ภูมิหลัง
ตอนนั้นผมก็แค่อาศัยร้องเพลงไปตามประสาเวลาอยู่ทุ่งนา จนพี่น้องชาวบ้านข้างเคียงเขาได้ยินเสียงเข้า เลยพากันชมว่า “โอ้... คนนี้มันชอบร้องเพลงเว้ย” นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนแรกที่ทำให้ผมได้เข้าร่วมเดินสายร้องเพลงกับ คณะดาราทอง (หมอลำหมู่) ของ หัวหน้าสมชาย ดาราทอง แห่งบ้านโนนไทรทอง ตำบลนาม่วง อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อยู่ประมาณ 2 ปี
หลังจากนั้น พ่อศิลา นามอาษา และ แม่กองแพง นามอาษา พ่อและแม่ผู้ให้กำเนิดผม ท่านอยากให้ลูกชายคนนี้ได้เรียน "ลำกลอน" อย่างจริงจัง พ่อเลยแอบเดินทางไปหาครูบาอาจารย์เพื่อตกลงเรื่องค่าครูและราคาค่างวดในการเรียนลำไว้ล่วงหน้าก่อนจะมาบอกผมเสียอีก แรกๆ ผมยอมรับเลยครับว่ามีอาการอายอยู่บ้างตามประสาคนไม่เคย แต่ในเมื่อพ่อบอกว่าลองดูสักตั้ง ผมก็ตัดสินใจลองดู
ช่วงแรกที่ครูให้กลอนลำมาท่อง ผมยังไม่เข้าใจจังหวะจะโคนเท่าไหร่นัก ท่องไปก็งมไปว่ากลอนร้องกลอนลำนี้ต้องใส่จังหวะอย่างไร บางครั้งก็ต้องคอยเดินเข้าไปปรึกษาครูอยู่เรื่อยๆ จนเริ่มจับจังหวะได้ พ่อเลยพาผมไปฝากฝังไว้กับ คุณพ่อศรี (พ่อสมศรี ทานีกุล) แห่งบ้านจำปา และคุณพ่ออีกท่านที่บ้านโนนสะอาด ซึ่งท่านทั้งสองเป็นคุณพ่อของ หมอแคนอาร์ต (อาร์ตชัย) ที่เป็นเพื่อนกับลูกสาวของผมในทุกวันนี้
ผมต้องขอบพระคุณพ่อศรีและพ่อสมศรีเป็นอย่างยิ่ง ท่านทั้งสองเอาใจใส่ผมดีมาก แถมยังมีชื่อเสียงและเป่าแคนได้ไพเราะจับใจ ในตอนนั้นผมมักจะแวะเวียนไปหาท่านถึงที่ทุ่งนา เพื่อซ้อมร้องซ้อมลำกับเสียงแคน จนในที่สุดผมก็ท่องจำกลอนลำได้ถึง 12 กลอน จนกระทั่ง คุณพ่ออำไพ ได้เริ่มรับงานและส่งผมออกสู่เวทีเป็นครั้งแรก งานแรกในชีวิตของ ผมเกิดขึ้นที่บ้านหนองบึงมอ โดยได้ลำคู่กับ อาจารย์คำปุ่น (คำปุ่น เพชรร้อยเอ็ด) เป็นคนแรกในชีวิต จากนั้นมา ผมก็ได้รับงานลำประปรายเรื่อยมา ได้ร่วมงานกับหมอลำฝีมือดีหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น หมอลำรัศมีน้อย ดาวส่องแสง, พี่ถาวร, หมอลำรัตนา (น้องสาวแม่เหงี่ยม มะลิวรรณ), หมอลำรัตนา แสนเมือง และ หมอลำอุษา ลมหวน
"ก่อนที่จะได้ก้าวมาเป็นหมอลำที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราต้องใช้ความจำและความเอาใจใส่อย่างมหาศาล... ผมเคยพูดเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงว่า กลอนลำนี่ท่องยากกว่าบทสวดพระอยู่วัดเสียอีก เพราะนอกจากต้องจำเนื้อหาให้ได้แม่นยำแล้ว ยังต้องจำจังหวะ ทำนอง การเอื้อนเสียง และท่าฟ้อนรำอีกด้วย"
แรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเองอีกครั้ง คือตอนที่ผมไปนั่งดู พ่อสังวาล (สังวาลน้อย ดาวเหนือ) กับ หมอลำรัศมี ลำใส่แคนสดๆ อยู่ในหมู่บ้าน ผมนั่งฟังด้วยความหลงใหลตั้งแต่หัวค่ำจนสว่างคาตาจนเขาเลิกฟัง จากนั้นผมก็เริ่มหันมาศึกษาแนวทางจากครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่ ทั้งสายของ พ่อสังวาล โล่คำ และ คุณแม่กฤษณา บุญแสน ซึ่งในงานอุทิศส่วนบุญงานหนึ่งที่มีการดวลแคนกันอย่างสนุกสนาน ทำให้พวกเราได้ทำความรู้จักและกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน นั่งคุยศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกันจนถึงเช้า
วิชาความรู้และกลอนลำของผม ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ผสมผสานกันไป รวมถึงกลอนลำที่คุณพ่อชัยรุ่งเรืองเป็นคนแต่ง และกลอนของแม่พัชรี (ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้ลำให้ท่านฟังโดยตรง) นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสไปท่องกลอนร้องกลอนลำ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ คุณแม่บุญช่วง เด่นดวง และ คุณพ่อทองเจริญ อีกด้วย
ก่อนที่ผมจะแต่งงานมีครอบครัว ภาระหน้าที่ตอนนั้นมีเพียงแค่ดูแลพ่อกับแม่ พี่ๆ เขาก็ออกไปทำงานข้างนอกกันหมด ส่วนผมอยู่บ้านกับท่าน คอยท่องกลอนลำและทำนาให้พ่อแม่ได้กิน พ่อแม่บอกไม่อยากให้ไปไหนไกลให้อยู่ด้วยกันที่นี่ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ดีกว่าปล่อยให้เยาวชนหลงผิดไปติดสิ่งเสพติด
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไปถึงลูกหลานศิลปินรุ่นใหม่ที่มีใจรักในศิลปะการร้องการลำ และอยากร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของเรา การเรียนหมอลำจะทำให้เราได้เข้าใจถึง 'ฮีตสิบสอง คองสิบสี่'ได้รู้ซึ้งถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมือง รวมถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 เหมือนอย่างกลอนแรกที่ผมต้องท่องจำจนขึ้นใจ คือ "กลอนสิบยุคสี่สมัย"
เรื่องลิขสิทธิ์กลอนลำในปัจจุบัน แม้จะมีคนฟ้องร้องกันบ้าง แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าเป็นกลอนทั่วไปที่ไม่ใช่กลอนลิขสิทธิ์เฉพาะที่เขาอัดเทปอัดซีดีไว้ การที่เรานำมาร้องมารำก็เหมือนกับการร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมให้อยู่สืบไป เหมือนเพลง กุหลาบแดง ที่ในอดีตเคยร้องอย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังคงไพเราะและนำมาใช้ได้ดีอยู่เสมอ
ช่วยกันผลักดัน ผลิตผลงาน และสืบสานมรดกหมอลำชิ้นนี้ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ
ที่มาฉายาหมอลำ
มาจากครูบาอาจารย์ผู้แต่งกลอนลำเป็นคนตั้งให้เพื่อใช้ในการรับงานแสดง
ทำนองลำที่ถนัด
ทำนองอุบลฯ ทำนองขอนแก่น
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของภักดี นามอาษา คือหมอลำสายดั้งเดิมที่ยึดการเรียนรู้จากครูบาอาจารย์จริงในชุมชน เน้นการท่องจำกลอนลำ ฝึกจังหวะ และพัฒนาจากเวทีแสดงจริง ทำให้มีพื้นฐานแน่นทั้งการร้อง ลำ และการแสดง
ลักษณะเด่นคือการลำที่ผสมทำนองอีสานทั้งแบบอุบลและขอนแก่น ใช้ประสบการณ์เวทีจริงมาปรับการแสดงให้เข้ากับผู้ชมในแต่ละพื้นที่ รวมถึงให้ความสำคัญกับความเคารพครู การรักษาขนบหมอลำ และการสืบสานวัฒนธรรมผ่านการสอนลูกศิษย์และการทำงานในคณะหมอลำของตนเอง
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
บันทึกเทปเสียง ร่วมกับ อาจารย์ธีรวุฒิ (ครูโต้ง อินดี้)
ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. อาจารย์คำปุ่น ดาวประกาย 2. หมอลำรัศมีน้อย ดาวส่องแสง 3. หมอลำถาวร 4. หมอลำรัตนา แสนเมือง 5. หมอลำอุษา ลมหวล 6. หมอลำเบญจวรรณ ดาวจรัสแสง 7. หมอลำแสงทอง ผาจวง 8. หมอลำสังวาล ไชยเลิศ 9. หมอลำเย็นจิตร หงษา 10. หมอลำเพลินจิต ฟ้าฮ่วน 11. หมอลำรุ่งฤดี สายลมเย็น 12. หมอลำขวัญตา สายลมเย็น 13. หมอลำพรเทวา เด่นอุดร 14. หมอลำตุ๋ย ประกายแก้ว เสียงเรไร
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
1. หมอลำคำมี วงศา
ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
เน้นให้ลูกศิษย์ มีความจำที่ดี โดยต้องท่องกลอนลำให้ได้แม่นยำก่อน จากนั้นจึงสอนเรื่อง จังหวะ สังวาด (ทำนอง) และการฟ้อนรำ รวมถึงการออกเสียง อักขระให้ฉะฉาน และมักจะหาโอกาสให้ลูกศิษย์ได้ขึ้นแสดงจริงเพื่อเป็นการเปิดตัวสู่สายตาเจ้าภาพ
การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1. รีสอร์ทแม่ฟ้าหลวง
2. โรงเรียนบ้านโคกสว่างนาดี
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1. รางวัล เกียรติบัตรจากงานประเพณีระดับอำเภอที่ จังหวัดมหาสารคาม
2. รางวัล การประกวดในงานที่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
3. รางวัลที่ 2 จากการประกวดหมอลำซิ่งในจังหวัดอุดรธานี
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
เกษตรกร
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ
ในฐานะคนรุ่นก่อน ผมอยากจะฝากถึงลูกๆ หลานๆ ที่กำลังศึกษาหมอลำ หรือคนที่กำลังคิดอยากจะเข้ามาเรียนรู้ทางด้านนี้ว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีงามมากครับ ถ้าเราได้ก้าวเข้ามาสัมผัสในจุดนี้อย่างเต็มตัว เราจะรู้เลยว่าอาชีพหมอลำสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มากมาย หลายคนสามารถส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือจนจบได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
อาชีพนี้ไม่ใช่สิ่งเสียหายเลย...
ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต หมอลำมักจะถูกคนตำหนิหรือมองข้าม สมัยก่อนเขามักจะดูถูกว่าเป็นอาชีพ "เต้นกินรำกิน" จะไปพอกินอะไร หรือใครมีแฟนเป็นหมอลำก็โดนคบค้าสมาคมด้วยสายตาอีกแบบ แต่ทุกวันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผมเห็นเด็กๆ รุ่นหลังแล้วรู้สึกดีใจกับพวกเขาจริงๆ บางคนอายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ เวลาขึ้นเวทีมีพวงมาลัยแบงก์คล้องคอเต็มไปหมด พวกเขาหาเงินได้เยอะจนสามารถสร้างบ้านให้พ่อให้แม่ได้อยู่อาศัย กลายเป็นที่พึ่งพาของครอบครัวได้อย่างน่าภูมิใจ
ลองคิดดูเถิดครับ... ลูกหลานหมอลำของเรา ถ้าเราตั้งใจทำดีจริงและพัฒนาฝีมือ เงินทองมันจะไปไหนเสีย ไปทำงานก่อสร้างบางทียังไม่ได้ค่าแรงถึงวันละ 1,000 บาทเลย แต่การเป็นหมอลำ เวลาเราไปลำบ้านเจ้าภาพ เขาก็ดูแลต้อนรับอย่างดี มีข้าวปลาอาหารเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ ขอเพียงแค่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ
"สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่จะเติบโตและต่อยอดไปข้างหน้า คือต้องมีความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองให้มากๆ และที่สำคัญที่สุดคือ 'การรักษาเวลา' "
ผมเคยเจอมาหลายงาน เวลาเดินทางไปอัดเสียงกับอาจารย์ธีรวุฒิ ก็จะมีเจ้าภาพจากทั้งกาฬสินธุ์บ้าง บึงกาฬบ้าง โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหา สิ่งที่ผมอยากจะสอนลูกหลานทุกคนเสมอก็คือ เมื่อเราได้รับโอกาสไปทำงานให้เขาแล้ว เราต้องทำมันให้ดีที่สุด คำพูดคำจาต้องรู้จักกาลเทศะและให้เกียรติผู้หลักผู้ใหญ่
เราเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นเหมือน "ไม้อ่อน" ที่ต้องดัดง่าย ต้องมีสัมมาคารวะ มือไม้ต้องอ่อน ไม่ใช่ว่าพอเริ่มมีชื่อเสียง มีคนรู้จักแล้วจะลืมตัว ถ้าเราอยากให้ใครไหว้เราและเอ็นดูเรา เราก็ต้องเป็นฝ่ายยกมือไหว้และให้เกียรติเขาก่อน
อยากสอนลูกหลานหมอลำทุกคนจริงๆ ครับ ให้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ รู้จักพี่รู้จักน้อง จำไว้เสมอว่าการเป็นหมอลำ... ไปไหนมาไหน อย่าลืมตัว และอย่าลืมคนรอบข้างที่เคยสนับสนุนเรา สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรายืนหยัดอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืนและสง่างามครับ
สัมภาษณ์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2569