ภูมิหลัง
ในวัยเด็ก ชีวิตของสุไกรผูกพันอยู่กับท้องไร่ท้องนาและการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายตามประสาเด็กต่างจังหวัดทั่วไป จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บวชเรียนเป็นสามเณรอยู่นานถึง 7 ปี ในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนการใช้เสียง จนได้รับโอกาสออกงานในฐานะ "สามเณรนักเทศน์" และ "พระนักเทศน์" ทักษะการเอื้อนทำนอและการครองเสียงต่อหน้าผู้คนจำนวนมากในตอนนั้น กลายเป็นรากฐานและแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์ในการใช้เสียงของตนเอง
หลังลาสิกขาออกมาพร้อมวุฒิการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ปลาย) โชคชะตาก็ได้นำพาเขากลับเข้าสู่บรรยากาศของเสียงดนตรีอีกครั้ง เมื่อคนในครอบครัวล้วนเป็นสายเลือดศิลปิน พี่ชายคนโตและพี่เขยของเขาเป็นหมอแคนฝีมือดีที่มีดีกรีคว้าชัยชนะรางวัลที่ 1 จากการประกวดในงานไหมประจำปี ขณะที่พี่สะใภ้ก็เป็นหมอลำ เมื่อคนรอบตัวเห็นแวว จึงนำกลอนลำมาให้เขาได้ลองท่องจำ ความเหนียวแน่นของศิลปะพื้นบ้านในครอบครัวนี้เองที่ปลุกไฟในตัวหนุ่มสุไกรให้เกิดความมุ่งมั่นและอยากก้าวสู่เส้นทางสายหมอลำอย่างเต็มตัว
เส้นทางกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นหมอลำแถวหน้าไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ สุไกรผ่านการเคี่ยวกรำและหล่อหลอมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยมี แม่ทองสุก (พี่สะใภ้) เป็นครูคนแรกที่จุดประกายและสอนพื้นฐานการลำให้ จากนั้นได้รับคำแนะนำจากพี่ชายคือ อาจารย์มนตรี เสียงน้ำสอหิน อดีตหมอลำชื่อดังในยุคนั้น พร้อมทั้งได้รับการถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์เพิ่มเติมจาก คุณพ่อประเทือง เสียงใส
ทว่าในช่วงที่กำลังฝึกฝนจนพร้อมที่จะออกงานลำ เขากลับต้องไปทำหน้าที่รั้วของชาติเป็นทหารเกณฑ์ แต่ด้วยหัวใจที่รักดีและมั่นคงในศาสตร์นี้ แม้จะอยู่ในค่ายทหาร เขาก็ยังคงพกพากลอนลำติดตัวไปท่องจำและฝึกซ้อมอยู่สม่ำเสมอไม่เคยขาด จนกระทั่งปลดประจำการออกมาใน ปี พ.ศ. 2530 เขาก็พร้อมเต็มที่และเริ่มรับงานแสดงหมอลำอาชีพทันที ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยุคทองที่มีงานหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ในสมัยเป็นหนุ่มฟิตสตาร์ทสร้างชื่อชูคอในวงการ เขาใช้ชื่อว่า "หมอลำสุไกร ดาวสยาม" ยุคนั้นเป็นยุคที่หมอลำต้องดวลกันด้วยไหวพริบและการจำกลอน ลำวัดกันด้วยเนื้อหาที่ต้องท่องจำอย่างแม่นยำ ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนท่องกลอนลำอยู่นานนับปีนับเดือน
ความสามารถของเขาไปสะดุดตา อาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง บรมครูแต่งกลอนลำชื่อดังแห่งเมืองชัยภูมิ ท่านเกิดความเมตตาจึงได้แต่งกลอนลำประจำตัวให้ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อและตั้งฉายาในวงการให้ใหม่เป็น "หมอลำบัญชา ไพศาล" ซึ่งเป็นชื่อที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองและใช้ในการแสดงมาจนถึงปัจจุบัน โดยหมอลำบัญชาได้นำเสนอศิลปะการลำที่หลากหลาย ทั้ง "ลำแคนประยุกต์" (ซึ่งพัฒนาและประยุกต์มาจากลำแคนธรรมดาหรือแคนเต้าเดียว) ไปจนถึง "ลำซิ่ง" ที่สร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ฟัง
ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดัง ในปี พ.ศ. 2535 หมอลำบัญชาได้ตัดสินใจเปิดสำนักงานหมอลำเป็นของตนเองขึ้นที่ตลาดอำเภอเขาสวนกวาง บริเวณหลังสถานีรถไฟ ก่อนจะขยับขยายย้ายมาตั้งสำนักงานอยู่ที่อำเภอกุมภวาปี บริเวณตรงข้ามตลาดแชแล ซึ่งเปิดทำการอยู่นานหลายปีและเป็นศูนย์รวมความบันเทิงในยุคนั้น
ไม่เพียงแต่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน เส้นทางหมอลำยังนำพาคู่ชีวิตมาให้ ในอดีตต่างคนต่างเดินสายแสดงจนกระทั่งได้มาพบกันหน้าเวทีลำ ด้วยความพึงตาพึงใจและหัวใจที่รักในสิ่งเดียวกัน ทั้งคู่จึงได้ตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน และเริ่มต้นเดินสายแสดง "ลำคู่" ร่วมกันตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา กลายเป็นภาพจำของ "ลำคู่สร้างคู่สม" ที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมอบความสุขให้แก่แฟนเพลง
ความเป็นมาฉายาหมอลำ
อาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง เป็นผู้ตั้งให้ใหม่แทนชื่อเดิม โดยแต่งกลอนลำให้และเปลี่ยนฉายาเป็น “บัญชา ไพศาล”
ด้านทำนองลำ
ทำนองขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
สิ่งที่เป็นจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณพ่อ คือ "กลอนลำ" และ "ลีลาการฟ้อน ในอดีตการลำจะใช้เพียงเสียงแคนเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องใช้กลอนลำที่หลากหลายและยาวพอในการดึงดูดผู้ชม มีท่วงท่าและลีลาเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ คุณพ่อเผยว่าไม่ได้เน้นการใช้เพลงในการแสดงมากนัก แต่จะมุ่งเน้นไปที่ศิลปะการตัดกลอนลำและการฟ้อนเป็นสำคัญ บนเวทีจะมีการสอดแทรกมุกตลกและการหยอกล้อกับผู้ชม เพื่อสร้างความสนุกสนาน โดยเทคนิคและมุกตลกเหล่านี้จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่และบริบทของผู้ชมในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของคนดูได้ดีที่สุด
คุณพ่อไม่ได้แต่งกลอนลำเก็บไว้เป็นกิจจะลักษณะ แต่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ไหวพริบปฏิภาณสด ๆ บนเวที (ลำสด) ในการแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนบทกลอนให้เข้ากับสถานการณ์หน้างาน โดยคุณพ่อไม่มีความถนัดด้านการเล่นเครื่องดนตรี
การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำอุไร เสียงสังข์ 2. หมอลำอุษา ลมหวล 3. หมอลำแรมจันทร์ ดาวพระศุกร์ 4. หมอลำดวงเพชร กาฬพันธ์ 5.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที 6.หมอลำดาวัลย์ ดาวเหนือ 7.หมอลำพวงเพชร กาฬพันธ์ 8.หมอลำสมหมาย ดาวเทียม 9.หมอลำอรสา ธาตุทอง 10.หมอลำละมุล เสียงเวาะหิน 11.หมอลำบุญเลิศ ฟ้าสะอื้น 12.หมอลำเพลินพิศ ดาวสยาม13.หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์ 14.หมอลำสุภาพร เสียงใส 15.ทองสุก ธิลาวัลย์
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำนิคม น้อยดาวสยาม
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
คุณพ่อมีลูกศิษย์ที่ได้ถ่ายทอดวิชาให้ 1 ท่าน คือ หมอลำนิคมน้อย ดาวสยาม โดยคุณพ่อมีกรรมวิธีและเทคนิคการสอนที่เข้มงวดและเป็นระบบแบบ "ตัวต่อตัว" ดังนี้:
ท่องจำกลอนลำ: เริ่มต้นจากการเอากลอนลำให้ลูกศิษย์นำไปท่องจำให้ขึ้นใจ
ฝึกซ้อมการลำ: ให้ลูกศิษย์มาลำให้ฟังเพื่อตรวจเช็กความถูกต้อง
ฝึกเข้าจังหวะแคน: นำหมอแคนมาร่วมซ้อม เพื่อฝึกการลำให้เข้ากับเสียงแคน
ใช้เทคโนโลยีช่วยซ้อม: ในสมัยก่อนจะมีการอัดเสียงใส่เทปคาสเซ็ทให้ลูกศิษย์นำกลับไปเปิดฟังและฝึกซ้อมด้วยตนเอง
ความถูกต้องและชัดเจน: สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อเคี่ยวเข็ญคือ ลูกศิษย์ต้องจำกลอนลำได้แม่นยำ มีจังหวะ ท่วงทำนอง และการออกอักขระที่ถูกต้อง ชัดถ้อยชัดคำ (ฉะฉาน) จึงจะอนุญาตให้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ได้
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1. โรงเรียนบ้านท่าแร่
2. โรงเรียนสิริศิลปศาสตร์
3. หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
รางวัลศิลปินเชิดชูวัฒนธรรม
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
1.พิธีกร
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558)
2. พิธีกร
3. วิทยากรด้านการร้อง ลำ
4.เกษตรกร
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
การเป็นหมอลำไม่น่าอาย เป็น อาชีพที่หาเงินได้ง่าย สามารถเลี้ยงชีพและครอบครัวได้ อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2569