นางอำพรรณ นรมาตย์
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำอำพรรณ สร้อยสังวาลย์

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

หากย้อนเวลากลับไปในช่วงปีพุทธศักราช 2506 ในยุคที่ดินแดนที่ราบสูงยังไร้ซึ่งถนนคอนกรีต เส้นทางคมนาคมยังเป็นเพียงทางเกวียนและรอยเท้า เด็กหญิงคนหนึ่งในวัยย่าง 14 ปี แห่งบ้านเชียงเพ็ง จังหวัดอุดรธานี ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต หลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาตามเกณฑ์ ด้วยวิถีแห่งลูกชาวไร่ชาวนา หน้าที่หลักในแต่ละวันคือการต้อนฝูงวัวฝูงควายออกสู่ท้องทุ่งกว้าง ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นที่มีฐานะต่างมีโอกาสหลั่งไหลเข้าสู่รั้วโรงเรียนชื่อดังในเมืองอย่างโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลหรือโรงเรียนราชินูทิศ

 แต่สำหรับเด็กหญิงลูกชาวนา การเดินทางเข้าเมืองอุดรฯ ในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยามนั้นยังต้องใช้วิธีเดินเท้าเปล่าผ่านความทุรกันดาร ด้วยความห่วงใยในเรื่องที่พักอาศัยและค่าใช้จ่ายอันเกินกำลัง "คุณยายทวด" ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ของบ้านจึงเอ่ยคำประกาศสิทธิ์แห่งอนาคตขึ้นมาวา

"เรียนร้องหมอลำเถอะ... จะได้ไม่ต้องไปหาที่พักหลายที่ และไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน"

คำพูดประโยคนั้นเองที่เป็นเสมือนประกายไฟดวงแรกที่จุดขึ้นกลางใจ และเปลี่ยนเด็กหญิงเลี้ยงควายให้ก้าวสู่เส้นทางสายศิลปินอย่างเต็มตัว

เมื่อเข็มทิศชีวิตชี้ทางสู่สายหมอลำ คุณพ่อผู้ชอบเดินทางแสวงบุญจึงเริ่มสืบเสาะหาครูบาอาจารย์ จนได้ยินกิตติศัพท์ของ "แม่ใหญ่บุญเพ็ง" ครูหมอลำชื่อดังผู้มีรกรากอยู่ ณ บ้านดอนจิก บ้านดอนใหญ่ ฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี การเดินทางไกลข้ามจังหวัดครั้งแรกในชีวิตของเด็กหญิงอายุ 13 ปีเศษจึงเริ่มขึ้น พร้อมด้วยคุณพ่อและคุณยายทวดที่ร่วมเป็นลมใต้ปีก

การเดินทางใน พ.ศ. 2506 นั้นเต็มไปด้วยความทรหด พวกเขาต้องเดินเท้าจากบ้านเชียงเพ็งแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าเมืองอุดรธานี แวะอาศัยพักผ่อนกับญาติเพียงหนึ่งคืน รุ่งสางวันต่อมาจึงเดินเท้าจากบริเวณเทศบาล 1 มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟอุดรธานี เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นพร้อมกับร่างน้อยที่ขยับตามแรงเคลื่อนขบวน กว่าจะถึงจังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย ต้องอาศัยข้าวก้นบาตรและจำวัดเป็นที่ซุกหัวนอน พอรุ่งเช้าก็ต้องจับรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง นั่งเบียดเสียดท่ามกลางฝุ่นควันจนถึงค่ำมืดของอีกวัน จึงมาสุดสายที่สถานีวารินชำราบ

ความลำบากยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น จากวารินชำราบต้องข้ามแม่น้ำมูลมานอนพักในเมืองอุบลฯ เพื่อรอรุ่งเช้าจับเรือโดยสารล่องแม่น้ำมุ่งสู่อำเภอพิบูลมังสาหาร เมื่อถึงจุดหมายในเวลาบ่ายสามโมง ทั้งสามชีวิตยังต้องออกแรงเดินเท้าต่อไปอีกกว่า 12 กิโลเมตรมุ่งสู่บ้านดอนจิก และเดินต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตรกลางความมืดมิด กว่าจะถึงเรือนของแม่ใหญ่บุญเพ็งก็เป็นเวลาค่ำมืดดึกดื่น

ที่สำนักของแม่ใหญ่บุญเพ็ง คุณแม่ได้เข้าพักอาศัยอยู่กับน้องสาวของแม่ใหญ่ ซึ่งลูกสาวของท่านก็เป็นหมอลำเช่นกัน ตลอดเวลาหนึ่งเดือนเต็ม คุณแม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาด้วยความเกรงใจในข้าวน้ำอาหารของครู จนกระทั่งเสร็จสิ้นการเรียนขั้นต้น แม่ใหญ่บุญเพ็งได้เมตตาเขียนกลอนลำให้ติดตัวกลับบ้านประมาณ 10 กลอน ทั้งกลอนไหว้ครู กลอนเกี้ยว และกลอนเดินดง หลังจากนั้นคุณแม่กลับมาตระเวนฝึกปรือต่อลายลำกับ "แม่ใหญ่ทองใบ หมื่นกุล" ที่ซอยสัมพันธมิตร ในเมืองอุดรธานี อีกกว่า 4 เดือน โดยมียายทวดคอยขายไก่ได้

ก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแม่ใหญ่บุญเพ็งเดินทางมาลำสายาวในแถบอุดรธานี และได้มาขอตัวคุณแม่กลับไปอยู่อุบลราชธานีอีกครั้ง เพราะต้องการเคี่ยวเข็ญทำนองลำที่ถูกต้องให้ด้วยตนเอง ในช่วงฤดูฝนหลังเทศกาลสงกรานต์ วิถีนักเรียนหมอลำจึงแปรเปลี่ยนเป็นวิถีชาวนา แม่ใหญ่บุญเพ็งให้หมอลำหญิงเยาว์วัยทั้ง 8 คน รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง หมอลำสมหมาย ยืนชีวิต, แม่สมควร, ทองทิพย์ เสโสด, จันทร์เพ็ญ อุ่นอ่อน, คำพัน อุ่นคำ และสำรอง คามมูล ไปนอนรวมกันที่เถียงนาหลังใหญ่ ณ บ้านดอนใหญ่ เพื่อช่วยกันตกกล้าและดำนา ยามกลางวันตรากตรำงานเลน ยามกลางคืนล้อมวงหัดร้องท่องกลอนลำท่ามกลางแสงตะเกียงและเสียงจิ้งหรีดเรไร

หลังสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวและย่างเข้าสู่วสันตฤดูช่วงออกพรรษากลอนลำที่เคี่ยวกรำก็พร้อมเปล่งประกาย แม่ใหญ่บุญเพ็งได้รับงานแสดงครั้งแรกให้คุณแม่ ณ บ้านหนองนกเต็น อำเภอพิบูลมังสาหาร โดยให้ขึ้นร้องคู่กับ "หมอลำขันทอง หาญรวย" วินาทีที่ก้าวขึ้นสู่เวทีพร้อมเสียงแคนอันโหยหวน คุณแม่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ได้รับค่าจ้างครั้งแรกในชีวิตเป็นเงิน 500 บาท (หักค่าหมอแคน 20 บาท เงินที่เหลือแบ่งครึ่งกับหมอลำชาย) ก่อนจะตระเวนไปลำต่อที่บ้านหนองสะโน และแวะพักแรมที่บ้านขามป้อม

หลังจากเสร็จสิ้นฤดูงานกฐิน หลวงพ่อจากบ้านหนองใส-หนองบุ ได้เดินทางมาเยี่ยมแม่ใหญ่บุญเพ็ง และมีโอกาสได้ฟังคุณแม่ร้องลำสดให้ฟังนํ้าเสียงอันไพเราะและไหวพริบสอนง่าย ทำให้หลวงพ่อเอ่ยปากชวนเดินทางกลับสู่อุดรธานี โดยท่านคอยนั่งรถไฟดูแลอยู่คนละตู้จนถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิด คุณแม่ได้เข้าสู่สังกัดสมาคมหมอลำของ "คุณพ่อใหญ่หวัง" ที่จัดตั้งขึ้น ณ โรงแรมตระการพืชผล ซึ่งเป็นสมาคมที่คอยรับงานและดูแลสวัสดิการข้าวน้ำให้กับหมอลำ ทำให้นามของ "หมอลำน้อยอัมพัน" เริ่มเป็นที่รู้จักและมีงานหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

แม้เริ่มมีชื่อเสียงและเงินทองจากการลำ แต่อุดมคติของความเป็นศิลปินไม่เคยหยุดนิ่ง ในปี พ.ศ. 2511 หลังจากคุณแม่ได้มีโอกาสฟังน้ำเสียงของ "หมอลำจันทร์หอม อมรตบัณฑิต" (ลูกสะใภ้แม่เก่ง บ้านไผ่) ที่เดินทางมาแสดงที่บ้านเชียงยืน ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ คุณแม่จึงตัดสินใจชวนคุณพ่อเดินทางด้วยรถไฟมุ่งสู่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อีกครั้ง เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์และใช้ชีวิตฝึกฝนวิชาเพิ่มเติมอยู่หนึ่่งเดือนเต็มในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น

จากเด็กหญิงลูกชาวนาที่ต้อนควายอยู่กลางทุ่ง บุกเบิกเส้นทางผ่านหยาดเหงื่อ ความมืดมิด ควันไฟรถไฟ และกลิ่นโคลนเถียงนา บัดนี้ประวัติศาสตร์ชีวิตของฝีปากกลอนลำท่านนี้ ได้กลายเป็นตำนานบทสำคัญที่สะท้อนถึงความเพียรพยายามอันยิ่งใหญ่ และเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสานและเมืองอุดรธานีอย่างแท้จริง                                                     

ที่มาฉายาหมอลำ

 ฉายาของท่านมาจากชื่อจริงนามสกุลจริงของท่าน                            

ทำนองลำที่ถนัด

กลอนลำทำนองอุบลฯ กลอนลำทำนองพุทไทสง                                                     

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของคุณแม่ คือการลำที่ ถอดแบบมาจากแม่ใหญ่บุญเพ็ง ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าฟ้อน กลอนลำ หรือแม้กระทั่งน้ำเสียง ซึ่งแม่สะงี่ยมเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า

"แม่แกลำตามแม่ใหญ่บุญเพ็งคนเดียวเลย เพราะเพิ่นเป็นหมอลำที่มีรสนิยม มีชื่อเสียงโด่งดัง แม่มักเพิ่นก็เลยเอาแต่แนวของเพิ่นนั่นล่ะ"

นอกจากท่ารำและเสียงลำที่ละม้ายคล้ายต้นฉบับแล้ว แฟนเพลงในยุคนั้นยังเคยทักว่า แม้กระทั่งทรงผมของคุณแม่ก็ยังเหมือนแม่ใหญ่บุญเพ็ง ราวกับเป็นตัวแทนของกันและกัน

ในการแสดงหมอลำกลอนนั้น คุณแม่จะเน้นการลำนิทานโบราณคดีและวรรณคดีเป็นหลัก เช่น กลอนขนทางขนเทือง และกลอนเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ โดยจะยึดหลักการเข้าถึงอารมณ์ของบทบาทอย่างเคร่งครัด หากเป็นบทโศกเศร้า ตัวละครผู้เฒ่าผู้แก่ร้องไห้ แม่สะงี่ยมก็สามารถลำถ่ายทอดจนทำให้ผู้ชมอินและหลั่งน้ำตาไปตาม ๆ กัน

แม้ในบางครั้งจะมีผู้ชมหน้าเวทีที่มีอาการมึนเมาหรือส่งเสียงแซว แต่แม่สะงี่ยมมี หลักการควบคุมอารมณ์ในการแสดงที่สูงมาก โดยเลือกที่จะไม่โต้ตอบคำพูดของใครเลย

"เขาฮู้จักเฮา แต่เฮาไม่ฮู้จักเขา แม่เลยบ่โต้ตอบ ไผสิว่าหยังก็ช่าง ลำแล้วก็คือลงฮ้าน (ลงจากเวที) แล้วก็หนีเลย" นี่คือวิถีแห่งมืออาชีพที่แม่สะงี่ยมยึดถือ

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ เช่น

1. หมอลำคำภา ฤทธิทิศ   2. หมอลำหนูข่าย   3.หมอลำทองอ่อน ศิถิระบุตร   4. สมาคมหมอลำวังสถาน (หมอลำวัง สิงห์ธรรม)   5.หมอลำพรชัย ทิมาทา   6.หมอลำสงวน โพธิวงศ์   7.หมอลำขันทอง หารวย   8.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี   9.หมอลำประยูร หาญวงศ์   10.หมอลำทองเจริญ ดาเหลา    11.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก    12.หมอลำมนตรี รถด่วน   13.หมอลำสมคิด กรทิงทอง   14.หมอลำจำนงค์ ลือชา   15.หมอลำสุพรรณ ดาวเหนือ   16.หมอลำสมหมาย มีธรรม   17.หมอลำสุดใจ แดนอุดร   18.หมอลำวิชัย ผาจวง   19.หมอลำเคน ดาเหลา   20.หมอลำประยูร บี52                        

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

      ในฐานะครูผู้ประสาทวิชา คุณแม่เคยมีลูกศิษย์ลูกหาที่มาเล่าเรียนอยู่ประมาณ 4-5 คน (ปัจจุบันบางส่วนได้เสียชีวิตและแยกย้ายไปมีครอบครัว) 

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

เทคนิคการสอนของคุณจะเริ่มต้นจากการ เขียนกราบเขียนกลอนให้ท่องจำ เนื้อหาของกลอนจะเน้นไปที่การ ไหว้ครู และการยอคุณบิดามารดาเพื่อสอนให้คนเข้าใจถึงความกตัญญูกตเวทิตา รู้ซึ้งถึงค่าน้ำนมและพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ นอกจากนี้ยังเน้น กลอนลำฮีต 12 คอง 14 เพื่อตักเตือนคนรุ่นใหม่ไม่ให้ทิ้งจารีตประเพณีดั้งเดิม รวมถึงสอนการใช้ชีวิตของคู่ครอง (ฮีตผัวคองเมีย) และการเคารพผู้ใหญ่ การเรียนหมอลำในสมัยก่อนนั้นต้องใช้ความมานะอุตสาหะเป็นอย่างมาก ลูกศิษย์แต่ละคนต้อง ใช้เวลาเรียนเป็นปี ๆ กว่าจะท่องจำกลอนได้หลากหลายและสามารถออกงานลำได้จริง เนื่องจากหมอลำยุคก่อนต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบและการจำกลอนที่ยาวและลึกซึ้ง แตกต่างจากยุคปัจจุบันที่มีการนำเพลงสมัยใหม่มาผสมผสานทำให้เรียนรู้ได้เร็วกว่า                                                           

การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

สอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เกี่ยวกับ "สังวาสเมืองอุบล" หรือทำนองลำของแม่บุญเพ็งพ.ศ.2569       

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1.รางวัลชนะเลิศแข่งขันการลำคู่กับหมอลำสุนทร ทนทาน พ.ศ.2512       

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ 

ฝากถึงเยาวชนให้ช่วยกันอนุรักษ์และรักในอาชีพศิลปินหมอลำ เพื่อสืบสานศิลปะไทยอีสานไว้ให้ลูกหลานสืบไป โดยเน้นย้ำว่าการเรียนหมอลำนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยความตั้งใจจริง ความจดจ่อ และความอุตสาหะจึงจะจดจำเนื้อหาได้ นอกจากนี้ยังแนะนำให้เรียนรู้กลอนลำที่สอดแทรกประวัติ นิทาน หรือข้อคิด เพื่อให้การแสดงเป็นแนวทางและมอบความรู้แก่ผู้ฟังต่อไป พร้อมทั้งอวยพรให้เยาวชนที่มีความตั้งใจสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านประสบความสำเร็จทุกคนเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของบ้านเมืองไว้ให้คงอยู่ยาวนาน 

สัมภาษณ์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน