ภูมิหลัง
หากจะถามว่าชีวิตของแม่ผูกพันกับหมอลำมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คงต้องบอกว่ามันฝังอยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่จำความได้ พ่อของแม่ท่านเป็นหมอแคน และบรรพบุรุษของเราก็เป็นหมอแคนสืบต่อกันมา เพราะความรักในเสียงดนตรีพื้นบ้าน พ่อจึงตั้งใจและแนะนำให้แม่เรียนลำ เพื่อที่จะได้ใช้ศิลปะแขนงนี้เลี้ยงชีพและมีอาชีพเป็นหมอลำตามรอยครอบครัว
ตอนที่เริ่มเรียนลำใหม่ๆ พ่อพาแม่ไปฝากฝังไว้กับ คุณแม่ถาวร ซึ่งเป็นหมอลำอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พอเริ่มมีพื้นฐานบ้าง ก็ได้ย้ายไปเรียนต่อกับ พ่อประเทือง เสียงใส ตอนนั้นแม่เพิ่งอายุได้ประมาณ 19 ปี กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นเลยค่ะ ร่างกายกระฉับกระเฉง ร้องได้ ลำได้ เต้นได้เต็มที่ พอเริ่มกล้าแกร่งขึ้นก็เลยตัดสินใจเดินทางเข้าสู่เมืองอุดรธานี
จุดเริ่มต้นในเมืองอุดรฯ แม่ได้เข้าไปอยู่ในสำนักงานของ คุณแม่บุญกอง ชอญชัย อยู่แถวๆ ข้างวัดมัชฌิมาวาส ใช้ชีวิตเรียนรู้และรับงานอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 2 ปี ก็ถึงเวลาขยับขยาย แม่ย้ายเข้าไปอยู่ร่วมสังกัดกับ คุณพ่ออุดม ธนูทอง และคุณแม่ทองบาง ธนูทอง ในนาม "หมอลำสันติภาพบันเทิง" ที่จังหวัดขอนแก่น ตอนนั้นอายุประมาณ 22-23 ปี ถือว่าเป็นช่วงที่ดวงของแม่เฮงมากๆ งานจ้างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ได้โลดแล่นอยู่บนเวทีอย่างมีความสุข
แต่ชีวิตคนเราก็มีจุดเปลี่ยน หลังจากออกจากวงของคุณแม่ทองบาง แม่ก็หยุดลำไปพักใหญ่ เพราะได้พบรักและแต่งงานจนกระทั่งตั้งท้อง แฟนเลยบอกให้หยุดลำก่อนเพื่อความปลอดภัยและจะได้เลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ แม่หยุดลำไปได้สักพักก็ตั้งท้องลูกคนที่สอง ชีวิตช่วงนั้นทุ่มเทให้กับการเป็นแม่คนจนลูกๆ เติบโต ปัจจุบันลูกคนโตจบปริญญาตรี ทำงานเป็นครูสอนฟิตเนสอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนลูกคนเล็กเรียนจบด้านศึกษาศาสตร์ แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้บรรจุ แต่ก็ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตคนเป็นแม่ค่ะ
หลังจากออกจากขอนแก่นคราวนั้น แม่ทิ้งไมค์ทิ้งเวทีไปนานถึง 5 ปี เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปทำงานโรงงาน ตอนนั้นบอกตัวเองเลยว่าชีวิตลำบากมาก ดิ้นรนทุกวิถีทางในเมืองใหญ่ จนในใจมันร่ำร้องว่า... เราต้องหวนคืนสู่เวทีหมอลำ
ในปี พ.ศ. 2553 แม่ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่อุดรธานีอีกครั้งเพื่อตั้งต้นเริ่มชีวิตหมอลำใหม่ และที่นี่เองทำให้แม่ได้พบกับ หมอลำยอดรัก ธาตุไพบูลย์ ซึ่งท่านเป็นศิษย์เอกของพ่อเจริญ ดาเหลา แม่ได้มีโอกาสรับงานลำคู่กับท่านเป็นงานแรก พอแสดงเสร็จท่านก็หันมาถามแม่ว่า “สนใจจะเรียนต่อไหม อยากพัฒนาตัวเองในด้านหมอลำต่อหรือเปล่า” วินาทีนั้นแม่รู้ทันทีว่าแม่มาถูกทางแล้ว แต่ในใจตอนนั้นแม่ตั้งมั่นว่าอยากจะเข้าไปกราบและฝากตัวกับคุณแม่บุญช่วง เด่นดวง ก่อน
ในที่สุดปี พ.ศ. 2553 แม่ก็ได้เข้าไปพบ คุณแม่บุญช่วง เด่นดวง คำแรกที่คุณแม่บุญช่วงบอกกับแม่และยังก้องอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้คือ "ถ้าอยากสืบสานศิลปวัฒนธรรม ทำนองลำของแม่ต้องอยู่กับแม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่จึงตัดสินใจเข้าไปพักอาศัยและเรียนลำอยู่กับคุณแม่บุญช่วงอย่างจริงจัง ทุ่มเทเรียนรู้อยู่ประมาณ 1 ปีเต็ม ตอนนั้นแม่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ จากที่เคยลำจังหวะลำซิ่งกลายมาเป็นต้องฝึกฝน "จังหวะลำอุบล" ซึ่งเป็นทำนองที่อ่อนช้อยและทรงคุณค่า พอเรียนจบหลักสูตร ไม่ว่าคุณแม่บุญช่วงจะเดินทางไปลำที่ไหน ท่านก็จะเมตตาให้แม่ติดตามไปด้วยเสมอ จนเข้าสู่ปีที่ 2 แม่เริ่มแก่กล้าวิชาจนสามารถรับงานเองได้ ซึ่งคุณแม่บุญช่วงก็ยังคอยเมตตารับงานส่งต่อให้อยู่ตลอด โดยเวทีแรกที่แม่ได้ออกไปลำเดี่ยวในฐานะศิษย์แม่บุญช่วง คือที่บ้านห้วยเกิ้ง อำเภอบ้านไผ่
หลังจากนั้นแม่ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้เรื่อยมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 ถือเป็นปีแห่งเกียรติยศสูงสุดในชีวิตหมอลำของแม่ แม่ได้มีโอกาสไปร่วมประกวดร้องหมอลำในงานอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ และได้รับ รางวัลชนะเลิศ พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ถ้วยรางวัลใบนี้คือเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ปัจจุบันแม่นำไปเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์สืบสานวัฒนธรรมบ้านแม่บุญช่วง เพื่อให้คนรุ่นหลังหรือผู้คนที่ผ่านไปมาได้ร่วมชื่นชมและเห็นถึงความงดงามของศิลปะหมอลำ รางวัลพระราชทานในวันนั้นกลายเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้แม่หยัดยืนและลำเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
จากวันแรกที่เป็นเด็กสาวลูกหมอแคน จนถึงวันนี้... แม่ยังคงปักหลักสืบสานงานศิลป์อยู่กับคุณแม่บุญช่วง เด่นดวง เพราะคุณแม่คือครูผู้ให้ชีวิตใหม่ในวงการ เป็นผู้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับแม่ ทั้งศาสตร์ของการลำ การร้อง การพูดรวมไปถึงการฟ้อนรำอย่างหมดเปลือก และแม่จะขอทำหน้าที่ตรงนี้ เพื่อสืบสานจิตวิญญาณหมอลำต่อไปตราบเท่าที่มีแรงค่ะ
ความเป็นมาฉายาหมอลำ
คุณพ่อทองเจริญบอกว่า แม่หยุดไปพักนึงแล้วหวนมาลำ ก็หมายความว่าลมหวนคืนมาแล้ว ก็เลยมาตั้งฉายาให้ว่าอุษา ลมหวน คุณพ่อทองเจริญเป็นคนตั้งให้ ก็เลยใช้ฉายานี้เลยค่ะ
ด้านทำนองลำที่ถนัด
กลอนลำทำนองอุบลฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
สิ่งสำคัญที่สุดที่แม่ยึดถือมาตลอดชีวิตการแสดง คือความกตัญญูรู้คุณและสิ่งสิริมงคล ก่อนที่แม่จะเริ่มเอื้อนเอ่ยบทกลอนสนุกสนานให้แฟนๆ ได้ม่วนกัน สิ่งแรกที่แม่ต้องทำคือการยกมือขึ้น "อ้อยอครู" เพื่อกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย ทั้งพุทธรัตนัง ธัมมะรัตนัง สังฆะรัตนัง รวมถึงคุณบิดามารดาและครูบาอาจารย์ทุกท่าน แม่น้อมจิตขอพรให้เสียงร้องและสุ้มเสียงของแม่มีพลัง ให้การแสดงในค่ำคืนนั้นราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ มาพานพบ และเมื่อเอ่ยปากเว้าออกไป... ก็ขอให้เป็นที่ขยาดขามเกรงใจและเมตตาเอ็นดูแก่ผู้ฟังทุกคนค่ะ
ในด้านของทางลำและบทกลอน แม่ตั้งใจเสมอว่าอยากให้คนฟังได้ทั้งความเพลิดเพลินและข้อคิดกลับไปใช้ในชีวิตจริง
การเดินกลอนนิทานชาดก: แม่ชอบหยิบยกเอาเรื่องราวในวรรณคดีหรือนิทานชาดกแฝงธรรมะมาขับร้อง เช่น กลอนนิทานเรื่อง พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เพื่อสะท้อนให้เห็นสัจธรรมของชีวิตเรื่องการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ให้คนฟังได้เห็นภาพชัดเจนผ่านเสียงลำ
สอดแทรกคติธรรม (ผญาอีสาน): ปรัชญาพื้นบ้านคมๆ คือเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ เวลาลำแม่จะชอบสอดแทรกผญาเปรียบเปรยสอนใจเอาไว้เสมอ อย่างกลอนที่แม่ลำว่า "ไม้ดีอ่อนไม่ต้องดีแข็ง... คนดีใช้ไม่ขัดไม่ขืน" เพื่อสะท้อนเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนและการวางตัวในสังคม
แม้ว่าวันนี้แม่จะผ่านเวทีมามากมาย จนได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานอันเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ไม่เคยลืมคือ "ความสุภาพและถ่อมตน" ทุกครั้งที่ขึ้นแสดง แม่จะกล่าวขอบคุณและน้อมรับคำชี้แนะ พร้อมทั้งขออภัยพ่อแม่พี่น้องเสมอหากมีสิ่งใดที่แม่แสดงขาดตกบกพร่องไป
นอกจากนี้ ในฐานะที่แม่เติบโตมาได้เพราะความเมตตาจากครูอาจารย์ วันนี้เมื่อมีโอกาส แม่จึงพร้อมที่จะส่งเสริมและเปิดเวทีให้โอกาสหมอลำรุ่นหลังๆ ได้ขึ้นมาแสดงความสามารถ สลับปรับเปลี่ยนกันมอบความม่วนซวนเลิง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนวงการหมอลำให้ยืนยงต่อไปในรูปแบบการทำงานเป็นทีม
สำหรับแม่แล้ว... เอกลักษณ์ทั้งหมดนี้แหละค่ะ คือหัวใจของ "อุษา ลมหวล" มันคือความกลมกล่อมที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์ในสายวิชา ศิลปะอันงดงามของท่วงทำนอง และความบันเทิงที่จริงใจ เพื่อให้เสียงลำนี้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของแฟนเพลงทุกคนตราบเท่านานค่ะ
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
มีแต่บันทึกการแสดงสดทางยูทูป มีเยอะเลยค่ะ
การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (แขวงคำม่วน, เวียงจันทร์ พ.ศ. 2565)
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ ท่านใด คณะใดบ้าง
1. คณะหมอลำสันติภาพบันเทิง 2. หมอลำยอดรัก ธาตุไพบูลย์ 3. หมอลำบุญช่วง เด่นดวง 4.หมอลำยอดรัก ธาตุไพบูลย์ 5.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี 6.หมอลำจอมเทพ พัยแสน 7.หมอลำเก่งกล้า ธาตุทอง 8.หมอลำพงษ์พีน พงษ์อนันต์ 9.หมอลำสมพงษ์ ม้าแสนหก 10.หมอลำเคน รุ่งแสง 11.หมอลำบัญชา ไพศาล 12.หมอลำถาวร ตู้คัมภีร์13.หมอลำสมโภช ดาวสยาม 14.หมอลำปรีชา ม้าแสนหก 15.หมอลำสมพงษ์ มาพร 16.หมอลำสุดใจ แดนอุดร 17.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก 18.รูซี่ ฆ้องสามจูม 19.หมอลำภักดี ดาวรุ่ง 20.หมอลำพรชัย ธิมาธา 21.หมอลำเคน ดาเหลา
การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
รางวัลชนะเลิศการประกวดหมอลำ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ที่ลานอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ จังหวัดหนองคาย พ.ศ.2555
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ
อยากให้เยาวชนหันมาสืบสานและอนุรักษ์ศิลปะหมอลำเพราะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาสูงเสมอไป โดยเน้นย้ำให้คนรุ่นใหม่มุ่งพัฒนาความสามารถในการร้องและการรำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งให้ภูมิใจในวิชาชีพโดยไม่ต้องกังวลคำดูถูกว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน เพื่อร่วมกันรักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่สืบไปให้นานที่สุด
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2569