ภูมิหลัง
การก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะหมอลำเริ่มต้นขึ้นที่ จังหวัดร้อยเอ็ด ดินแดนแห่งอารยธรรมอีสาน โดยได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างเต็มกำลังจากคุณแม่ ผู้มีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะให้ลูกเป็นผู้ “สืบทอดตำนานหมอลำ” ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลาการฝึกฝนดำเนินไปอย่างเข้มข้นภายใต้บรรยากาศของครอบครัวที่เป็นทั้งครูและกำลังใจ ตื่นตี 4 เพื่อฝึกท่องกลอนลำในยามเช้าตรู่ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่งและเสียงมีพลังที่สุดมีคุณแม่เป็นผู้ควบคุมดูแลการท่องจำและการเอื้อน และมีคุณพ่อเป็นผู้เป่าแคนคลอประกอบการซ้อม ทำให้จังหวะและทำนองฝังลึกอยู่ในสายเลือด
เอกลักษณ์ด้านพลังเสียงของแม่ครูส่วนหนึ่งมาจากกรรมวิธีฝึกฝนแบบโบราณที่เรียกว่า “การฮ้องน้ำ” โดยการดำน้ำลงไปแล้วฝึกเปล่งเสียงร้องออกมา วิธีนี้ช่วยฝึกการใช้ลมหายใจและทำให้เสียงมีพลังกังวาน ไม่แหบแห้ง แม้ต้องใช้เสียงเป็นเวลานานบนเวที
แม่ครูได้สร้างผลงานฝากไว้ในรูปแบบเสียงบันทึกกับค่าย ราชบุตร สเตอริโอ จังหวัดอุบลราชธานี โดยเป็นการลำคู่กับหมอลำชายชื่อดังอย่าง วิเศษ สาริกา ซึ่งถือเป็นผลงานที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการลำคู่ได้อย่างยอดเยี่ยม
ครั้งหนึ่งในชีวิตศิลปิน แม่ครูเกือบได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่ต่างประเทศ โดยมีการเตรียมความพร้อมถึงขั้นเดินทางไปทำพาสปอร์ตที่กรุงเทพฯ จัดเตรียมทีมทั้งหมอแคน หมอลำ และนักมวย เพื่อไปแสดงร่วมกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าโครงการดังกล่าวต้องยกเลิกไป เนื่องจากกลุ่มนักมวยไม่ผ่านการพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย
อัตราค่าจ้างในอดีตสะท้อนถึงยุคสมัยและรูปแบบการจัดงานที่เปลี่ยนแปลงไป ยุคบุกเบิกค่าจ้างอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าบาท (ประกอบด้วยหมอลำชาย-หญิง และหมอแคน 2 คน โดยเจ้าภาพเป็นผู้จัดเตรียมเวทีและเครื่องเสียงเอง) ยุคต่อมาขยับขึ้นเป็น 5,000 บาท และเพิ่มขึ้นถึง 10,000 - 20,000 บาท เมื่อเริ่มมีการรวมค่าเช่าวงดนตรี เครื่องเสียง และเวทีเข้าเป็นแพ็กเกจเดียวกัน
ตลอดระยะเวลาการแสดง แม่ครูได้ผ่านเวทีน้อยใหญ่มามากมาย ทั้งการเข้าร่วมแข่งขันประชันลำที่ อำเภอชุมแพ และเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นที่รู้จักไปทั่วภูมิภาค คือการไปแสดงที่ บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด จนได้รับฉายานามว่า "สนั่นเมือง" ซึ่งสะท้อนถึงพลังเสียงและการแสดงที่ตราตรึงใจผู้ชม
ปัจจุบันแม่ครูยังคงรักษาจิตวิญญาณศิลปินด้วยการรับงานลำในงานบุญประเพณีต่าง ๆ เช่น งานบุญผะเหวด และงานในชุมชนอย่างที่บ้านหนองหมื่นเท้า
ที่มาฉายาหมอลำ
ฉายา “หนูเลียบ สนั่นเมือง” ได้รับฉายานี้ขณะไปลำที่บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยการแนะนำของ ลำไย สังฆมณี
ทำนองลำที่ถนัด
ทำนองขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีทำการแสดง คุณแม่หนูเรียบมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำอย่างเด่นชัด สิ่งที่ทำให้ผู้ชมหลงรักคือ “ความร่าเริงแจ่มใส” และอัธยาศัยไมตรีที่ดีเยี่ยม คุณแม่มีความสามารถสูงในการดึงดูดใจประชาชน มีวาทศิลป์ในการสื่อสาร และการแสดงออกที่เข้าถึงอารมณ์ นอกจากนี้ ในมุมมองของเพื่อนพ้องร่วมวงการหมอลำ ต่างยกย่องว่าคุณแม่เป็นผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะ มีการร้องและการรำที่ดีเยี่ยม เนื้อหาของกลอนร้องและกลอนลำที่ถ่ายทอดออกมานั้นล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัว ส่งผลให้ไม่ว่าจะไปแสดงที่ไหน ก็มักจะได้รับความรักและถูกเชิญให้กลับไปแสดงซ้ำอยู่เสมอ คุณแม่เล่าว่า ในอดีตการแสดงหมอลำนั้นมีความทรหดและยาวนานมาก โดยต้องขึ้นเวทีทำการแสดงตั้งแต่ช่วงค่ำ (ประมาณ 2-3 ทุ่ม) ยาวไปจนถึงสว่างคาตา ซึ่งแตกต่างจากยุคปัจจุบันที่การแสดงมักจะสิ้นสุดลงในช่วงเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
บันทึกเทปที่ ราชบุตรสตูดิโอ
การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำวิเศษ สาลิกา 2. หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ 3. หมอลำอ่อนตา แก้ววันนา 4. หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์ 5. หมอลำประยูร บี52 6. หมอลำสมบัติ ศรีทบาล 7. หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี 8. หมอลำทองใบ เสียงทอง 9.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก 10.หมอลำพรชัย นกเขาขัน 11.หมอลำสาคร นกเขาขัน 12.หมอลำสุนทร นกเขาหลิ่ว 13.หมอลำสำราญ ดาวรุ่ง 14.หมอลำวิเชียร วงศ์ษา 15.หมอลำลำดวน ปากเข็ด 16.หมอลำพรเจริญ ปากเข็ด 17.หมอลำสุวรรณ ปากเข็ด 18.หมอลำเลิศรส ปัญญาใส 19.หมอลำอาชา ม้าแสนหก 20.หมอลำเสถียร ลมแดง 21.หมอลำมนตรี รถด่วน 22.หมอลำยอดรัก ขวัญอุดร
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1.หมอลำลำพัน สนั่นเมือง 2.หมอลำรวี สนั่นเมือง 3.หมอลำรัตติยา สนั่นเมือง 4.หมอลำนิติวัฒน์ สนั่นเมือง 5.หมอลำทองมา สนั่นเมือง 6.หมอลำพวงเพชร ศรศิริ 7.หมอลำธัญญษรัก สนั่นเมือง 8.หมอลำนิติรัฐ สนั่นเมือง 9.หมอลำกวี สนั่นเมือง 10.หมอลำบุพิณ สนั่นเมือง 11หมอลำชุติมา สนั่นเมือง 12.หมอลำวายุ สนั่นเมือง
กลวิธีในการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ในด้านการเป็นครูผู้ถ่ายทอด คุณแม่มีกรรมวิธีและตารางการฝึกฝนที่เข้มงวดและเป็นระบบ เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถก้าวขึ้นสู่เวทีได้อย่างภาคภูมิ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
คุณแม่จะทำการโน้ตกลอนลำลงสมุดให้ลูกศิษย์ ลูกศิษย์ทุกคนต้องตื่นนอนตั้งแต่เวลา 05.00 น. (ตีห้า) เพื่อลุกขึ้นมาท่องจำกลอนลำ ย้ำคิดย้ำทำ ท่องแล้วท่องอีกจนกว่ากลอนลำจะฝังลึกและสามารถว่ากลอนได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด เมื่อท่องจำจนขึ้นใจและคล่องแคล่วแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือต้องนำกลอนนั้นมารำสดร่วมกับการเป่าแคน ซึ่งในอดีตคุณพ่อของคุณแม่หนูเรียบ (ซึ่งเป็นผู้แต่งกลอนลำให้คุณแม่) ก็เป็นหมอแคนเช่นกัน เมื่อผ่านขั้นตอนการรำใส่แคนได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงจะถือว่าพร้อมที่จะขึ้นเวทีใหญ่ได้
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1.ได้รับเกียรติบัตร เป็นคณะทำงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2567
2.ได้รับเกียรติบัตร ได้สนับสนุนและร่วมกิจกรรมส่งเสริมสนับสุนนต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมลานวัฒนธรรมสร้างสุข งานประจำปีทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2565 จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี
3.ได้รับเกียรติบัตร ได้ร่วมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมงานเฉลิมฉลอง๓พระบาทมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่2 พ.ศ. 2567 จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
4.ได้รับเกียรติบัตร ได้เข้าร่วมการแสดงหมอลำพื้นบ้านโครงการส่งเสริมศิลปะการแสดงพื้นบ้าน จากจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีและสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2568
5.ได้รับเกียรติบัตร ได้ร่วมส่งเสริมการแสดงศิลปวัฒนธรรมงานทุ่งศรีเมืองจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2567 จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1.ธุรกิจส่วนตัว
2.ตัวแทนประกันชีวิต
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
ด้วยความรักและความผูกพันในศิลปะหมอลำอย่างหมดหัวใจ แม่มีความตั้งใจจริงที่อยากจะเชิญชวนและฝากไปถึงลูก ๆ หลาน ๆ รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคน ให้หันกลับมาเรียนรู้ ร่วมสืบสานการแสดงและการขับลำนำนี้ไว้ ไม่อยากให้สูญหายไปตามกาลเวลา “ในตัวแม่ตอนนี้ มีกลอนลำที่เซฟและสะสมเอาไว้มากมาย กลอนลำเหล่านี้คือสมบัติล้ำค่าที่แม่พร้อมจะมอบให้ พร้อมที่จะถ่ายทอด และสนับสนุนทุกคนอย่างเต็มที่” หากเยาวชนคนไหนสนใจ อยากจะเข้ามาเรียนรู้ศิลปะการแสดง หรืออยากจะมาต่อกลอนลำเพื่อนำไปสืบสาน แม่ยินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจและพร้อมเปิดประตูต้อนรับเสมอ ขอเพียงแค่มีหัวใจที่รักและอยากจะสืบทอดมรดกชิ้นนี้ไว้ ขอเชิญชวนเยาวชนทุกคนนะคะ... มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานลมหายใจของหมอลำ มารับเอาศาสตร์และศิลป์นี้ไปส่งต่อ เพื่อให้กลอนลำไม่สูญหายไปค่ะ
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569