ภูมิหลัง
ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งที่คุณพ่อบุญเสริมมีอายุได้เพียง 17 ปี หัวใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในศิลปะการแสดงหมอลำ ในยุคนั้น ชื่อเสียงของ “พ่อครูเคน ดาเหลา” (ศิลปินแห่งชาติ) โด่งดังเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า พี่ชายของผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจพาคุณพ่อบุญเสริมนั่งรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี
การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรังแดงฉาน ตลอดการเดินทางฝุ่นตลบอบอวลจนเสื้อผ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เมื่อไปถึงสำนักของพ่อครูเคน แม้จะตั้งใจว่าจะอยู่ศึกษาเล่าเรียนให้ครบ 1 ปี แต่ด้วยความโด่งดังของพ่อครู ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาหลั่งไหลเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์มากมายถึง 50–60 คน ความเป็นอยู่จึงเป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย ท่ามกลางผู้คนที่แออัดจนได้กินข้าวเพียงวันละครั้ง หลังจากพากเพียรเรียนรู้ได้เพียง 9 เดือน คุณพ่อบุญเสริมจึงตัดสินใจกราบลาครูอาจารย์เดินทางกลับมายังมาตุภูมิ และนั่นคือจุดเริ่มต้นเดียวและจุดสิ้นสุดของการร่ำเรียนหมอลำจากครูอาจารย์อย่างเป็นทางการ เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ไปต่อวิชากับใครอีกเลย
เมื่อกลับมาบ้านคุณพ่อบุญเสริมได้เริ่มต้นรับงานลำคู่กับ “แม่อำพรรณ สร้อยสังวาล” ซึ่งเป็นศิษย์ที่ร่ำเรียนมาจาก “แม่บุญเพ็ง” ในช่วงแรกเริ่มนั้น วงการหมอลำยังขาดการส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ งานจ้างจึงมีน้อยและไม่สม่ำเสมอ เป็นเช่นนี้อยู่หลายปีจนกระทั่งอายุล่วงเข้าสู่วัย 20 ปลายๆ ถึง 30 ปี
จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ “หมอลำวังสถาน” พ่อครูหมอลำอาวุโสผู้มีพระคุณได้เอ่ยทักว่า “ลำเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ได้ตังค์ ลองเปลี่ยนชื่อใหม่ดูไหม” ท่านจึงได้เมตตาตั้งชื่อให้ใหม่เป็น “บุญเสริม เพ็ญศรี” ซึ่งคำพูดของพ่อครูวังสถานราวกับคำพยากรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ เพราะหลังจากเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้ ชีวิตการเป็นหมอลำก็พลิกผันอย่างสิ้นเชิง มีงานจ้างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย มีเงินทองไหลมาเทมา สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวและส่งเสียลูกเต้าจนได้ดิบได้ดีรับราชการ ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในวิชาความรู้ที่ “ปู่เคน ดาเหลา” ครูผู้ให้กำเนิดในสายอาชีพมอบให้ โดยไม่เคยทอดทิ้ง นอกจากนี้ ในเส้นทางการลำ คุณพ่อบุญเสริมยังมีความชื่นชอบและประทับใจในปฏิภาณไหวพริบ ท่วงทำนอง บทบาท และลีลาการลำของ “อาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง” เป็นอย่างมาก และยึดถือเป็นต้นแบบในใจมาโดยตลอดจนกระทั่งท่านเสียชีวิต ในฐานะหมอลำกลอนท่วงทำนองอุบล (ทำนองพ่อเคน ดาเหลา) คุณพ่อบุญเสริมยังมีโอกาสได้โลดแล่นในสาย “หมอลำเรื่องต่อกลอน” หรือลำเพลินอยู่ช่วงหนึ่ง โดยในช่วงอายุประมาณ 24–25 ปี ได้ร่วมงานกับคณะ “ร่วมมิตร” และ “คณะบุญมา พัฒนา” ของอาจารย์บุญมา ที่บ้านเขื่อนดงบัง โดยได้รับบทบาทเด่นเป็นถึง “พระเอก” และ “เพื่อนพระเอก” ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ได้ย้ายไปร่วมงานกับ “หมอลำวังสถาน” ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งที่นั่นพ่อครูวังสถานได้เปิดสมาคมหมอลำขึ้นที่โรงแรมสีตระการ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคิวรถ) โดยเจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อครูวังสถานได้ให้ใช้สถานที่จัดตั้งสมาคมเพื่อรับงานให้กับหมอลำคู่อื่นๆกระทั่งอายุได้ 35 ปี คุณพ่อบุญเสริมได้ตัดสินใจเปิดสำนักงานเป็นของตนเองในชื่อ “สำนักหมอลำเสริม เพ็ญศรี” ที่บ้านหนองหลัก อำเภอวังสะพุง ซึ่งหลังจากเปิดสำนักได้เพียง 2–3 ปี ความสามารถอันโดดเด่นก็ส่งผลให้สำนักของท่านคว้า รางวัลชนะเลิศการประกวดหมอลำคู่ ประจำปี พ.ศ. 2526 โดยลำคู่กับ “หมอลำบุญเพ็งน้อย” ได้รับเงินรางวัลสูงถึง 5,000 บาท (จากรางวัลรวม 10,000 บาท) ซึ่งในยุคนั้นเงินจำนวนนี้ถือว่ามีมูลค่ามหาศาล เทียบเท่ากับเงินหลักแสนในปัจจุบัน
หลังจากสร้างชื่อเสียงในต่างแดน ในที่สุดคุณพ่อบุญเสริมได้ย้ายกลับมาปักหลักที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิด เมืองนอน เดิมทีในตัวเมืองอุดรธานีมีสำนักงานหมอลำตั้งหนาแน่นอยู่บริเวณข้างวัดมัชฌิมาวาส ท่านจึงเลือกที่จะย้ายกลับมาสร้างบ้านเรือนอยู่ที่ “บ้านหัวขัว”
“สร้างชื่อเสียงตัวเอง มีงาน มีเงิน สร้างบ้านได้ก็เพราะงานหมอลำนี่แหละ” ทรัพย์สิน เงินทอง และบ้านพักอาศัยอันร่มเย็นในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลพวงมาจากหยาดเหงื่อแรงกายในการทำงานศิลปะการแสดงหมอลำทั้งสิ้น ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด เพื่อนพ้องหมอลำรุ่นเดียวกันต่างโลดแล่นมอบความสุขให้ผู้คน ซึ่งในปัจจุบัน เพื่อนร่วมรุ่นเหล่านั้นได้ล่วงลับดับขันธ์ไปหมดแล้ว เหลือเพียงคุณพ่อบุญเสริมที่ยังคงยืนหยัดเป็นเสาหลักนอกเหนือจากการรับงานแสดงบนเวที คุณพ่อบุญเสริมยังได้ทำหน้าที่เป็น “ครูผู้ถ่ายทอด” โดยทางเทศบาลได้เล็งเห็นถึงภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า จึงได้เชิญท่านไปปฏิบัติหน้าที่เป็น ครูสอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน เป็นเวลานานถึง 7 ปี เพื่อถ่ายทอดศาสตร์แห่งหมอลำกลอนท่วงทำนองอุบลให้แก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลัง ไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา
ในวันนี้ แม้สังขารจะแปรเปลี่ยนไปตามวัย และมีคนคอยถามอยู่เสมอว่า “เมื่อไหร่จะเกษียณจากอาชีพหมอลำ” คำตอบของชายชราผู้มีหัวใจเป็นหมอลำยังคงหนักแน่นและเด่นชัด “จนได้นั่งรถเข็นนู่นแหละ ไม่อยากเลิกลำเพราะใจชอบมากครับ...”
ที่มาฉายาหมอลำ
เดิมชื่อ “เสริม เพ็ญศรี” แต่ต่อมาพ่อใหญ่วัง สถาน (หมอลำวังสถาน) แนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น “บุญเสริม” เนื่องจากเห็นว่าลำมานานแต่ยังไม่รุ่งเรืองและไม่มีเงินเก็บ หลังจากเปลี่ยนชื่อแล้วก็ปรากฏว่ามีงานและมีเงินทองตั้งแต่นั้นมา
ทำนองลำที่ถนัด
กลอนลำทำนองอุบลฯ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้พ่อครูเป็นที่รักของแฟนๆ คือ น้ำเสียงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งหลายคนมักจะนำไปเปรียบเทียบกับน้ำเสียงของ "พ่อใหญ่เคน ดาเหลา" (ศิลปินแห่งชาติ) รวมถึงการมี "ลูกเล่นบนเวที" ที่หลากหลาย"เวลาเราอยู่บนหน้าเวที เราต้องจ้องมองผู้ฟังอยู่ตลอด ต้องดูว่าเขาชอบแบบไหน ชอบให้เราลำแนวไหน... บางคนชอบมุกตลกโปกฮา บางคนชอบบทบาทที่แฝงไปด้วยความรู้"
การแสดงในแต่ละพื้นที่หรือแต่ละหมู่บ้าน แม้จะมีโครงเรื่องคล้ายกัน แต่หมอลำที่ดีต้องรู้จักปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เข้ากับกลุ่มผู้ฟัง เช่น
กลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่น: มักจะชอบความสนุกสนาน มุกตลกโปกฮา และเรื่องเล่าที่ตื่นเต้น
กลุ่มผู้สูงอายุ: มักจะชอบฟังลำเรื่องต่อกลอนที่เป็นนิทานโบราณ (เช่น พระเวสสันดร, เงาะป่า) หรือการลำประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมืองต่างๆ เช่น ประวัติเมืองหนองบัวลำภู เมืองอุดรธานี หรือเมืองหนองคายในอดีต เป็นต้น
เสน่ห์อีกด้านหนึ่งของหมอลำเรื่องต่อกลอนคือ "บทโศก" หรือบทเศร้าสะเทือนอารมณ์ ในอดีตมีหลายกลอนลำที่สามารถเรียกน้ำตาจากผู้สูงอายุได้อย่างท่วมท้น เช่น เรื่อง พระสุธน-มโนราห์, ผาแดงนางไอ่ หรือเรื่อง กนกแก้วมณีจันทร์ (การะเกด-มณีจันทร์)
ยกตัวอย่างฉากสะเทือนใจในเรื่อง "การะเกด" ตอนที่การะเกดถูกยล (กับดัก) จนตกลงมาจากหน้าต่างพร้อมกับม้าคู่ใจ ฉากนี้เป็นบทโศกที่ตัวละครต้องรำพันถึงความสูญเสียและความรักที่มีต่อภรรยา ซึ่งพ่อครูเล่าว่า "ตอนที่รำบทนี้... ตัวเราก็รำไป ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งดูอยู่ข้างล่างก็นั่งร้องไห้ตามไปด้วย เพราะเขารู้สึกสงสารและอินไปกับเนื้อหาของกลอนลำจริงๆ"
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
1. บันทึกเทปร่วมกับ หมอลำบุญช่วง เด่นดวง
2. บันทึกเทปร่วมกับ หมอลำเจริญ ดาเหลา
3. บันทึกเทปร่วมกับ หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาลย์
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
1. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2. ราชอาณาจักรกัมพูชา
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาลย์ 2. หมอลำบุญมา พัฒนา 3. หมอลำวัง สถาน 4. หมอลำบุญเพ็ง น้อย 5. หมอลำบุญช่วง เด่นดวง 6. หมอลำเจริญ ดาเหลา 7.หมอลำขันแก้ว พิมเสน 8.หมอลำอำพร ศรีหามาตย์ 9.หมอลำเสงี่ยม สุขสำราญ 10.หมอลำทองพูล ลูกโม 11.หมอลำไกลแก้ว สีนันท์ 12.หมอลำทองศรี ศรีรัตน์ 13.หมอลำบุญกอง ซ่อนไชย 14.หมอลำหนูเบ็ง ลูกอุบล 15.หมอลำสุมณฑาธาตุทอง 16.หมอลำเทวี ฟ้าฮ่วน 17.หมอลำหวานใจ ทองงาม 18.หมอลำดาวเรือง เสียงเสน่ห์ 19.หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ 20.หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ 21.หมอลำเลิศนภา กระทิงทอง 22.หมอลำอุษา ลมหวน 23.หมอลำมณีจันทร์ 24.หมอลำจุรีรัตน์ งามเวที 25.หมอลำยุภาพร สายลมเย็น 26.หมอลำหวานใจ งามเวที 28.หมอลำสายตา ฟ้าฮ่วน 29.หมอลำลำเตย มีธรรม 30.หมอลำเสงี่ยม ลมบน 31.หมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ 32.หมอลำสุดตา ดาวยั่ว 33.หมอลำจูมทอง เสียงเสน่ห์ 34.หมอลำนันทนา แก้วเสด็จ 35.หมอบุญเลิศ ชัยชนะ 36.หมอลำจันทรา แก้วเสด็จ 37.หมอลำเย็นจิต หงษา 38.หมอลำสังวาล ไชยเลิศ 39.หมอลำศุภี ศิลาวงศ์ 40.หมอลำคำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด 41.หมอลำอรสา ธาตุทอง 42.หมอลำหนูเลียบ สนั่นเมือง 43.หมอลำทองเลิศ ลมบน 44.หมอลำเอ๋ ศุภนาถ เหรวรรณ
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำมอส คำหมากบิน 2. หมอลำดำ ดักแด้ 3. หมอลำพิชัย 4. หมอลำหนึ่ง ณัฐพล
เน้นการฝึกฝนบทบาท ลีลา ท่าทาง (เช่น การเหยียดมือ และการใช้สายตา) รวมถึงการให้ความสำคัญกับการท่องจำกลอนลำให้แม่นยำ และยินดีแบ่งปันกลอนลำให้ผู้ที่ตั้งใจศึกษาโดยไม่คิดค่าตอบแทน
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1.โรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี
2.โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรี
3.โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า
4.โรงเรียนเทศบาล 4 วัดโพธิ์วราราม
5.โรงเรียนเทศบาล 5 ศรีหรักษ์วิทยา
6.โรงเรียนเทศบาล 6 นครอุดรธานี
7.โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์
8.โรงเรียนเทศบาล 8 ไทยรัฐวิทยา
9.โรงเรียนเทศบาล 9 มณเฑียรทองอนุสรณ์
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1. รางวัลชนะเลิศการประกวดหมอลำคู่ พ.ศ.2526
2. รางวัลศิลปินมรดกอีสาน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ
เรื่องการสืบสานศิลปวัฒนธรรมหมอลำกลอนนี่นะ พ่ออยากให้ลูกหลานที่เกิดใหม่หันมาสนใจกันจริงๆ ใครที่อยากศึกษา อยากมาเรียนวิชาลากับพ่อ เดินเข้ามาหาได้เลย
เล่าให้ฟังตรงๆ ตอนแรกสุดเลยพ่อคิดว่าจะไม่เอาตังค์ค่าครูเลยสักบาท เพราะใจเราแค่อยากให้วิชามันอยู่ต่อ แต่ก็นั่นแหละ... พอมันไม่มีค่าครู วิชาฝีมือมันกลับไม่แก่กล้า สังเกตดูเด็กๆ มันจะไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยกระตือรือร้นกันเท่าไหร่ คงเพราะเห็นว่าผมไม่เก็บตังค์ด้วยแหละ แม้กระทั่งกับ 'มอส คำหมากบิน' ตอนมาเรียน พ่อก็ไม่ได้คิดตังค์นะ แต่พอวันหนึ่งเขาได้ดิบได้ดีก้าวไปเป็นนักร้องเต็มตัว มีรายได้แล้ว เขาก็รู้จักคุณคน เอาเงินเอาทองมาสมมาคารวะมาให้พ่อเอง
พ่อแค่อยากเห็นลูกหลานคนรุ่นใหม่ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสานบ้านเรา ก็คือหมอลำกลอนนี่แหละ อยากให้ช่วยกันผลักดันไปเรื่อยๆ อย่าให้มันเงียบหายไป" "คนไม่มีพรสวรรค์ แต่ถ้าขยัน... พ่อยอมรับเลยว่าเก่ง"
เอาเข้าจริง พ่อก็แอบเห็นความหวังนะ ตอนที่เดินทางไปมหาสารคาม สังเกตดูเห็นเด็กสมัยใหม่เขาสนใจหมอลำกันเยอะมาก พวกนิสิต นักศึกษานี่ตื่นตัวกันน่าดูเลย ส่วนคนไหนที่ยังไม่เคยรู้จัก หรือยังไม่เคยชอบ ก็อยากให้ลองเปิดใจนั่งฟังหมอลำดูสักครั้ง ในกลอนลำน่ะมันไม่ได้มีแค่ความม่วนความสนุกอย่างเดียวนะ แต่มันมีคติธรรม คำเตือนใจ สอนการใช้ชีวิตแทรกอยู่แทบทุกคำ พ่อมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง... มีเด็กน้อยคนหนึ่ง จำได้เลยว่าแต่ก่อนนี่เสียงเพี้ยนมาก ร้องลำไม่ได้เรื่องเลย แต่หัวใจเขามันสู้ เขาขยันซ้อม ขยันเรียนรู้หนักมาก จนคิดดูเถอะ... ทุกวันนี้เขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนได้เป็นหมอลำเต็มตัว เดี๋ยวนี้เขาขึ้นลำทีคือนุ่มนวล ลำดีมาก เก่งมาก พ่อยอมรับจากใจเลย จากเด็กที่ไม่มีอะไรเลย พรสวรรค์ก็ไม่มี แต่เขาโตมาได้ด้วยพรแสวง มันจริงอย่างคำโบราณที่เขาว่าไว้เลยนะ... 'ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน' ความขยันมันเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงๆ"
สำหรับใครที่อยากเรียน อยากศึกษา หรือกำลังมองหากลอนลำเอาไปใช้ พ่อบอกเลยว่าไม่ต้องดั้นด้นไปหาคนนั้นคนนี้ให้มันยากหรอก เดินมาหาพ่อนี่... อยู่กับพ่อนี่มีเยอะมาก แน่นๆ เลย มาเอาไปได้เลย พ่อพร้อมส่งต่อให้
ใจจริงพ่อแค่อยากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหมอลำ เพื่อจะได้รู้และเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม จะได้รู้ว่าปู่ย่าตายาย พ่อแม่เราพาทำแบบไหนมา มีรากเหง้ายังไง ทีนี้พวกลูกหลานที่เกิดใหม่เนี่ย หน้าที่ของเราคือต้องพากันมาหาความรู้ใส่ตัวเอาไว้ 'คนเกิดก่อน... เขาก็ย่อมรู้เยอะ เห็นเยอะเป็นธรรมดา' เขากลั่นกรองชีวิตมาให้หมดแล้ว ส่วนพวกเรา 'คนเกิดทีหลัง'ก็มีหน้าที่เข้ามาศึกษา เรียนรู้ แล้วเอามาเรียบเรียง สานต่อ อย่าปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับคนรุ่นพ่อเลยนะ
สัมภาษณ์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2569