ภูมิหลัง
จุดเริ่มต้นบนถนนสายนี้เกิดขึ้นเมื่ออายุเพียง 13-14 ปี เมื่อความหลงใหลนำพาให้แม่ครูเข้าฝากตัวเป็นศิษย์เรียนหมอลำกับ อาจารย์จันทร์หอม สว่างเพียร ภูพาน ณ บ้านดงมะไฟ ด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่น เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น ในวัยเพียง 15-16 ปี แม่ครูก็พร้อมก้าวขึ้นสู่เวทีในฐานะ "หมอลำอาชีพ" อย่างเต็มตัว
การออกเดินสายลำในยุคแรกเริ่มนั้นจัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยเฉพาะบริเวณข้างวัดมัชฌิมาวาส ซึ่งเป็นจุดที่เธอได้ปักหลักทำการแสดงอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ในช่วงเวลาต่อมา ชีวิตได้พลิกผันเข้าสู่บทบาทครอบครัวและการแต่งงานกับ อาจารย์ชัชชัย อินทร์วงศ์ ทว่าเมื่อเส้นทางชีวิตคู่ต้องยุติลงและแยกย้ายกันไปคนละทาง ในปี พ.ศ. 2532 แม่ครูจึงตัดสินใจย้ายไปพำนักและรับงานแสดงหมอลำอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นอยู่ระยะหนึ่งสายใยผูกพันในมาตุภูมิได้นำพากรุยทางให้แม่ครูย้ายกลับคืนสู่บ้านเกิดอีกครั้ง โดยเข้าพักอาศัย ณ ชุมชนบ้านหนองตูม ศรีธน ซอย 4 จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นฐานที่มั่นในการใช้ชีวิตจนถึงปัจจุบัน
แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไป แต่น้ำเสียงและจิตวิญญาณแห่งความเป็นหมอลำยังคงเปี่ยมล้น ปัจจุบันแม่ครูยังคงจับไมค์ร้องลำ มอบความสุขให้แก่ผู้ฟังอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ศิลปินท่านนี้ได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้บนเวทีประกวดหมอลำมาแล้วมากมายหลายแห่ง คว้าเกียรติบัตรและรางวัลการันตีความสามารถมาครองเป็นจำนวนมาก นับเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญผู้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหมอลำให้อยู่คู่แผ่นดินอีสานอย่างแท้จริง
ที่มาฉายาหมอลำ
ฉายาในวงการ “เสียงเสน่ห์” (อาจารย์จันหอม ช้างเผือกภูพาน เป็นผู้ตั้งให้)
ทำนองลำที่ถนัด
กลอนลำทำนองอุดรและขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
ความโดดเด่นที่ทำให้แม่ครูดาวเรืองกลายเป็นที่จดจำและยอมรับในวงการหมอลำ คือ ความสามารถอันรอบด้านและทักษะที่เจนจบในทุกกระบวนท่าของการแสดง แม่ครูได้เล่าถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวว่า ประกอบไปด้วย "การโอ่ลำ" (ทำนองลำโอ่ที่ใช้ในการไหว้ครูหรือขึ้นต้นบทเรียน) การเดินกลอน และลีลาการฟ้อนรำที่งดงามสะดุดตา ซึ่งความสามารถเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ "ลำเกี้ยว" (การร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสี) "ประกาศศรัทธา" (การลำบอกบุญหรือขอบคุณเจ้าภาพ) "ลำเต้ย" "ลำล่อง" (ทั้งล่องสั้นและล่องยาว) รวมถึง "ลำนิทาน" หรือการลำแสดงเป็นเรื่องราว
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็น "ภาพจำ" มากที่สุดในสายตาของมิตรหมอลำและแฟนเพลง แม่ครูดาวเรืองยอมรับด้วยความภาคภูมิใจว่า นอกจากเรื่อง "สุ้มเสียง" ที่มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุดคือ "ลีลาการฟ้อนรำที่สวยงาม" และ "กลอนลำเดินดง" ที่แคล่วคล่องว่องไว ในอดีตยุคที่ร่างกายยังแข็งรากฐานมั่นคง แม่ครูสามารถรับบทบาทการแสดงได้ทุกรูปแบบ เรียกได้ว่า "ได้หมดทุกอย่าง" ตั้งแต่บทนางเอก บทเกี้ยว ไปจนถึงบทโศกบทซึ้ง
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1. ผลงานในรูปแบบซีดี “ชุดลำเกี้ยว” 2. ผลงานในรูปแบบซีดี “ลำเที่ยวอีสาน” 3. ผลงานในรูปแบบซีดี “นกกระจอกออก” 4. ผลงานในรูปแบบซีดี “แก่เข้าหาผัว” 5. ผลงานในรูปแบบซีดี “ผัวที่ 2” เคยเล่นละคร เรื่องห้าคม
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน 2. หมอลำแม่ราตรี ศรีวิไล 3. หมอลำอังคนางค์ คุณไชย 4. หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ 5.หมอลำสุนันท์ ฆ้องสามจูม 6.หมอลำเสถียร น้อยลมแดง 7.หมอลำจำนงค์ ลือชา 8.หมอลำบุญเพ็ง พระเหล็กไหล 9หมอลำบุญเรือง วรวัฒน์ 10.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ 11.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล 12.หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์ 13.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก 14.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี 15.หมอลำลูซี่ ฆ้องสามจูม16.หมอลำสุบิน รถด่วน 17.หมอลำมนตรี รถด่วน 18.หมอลำพรชัย นกเขาขัน 19.หมอลำพรเจริญ นกเขา 20.หมอลำลำดวน ปากเข็ด 21.หมอลำสุวรรณปากเข็ด 22.หมอลำถาวร ตู้คัมภีร์ 23.หมอลำสำรอง สาธุการ 24.หมอลำสมหมาย มีธรรม 25.หมอลำคำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด 26.หมอลำสุพรรณ ดาวเหนือ 27.หมอลำบุญช่วง เด่นดวง 28.หมอลำเจริญ ดาเหลา 29.หมอลำสุภาพร เสียงใส 30.หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาล 31.หมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ 32.หมอลำบัวแก้ว แก้วเชียงหวาง 33.หมอลำสุดตา ดาวยั่ว
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
ในอดีตสมัยที่แม่ครูย้ายจากจังหวัดอุดรธานีไปปักหลักอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แม่ครูได้เปิดบ้านต้อนรับและฟูมฟักลูกศิษย์รุ่นเยาว์อยู่ราว ๔-๕ คน (เช่น ลูกศิษย์ที่ชื่อ "แมว" และ "สงวน") แม้ในปัจจุบันวันเวลาจะผ่านพ้นไปจนจำชื่อจริงของศิษย์ไม่ได้ทั้งหมด แต่ภาพความทรงจำในการเคี่ยวกรำเยาวชนยังคงแจ่มชัด
กลวิธีในการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
นอกเหนือจากการเป็นผู้มอบความสุขบนเวทีแล้ว บทบาทที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันของแม่ครูดาวเรืองคือการเป็น "ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา" ในอดีตสมัยที่แม่ครูย้ายจากจังหวัดอุดรธานีไปปักหลักอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แม่ครูได้เปิดบ้านต้อนรับและฟูมฟักลูกศิษย์รุ่นเยาว์อยู่ราว ๔-๕ คน (เช่น ลูกศิษย์ที่ชื่อ "แมว" และ "สงวน") แม้ในปัจจุบันวันเวลาจะผ่านพ้นไปจนจำชื่อจริงของศิษย์ไม่ได้ทั้งหมด แต่ภาพความทรงจำในการเคี่ยวกรำเยาวชนยังคงแจ่มชัด นอกจากนี้ เมื่อย้ายกลับมาอยู่อุดรธานี แม่ครูยังได้รับเชิญไปเป็นครูพิเศษสอนนักเรียนที่โรงเรียนในอำเภอหนองหานอีกหลายครั้ง
กระบวนการเรียนการสอนสไตล์แม่ครูดาวเรือง มีลำดับขั้นตอนที่เป็นระบบและเน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยเริ่มจาก:
ขั้นที่ ๑: การฝึกโอ่ เพื่อปรับฐานเสียง ฝึกการเอื้อน และทำความเข้าใจจังหวะทำนองพื้นฐาน
ขั้นที่ ๒: การต่อกลอน แม่ครูจะเป็นผู้เขียนบทกลอนลำให้ศิษย์นำไปท่องจำให้ขึ้นใจ (แม้แม่ครูจะออกตัวว่าตนเองไม่ได้เน้นการแต่งกลอนเอง แต่ก็มีความเชี่ยวชาญในการตรวจทานและสัมผัสคำได้อย่างแม่นยำ)
ขั้นที่ ๓: การรำใส่แคน เมื่อศิษย์จำกลอนลำได้แล้ว แม่ครูจะจับศิษย์รำเข้ากับเสียงแคนจริง ฝึกสอนลีลาการฟ้อนรำและการถ่ายทอดอารมณ์ตามลำดับเนื้อหา ตั้งแต่กลอนไหว้ครู ประกาดศรัทธา ลำเกี้ยว ไปจนถึงลำนิทาน
แม้ลูกศิษย์หลายคนในอดีตจะเติบโตขึ้น แยกย้ายไปแต่งงานมีครอบครัว และวิถีชีวิตเปลี่ยนไปจนไม่ได้ยึดอาชีพหมอลำต่อ แต่ศาสตร์และศิลป์ที่แม่ครูได้ปลูกฝังเอาไว้ ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณคนอีสานอย่างไม่อาจลบเลือน
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1. โรงเรียนในอำเภอหนองหาน
2. โรงเรียนเทศบาล 6 นครอุดรธานี
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1. โล่รางวัลจากการประกวดหมอลำในจังหวัดอุบลราชธานี
2. โล่รางวัลจากการประกวดหมอลำในจังหวัดขอนแก่น
3. โล่รางวัลจากการประกวดหมอลำในจังหวัดอุดรธานี
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1.ค้าขาย
2.เกษตรกร
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ
"แม่ครูอยากให้เด็กๆ รุ่นใหม่มาร่วมกันร้อง มาร่วมกันรำ มาแสดงวัฒนธรรม และช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ อย่าปล่อยให้ศิลปะหมอลำนี้ต้องสูญหายไปตามกาลเวลา" และเพื่อเป็นการยืนยันในปณิธานนี้ แม่ครูยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า หากวันใดที่ร่างกายพร้อมและมีเวลาว่าง แม่ครูก็ยังยินดีที่จะเปิดบ้านรับสอนหมอลำให้แก่เยาวชนหรือผู้ที่สนใจทุกคน โดยสามารถเดินทางมาพบแม่ครูได้เสมอ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569