่อลูกศิษย์จำกลอนและท่าฟ้อนได้แล้ว ต้องกลับมาซ้อมใหญ่กับคุณแม่ ซึ่งคุณแม่จะเคี่ยวเข็ญเรื่องการแสดงออกหน้าเวที เช่น การชี้มือ การส่งสายตาไปยังผู้ชม และการหันไปหาพ่อแม่หรือครูเพลงในฉากต่างๆ

ความอดทนและไม่ยอมแพ้: ลูกศิษย์แต่ละคนมีความยากง่ายต่างกัน บางคนเสียงไม่ได้หรือหัวช้าจนถึงขั้นร้องไห้และขอถอดใจ แต่คุณแม่จะไม่ยอมแพ้ จะเคี่ยวเข็ญจนกว่าจะได้ เพราะถือว่าพ่อแม่ของเขาเสียเงินค่าคุม (ค่าครู) มาเรียนแล้ว ต้องให้ได้วิชากลับไป

คุณแม่พัชรีจะพร่ำสอนลูกศิษย์เสมอว่า การเป็นหมอลำที่ดีไม่ได้มีเพียงแค่พรสวรรค์บนเวที แต่ต้องมี "จริยธรรมและการปฏิบัติตัว" ที่เหมาะสมด้วย ความอ่อนน้อมถ่อมตน: ต้องเป็นคนอ่อนช้อย อ่อนหวาน นอบน้อมถ่อมตนต่อเจ้าภาพและผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ห้ามลำพองตนว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น หน้าเวทีต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยหยอกล้อกับผู้ชมด้วยความน่ารัก ไม่ทำหน้าบึ้งตึง เพื่อให้ผู้ชมรักและอยากสนับสนุน

ก่อนจะท่องกลอนลำหรือขึ้นแสดงทุกครั้ง คุณแม่จะสอนให้ลูกศิษย์ยกมือไหว้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพบุตร เทวดาทั้งหลาย และแม่พระธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลและช่วยให้การแสดงราบรื่น

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

 2.องค์การบริหารส่วนตำบลมากว่า 10 แห่ง เป็นวิทยากรสอนโรงเรียนผู้สูงอายุ

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1. รางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากผลงานการสอนนักเรียนในโครงการทางวัฒนธรรม            

 2. ศิลปินมรดกอีสาน ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินมรดกอีสาน พ.ศ.2563 

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ 

คุณแม่อยากให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันรักษา “ประเพณีฮีตเก่าครองเดิม” และอย่าหลงลืมวัฒนธรรมรากเหง้าของตนเองเพียงเพราะกระแสวัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามา ปัจจุบันคุณแม่เปิดสำนักเรียนหมอลำอยู่ที่บ้านเลขที่ 6 ข้างวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดอุดรธานี สำหรับผู้ที่สนใจสืบสานศิลปะหมอลำ

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน