นางหล่ำ ทองพระจันทร์
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

จุดเปลี่ยนในชีวิตของแม่เริ่มต้นขึ้นตอนที่แม่ตัดสินใจหอบความหวังเดินทางไปขอนแก่น ไปขอกินนอนเรียนลำอยู่กับ แม่บุญเพ็ง ไฝผิวชัย แล้วก็ พ่อเคน ดาเหลา ตอนนั้นแม่ยอมรับเลยนะว่าตัวเองมาเรียนลำตอนแก่แล้ว ความกลัวลึก ๆ ในใจของครูบาอาจารย์เขาก็มี พ่อเคนท่านเคยพูดกับแม่ตรง ๆ เลยว่า ไม่อยากจะให้กลอนลำกับแม่เลย เพราะท่านไม่เชื่อใจ เขากลัวว่าเราอายุมากขนาดนี้แล้ว จะเอาเนื้อเอาท่วงทำนองไปทิ้งลงน้ำ ลงเวทีหมอลำเสียเปล่า ๆ

แต่คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้แม่ท้อเลยลูก ถือว่าเรามาด้วยความตั้งใจ แม่เป็นคนขยันเรียน ไม่ขี้เกียจ ท่องกลอนลำเพียงแค่ 2-3 วันแม่ก็จำได้ขึ้นใจหมดแล้ว จนมีวันหนึ่งแม่ลำให้พ่อเคนฟัง พอท่านได้ฟังปุ๊บก็ติดใจเลย รับแม่เป็นลูกศิษย์คอยพาลำออกงานจนเริ่มมีเงินมีทอง มีวิชาติดตัวพอที่จะประคับประคองชีวิตได้ และนั่นแหละจ้าคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ได้ก้าวสู่การเป็น “หมอลำทองหล่ำ” เต็มตัวในวัย 42 ปี

หลังจากเรียนจบและมีประสบการณ์ลำจนเริ่มตั้งหลักได้ พออายุประมาณ 47-48 ปี แม่ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มาเช่าบ้านอยู่บริเวณหน้าวัดมัชฌิมาวาสเพื่อเปิดสำนักงานของตัวเอง ในนาม “สำนักงานหมอลำทองหล่ำ ทองประจัญ”

ตรงที่ดินผืนที่แม่เช่านั้น ถือเป็นแหล่งรวมใจของศิลปินในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากแม่แล้ว ยังมี อาจารย์สุนทร นกเค้าหลิ่ว มาเช่าอยู่ร่วมกัน แล้วก็พวก คณะนกยูงทอง หมอลำหมู่เขาก็อยู่ที่นั่นด้วย เราอยู่กันแบบอบอุ่นเป็นพี่เป็นน้อง เช่าบ้านอยู่หลายปีจนแม่เก็บหอมรอมริบเงินทองได้ก้อนหนึ่ง พออายุได้ราว ๆ 50-52 ปี แม่ถึงได้ขยับขยายออกมาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ณ ที่อยู่ปัจจุบันนี้แหละจ้า แล้วก็ยกป้ายสำนักงานหมอลำขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

เนี่ย... ป้ายหมอลำของแม่ยังอยู่ตรงนั้นเลยลูก แต่ตอนนี้มันหลุดออกหมดแล้ว แม่เลยเอาพิงรั้วไว้ตรงนั้น ในยุคที่รุ่งเรืองนะ แม่รับงานในนามของแม่คนเดียว เจ้าภาพเดินเข้าเดินออกมาจ้างงานไม่ขาดสาย บางครั้งสำนักงานในเมืองเขาก็รับงานแล้วส่งต่อมาให้แม่ ถือว่าชีวิตช่วงนั้นยังมีบุญหนุนนำให้ได้ทำในสิ่งที่รักและเลี้ยงชีพได้ดีเลยล่ะ

 ชีวิตหมอลำของแม่ก็ดำเนินเรื่อยมาอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงปีที่มีโควิดนั่นแหละลูก ทางการสั่งหยุดใช้เสียง ห้ามจัดงานมหรสพ ทุกอย่างมันเงียบหายไปหมดเลย งานลำใหญ่ ๆ ที่เคยมีก็ไม่มีสักที นับจากปีนั้นมาแม่ก็แทบไม่ได้ลำงานใหญ่อีกเลย จะมีก็เพียงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ประปรายแถวบ้านตามแต่เขาจะไหว้วานให้ไปช่วย หรือหากจะมีงานลำจริง ๆ ส่วนใหญ่แม่ก็มักจะเดินทางไปร่วมงานกับแม่อำพรรณนั่นแหละจ้า ถึงแม้ในวันนี้ ป้ายสำนักงานของแม่จะถูกเก็บวางพิงรั้วไว้ และเสียงแคนอาจไม่ได้ดังกระหึ่มเหมือนวันเก่า แต่ทุกครั้งที่แม่ได้นึกถึงวันเวลาที่ได้อยู่บนผืนสาด ท่องกลอนลำต่อหน้าครูบาอาจารย์ และส่งมอบความสุขให้แฟน ๆ หมอลำ... หัวใจของแม่ทองหล่ำคนนี้ ก็ยังคงเต้นเป็นจังหวะหมอลำอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยนเลยนะลูกนะ

ที่มาฉายาหมอลำ

หมอลำทองหล่ำ ทองพระจันทร์ ใช้ชื่อจริงและนามสกุลเดิมของบิดา คือ พ่อพัน ทองพระจันทร์ เป็นชื่อในวงการหมอลำ แม้ว่าหลังจากแต่งงานท่านจะมีนามสกุลตามสามีในบัตรประชาชน แต่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้นามสกุลของสามีในการแสดง โดยใช้ชื่อ "ทองหล่ำ ทองพระจันทร์" เพื่อให้เป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่ายในฐานะหมอลำ

ทำนองลำที่ถนัด

ทำนองอุบลฯ กลอนลำล่อง และ ลำเต้ย                                         

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของแม่คือ ความยืดหยุ่นและการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด หมอลำส่วนใหญ่ในอดีตมักจะถนัดหรือปักหลักอยู่กับทำนองสายใดสายหนึ่ง (เช่น สายขอนแก่น หรือ สายอุบล) แต่สำหรับแม่ทองหล่ำ แม่เป็นหมอลำประเภทที่เจ้าภาพสั่งแบบไหนได้แบบนั้น เรียกว่าครบเครื่องในคนเดียว                   แม่เป็นหมอลำที่ให้เกียรติเจ้าภาพและเพื่อนร่วมอาชีพเป็นหลัก เอกลักษณ์ในการทำงานคือ “ไม่เลือกคู่ลำ” ใครมาแม่ลำคู่ได้หมดตามใจเจ้าภาพ                               

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

ลำทำนองรวมมิตรจากสำนักพ่อเคน-แม่บุญเพ็ง มีผลงานโดดเด่นคือการลำประวัติอนุสาวรีย์ปราบฮ่อจนได้รับรางวัลพระราชทานจากกรมสมเด็จพระเทพฯ ในปี 2554                        

ดเ้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

ไม่ไป เขามาจ้างแต่แม่ไม่กล้าไปแม่กลัว กลัวเขากักตัวไว้ไม่ให้กลับบ้าน เขามาจ้าง 2-3 ครั้ง ไม่ไปไม่ข้าม ถ้าเป็นทุกวันนี้ก็ไปอยู่แต่ก่อนไม่แปแบบนี้ กลัวเขาเอาไปกักไว้ก็เลยไม่กล้ารับงาน จ้างแพงก็ไม่ไปเอาแค่ในจังหวัดเรา 

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล  2. หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์        3. หมอลำพรชัย อิมาทา           4. หมอลำประยูร      บี52       5. หมอลำบุญหลาย         6.หมอลำสมคิด กระทิงทอง

มีลูกศิษย์ (หมอลำ

มีลูกศิษย์แต่ว่าไม่ได้เป็นหมอลำ เขามาเรียนลำ1-2 กลอนก็ไปไม่รู้ทำไม ถ้ามาเอากลอนไปท่องแล้วไม่ได้ลำก็เลิก ไม่เรียนต่อเนื่อง สมัยแม่ตั้งใจมาก ๆ กินข้าวเสร็จก็ก้มหน้าอ่านกลอนอย่างเดียว       

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

แม่เน้นวิธีการสอนให้ลูกศิษย์นำบทกลอนไปท่องจำให้ขึ้นใจ ตามที่ท่านเคยฝึกฝนมาอย่างหนัก โดยย้ำว่าการเป็นหมอลำที่แท้จริงต้องมีครูบาอาจารย์ มีบทกลอนและคำศัพท์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่การร้องเพลงตามตลาดทั่วไป ท่านเปิดสอนตามความสมัครใจของลูกหลานโดยไม่บังคับใจ การเรียนลำมันมีปัญหาว่าคนรุ่นใหม่ขาดความต่อเนื่อง มักเรียนเพียงไม่กี่บทกลอนแล้วเลิกราไป ทำให้ยังไม่มีผู้ใดสืบทอดเป็นหมอลำอาชีพได้อย่างจริงจัง          

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการแสดงลำในหัวข้อ “ประวัติอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ” ที่จังหวัดหนองคาย พ.ศ.2554 

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ

 หมอลำทองหล่ำฝากแง่คิดถึงเยาวชนให้ช่วยกันหวงแหนวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยท่านตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นใหม่มักนำเพียงเพลงตลาดมาร้องจนขาดความเป็นหมอลำที่แท้จริง ท่านจึงเน้นย้ำว่าการจะเป็นหมอลำที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการมีครูบาอาจารย์ มีบทกลอนลำ และรู้จักใช้คำศัพท์เฉพาะของหมอลำมาผสมผสานกับการร้องเพลงเพื่อให้เกิดเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งนี้ท่านส่งเสริมให้เรียนรู้ตามความสมัครใจและความพอใจของตนเองโดยไม่ต้องบังคับ แต่ต้องมีความมุ่งมั่นสืบสานเพื่อไม่ให้ศิลปะแขนงนี้สูญหายไป     

สัมภาษณ์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน