นายบุญโอม เพ็งโครต
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำโอมคะนองศักดิ์ ศรีอุดร

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

วันที่ชีวิตเริ่มต้น คำว่า “ต้นทุนศูนย์” คงยังน้อยเกินไปสำหรับผม หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตลง โลกทั้งใบของเด็กคนหนึ่งก็พังทลาย ซ้ำร้ายผมยังถูกไล่ออกจากบ้านเพียงเพราะมีบุคลิกท่าทางตุ้งติ้ง ญาติพี่น้องไม่มีใครยอมรับหรือเหลียวแล ในช่วงเวลาที่มืดแปดด้านนั้น ผมตัดสินใจหนีออกจากบ้านและได้รับความเมตตาจากแม่ค้าท่านหนึ่ง พาไปอาศัยอยู่ที่ “บ้านเด็กแสงตะวัน” อยู่ที่นั่นนานพอสมควร จนกระทั่งมีแม่บุญธรรมมารับอุปการะ จึงได้ย้ายมาอยู่เสื่อผืนหมอนใบที่จังหวัดอุดรธานี

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่มี ในวันหนึ่งขณะที่วงหมอลำ “ร.สวรรค์” กำลังซ้อมการแสดงกันอยู่ ผมซึ่งไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่งได้เดินเข้าไปยืนดู ด้วยรูปร่างหน้าตาและบุคลิกที่พอไปวัดไปวาได้ หัวหน้าวงในตอนนั้นจึงเอ่ยปากทักและถามว่า “หนูเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?”ผมจึงตอบไปว่าเป็น “ลูกเจ๊กฮั้ว” คำตอบนั้นนำมาซึ่งคำชักชวนประวัติศาสตร์: “มาเป็นหมอลำไหม?”

ด้วยความที่มีใจรักในการเต้นกินรำกินอยู่แล้ว ผมตอบตกลงทันที โดยไปขออาศัยอยู่กับพี่สาวเพื่อความสะดวกในการเดินทางมาซ้อมลำกับคณะรอสวรรค์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นในวัยเพียง 14 ปี วงการหมอลำได้ต้อนรับเด็กไร้บ้านคนนี้อย่างอบอุ่น ผมก้าวขึ้นเป็นพระเอกหมอลำเรื่องแรกในบท “พลายงาม” (ลูกขุนแผน) จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ก่อนจะเปลี่ยนมาลำเรื่องขูลูนางอั้ว และอีกหลายต่อหลายเรื่องจนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว”

ในยุคที่ค่าตัวหมอลำอยู่ที่ประมาณ 100–150 บาท ผมเคยเอ่ยปากขอเพิ่มเป็น 200 บาท แต่เมื่อไม่ได้ตามที่ขอ จึงตัดสินใจลาออกเพื่อไปบวชนุ่งขาวห่มขาวอยู่วัด สงบจิตสงบใจได้ไม่นาน “หัวหน้าสุเทพ” ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศได้มาทาบทามตัวผมให้ไปร่วมงานด้วย ผมจึงย้ายไปอยู่กับวง “สุเทพ ดาวดวงใหม่” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของยุคที่ชื่อเสียงของผม “ดังระเบิดระเบ้อแบบไม่หยุดไม่หย่อน” ยุะนั้นในวงมีศิลปินร่วมรุ่นอย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ และพวกเราใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านศิริพรประมาณ 5 คน

เหตุการณ์ที่ผมนึกถึงทีไรก็ภูมิใจไม่เคยลืม คือการประกวดหมอลำเมืองอุดรฯ ในงานทุ่งศรีเมือง ครั้งนั้นมีคณะหมอลำเพลินทั่วมหาสารทิศในประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันกว่า 20 คณะ แม้กระทั่งคณะเก่าของผมอย่างรอสวรรค์ก็ลงแข่งด้วย ผลปรากฏว่า วงสุเทพ ดาวดวงใหม่ คว้าอันดับที่ 1 มาครอง เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อทางงานจัดแข่งขันรอบแบทเทิลบทบาทพระเอกหมอลำ ผมก็คว้าอันดับที่ 1 มาได้อีกรางวัล ต่อมามีการส่งหมอลำไปแข่งออกรายการช่อง 11 ที่จังหวัดขอนแก่น ผมเลือก ลำเรื่องขูลูนางอั้ว และสามารถคว้าโล่รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 มาได้สำเร็จ ยุคนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย ถ้ามีเหมือนทุกวันนี้ ชื่อเสียงของผมคงดังเปรี้ยงปร้างราวกับฟ้าผ่าไปแล้ว

เมื่ออายุได้ประมาณ 25 ปี ผมตัดสินใจสร้างวงเป็นของตัวเองในชื่อ “ลูกทุ่งดาวคะนอง” โดยให้พี่ชายเป็นคนช่วยบริหารจัดการเรื่องเงินทองและการดูแลวงให้ เนื่องจากตัวผมเองอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ การแบ่งเงินจึงเรียบง่ายมาก คือแบ่งให้ลูกน้องและทีมงานก่อน เหลือเท่าไหร่ก็คือส่วนของผม

มรสุมชีวิต ลูกชาย และการลี้ภัยไปต่างแดน

ในช่วงที่ชื่อเสียงกำลังโด่งดัง ผมมีลูกชาย 1 คน เขาต้องร่วมหัวจมท้าย เดินทางขึ้นรถบัสไปกับวงของพ่อตลอด เวลาแม่ยกหรือแฟนเพลงมาหา ลูกชายตัวน้อยน่าสงสารมาก เขาจะรีบวิ่งไปแอบอยู่หลังรถบัสเสมอ พอเขาโตขึ้น เรียนหนังสือจนจบ ก็กลับมาช่วยงานในวง ทั้งเป็นหางเครื่องและขยับขึ้นมาช่วยเล่นเป็นพระเอกรอง เรียกว่าสู้ชีวิตเคียงข้างกันมาตลอด

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง (เงินบาทลอยตัว) ประจวบเหมาะกับลูกชายกำลังจะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ผมจึงตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่าย อาร์สยาม (RS) โดยการประสานงานของอาจารย์ยังหนุ่ม และได้คลอดอัลบั้มชุด “วันนี้พี่ชวนเมา” จนทำให้ลืมตาอ้าปากตั้งตัวได้ระยะหนึ่ง

แต่ทว่า ชีวิตการเป็นศิลปินเดี่ยวค่ายใหญ่กับภาระการทำวงหมอลำกลับเกิดปัญหา คิวงานวงที่แน่นมากทำให้ผมไม่มีเวลาไปเดินสายคอนเสิร์ตใหญ่ของบริษัท ด้วยความที่เป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาตัวคนเดียวตั้งแต่เด็ก ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีใครคอยสอนคิดหรือช่วยตัดสินใจ เมื่อหาทางออกไม่ได้แต่สัญญายังค้างอยู่กับค่าย ผมจึงตัดสินใจ “หนีออกนอกประเทศ” เพื่อให้สัญญามันจบไปเอง โดยเดินทางไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้นานถึง 7 ปี ส่งเสียจนลูกชายเรียนจบปริญญาตรี ผมจึงเดินทางกลับบ้านเกิด

เมื่อกลับมาเมืองไทย วง “เพชรอีสาน” ได้มาซื้อตัวผมไปเป็นพระเอก นำเรื่องขูลูนางอั้วมาลำใหม่อีก 3 ปี ก่อนจะลาออกมาตั้งวงของตัวเองอีกครั้งในชื่อ “ลำเพลินนาฏศิลป์” ตอนนั้นอายุใกล้จะ 50 ปีแล้ว ได้แฟนเป็นทุนรอนร่วมลงทุนให้หมดไปหลายล้านบาท แฟนเพลงแฟนคลับยังคงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น งานจ้างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จนกระทั่งมาเจอวิกฤตการณ์โควิด-19 ระบาดหนัก

ในระลอกนั้น งานวงถูกสั่งพักทั้งหมด ผมจึงหันไปเข้าประกวดในโครงการ มิสเตอร์ไทยแลนด์ แอมบัสเดอร์ (Mr. Thailand Ambassador) ของบริษัท สตาร์ ออฟ สยาม เพื่อหาโอกาสไปโชว์ตัวที่ประเทศอินเดีย และผมก็คว้าอันดับที่ 1 มาได้ นำศิลปะการฟ้อนรำไปโชว์ให้ต่างชาติได้เห็น แต่เมื่อโควิดซ้ำเติมหนักขึ้นเรื่อย ๆ วงลำเพลินนาฏศิลป์จึงต้องปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทุกวันนี้ ผมประคับประคองชีวิตด้วยการออกอัลบั้มเพลง “พ่อหม้ายป้ายแดง” ภายใต้สังกัดค่ายเอเอ็มจี (AMG) ของอาจารย์ยังแสงวิจิต ซึ่งผมควักทุนตัวเองชื้อกลอนลำ ส่วนอาจารย์ช่วยทำทำนองและดนตรีให้ ถือเป็นพระคุณที่ผมไม่เคยลืม

สำหรับปัจจุบันในวัยนี้ ผมได้หวนคืนสู่บ้านหลังเก่า “เพชรอีสานบันเทิงศิลป์” อีกครั้ง โดยปรับบทบาทมาเล่นเป็น “ตัวพ่อ” คอยประคับประคองคนรุ่นหลัง และหากถามถึงความถนัด ทางกลอนลำที่ผมเชี่ยวชาญและถนัดที่สุดคือ “ลำแพน” ซึ่งจะขึ้นเสียงสูงและใช้จังหวะเร็วกว่าลำเพลินเล็กน้อย แต่ใช้จังหวะฟ้อนรำเดียวกัน (คล้ายกับเพลงกุหลาบแดง)ครับ                                                        

ที่มาฉายาหมอลำ

ชื่อ “คะนองศักดิ์” มาจากคณะกรรมการประกวดเปลี่ยนให้จากชื่อเดิมคือ “คะนอง” เพื่อความเป็นศักดิ์ศรี ส่วนนามสกุล “ศรีอุดร” ได้รับพระราชทานเปลี่ยนให้จาก “พระเทพ” (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ) หลังชนะเลิศการประกวดฟ้อนนาฏศิลป์ สำหรับชื่อ “โอม” เป็นชื่อเล่นที่พ่อบุญธรรมขอพระราชทานจากรัชการที่ 9                                              

ทำนองลำที่ถนัด

ทำนองลำแพน ทำนองอุดร(ถนัดที่สุด) และทำนองลำเพลิน                                 

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

ผมได้รับคำชมว่าเป็นพระเอกที่ได้ฉายานี้มาด้วยความสามารถอย่างแท้จริงมีลีลาการฟ้อนที่อ่อนช้อย สวยงาม และหาตัวจับยากด้วยเอกลักษณ์ลำแพน 

แต่เสน่ห์ของผมไม่ได้มีแค่มุมโศกหรือมุมหวานซึ้งเท่านั้นนะครับ เพราะเมื่อถึงคราวต้องปรับอารมณ์เวทีให้สนุกสนาน เขาก็เผยเอกลักษณ์ด้าน "คารมการเจรจาและไหวพริบปฏิภาณ" ออกมาทันที ในฉากที่ต้องต่อปากต่อคำ หยอกล้อ และรับ-ส่งมุกสดกับตัวตลกกับเพื่อนหมอลำด้วยกัน แสดงให้เห็นถึงความลื่นไหล มีชีวิตชีวา และสามารถดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ชมให้หัวเราะตามได้ตลอดเวลา ทำให้โชว์มีมิติ ไม่แข็งทื่อครับ          

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. อดีตรักนาแล้ง (ค่ายแป้งน้ำสมใจนึก)   2. วันนี้พี่ชวนเมา (ค่าย RS/R-Siam)  3. พ่อหม้ายป้ายแดง (ค่าย AMG)   4. วาสนาหอยโข่ง (ค่าย RS/R-Siam) 

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

1. ฮ่องกง    2. ไต้หวัน                                              

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. คณะหมอลำรสสวรรค์   2. คณะสุเทพ ดาวดอกไม้ ร่วมกับ ศิริพร อำไพพงษ์   3. คณะเพชรอีสาน                                                    

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

หมอลำโอมมีความตั้งใจอย่างมากที่จะถ่ายทอด “ท่าฟ้อน” ของตนเองให้กับคนรุ่นหลัง เนื่องจากท่านมองว่าเป็นท่าที่ยากและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งหากไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง (ฝึกกับมือ) ก็จะทำไม่ได้ ท่านจึงเกรงว่าท่าฟ้อนเหล่านี้จะสูญหายไป                                             

การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1. รางวัล รางวัลที่ 1 การประกวดฟ้อนนาฏศิลป์หน้าพระเทพฯ        

2. รางวัล รางวัลชนะเลิศ มิสเตอร์ไทยแลนด์ แอมบาสเดอร์                               

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

อดีตหัวหน้าคณะลำเพลินนาฏศิลป์ ศิลปินเมืองอุดร                                 

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ

อยากฝากถึงน้องๆเยาวชนของเราคนที่ชอบเสียงร้องเสียงลำของทางวัฒนธรรมประเพณี อีสานเราและในด้านวัฒนธรรมการละเล่นแสดงพื้นบ้านอีสานก็คือ หมอลำ ซึ่งอยากฝาก น้องๆคนที่มีจิตใจอยากเป็นศิลปินหมอลำ เพื่อสืบทอดต่อพ่อครูแม่ครูที่ท่านได้วางรากฐานไว้ ให้กับน้องๆเยาวชนที่อยากมาเรียนร้องเรียนลำ และอันดับที่ 1 จิตใจเราต้องชอบก่อน ไม่ใช่ ว่าพอมาหัดร้องหัดลำแล้วเกิดใจเราไม่เอาก็อาจจะทำให้เราไม่ชอบมากกว่าเดิม และอันดับที่ 2 ท่องจำบ่อยๆ อย่าให้มันผิดมันเพี้ยน ควรให้มันตรงเป๊ะทุกจังหวะทุกกลอนลำ อันดับที่ 3 ก็ คืออย่าลืมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที ่ท่านได้สั่งสอนเราและเราควรเคารพในสิ่งที่พวกท่านให้ เพราะว่าครูบาอาจารย์ทุกท่านก็อยากให้ลูกศิษย์ได้ดีกันทุกคน ตอนท่านสั่งท่านสั่งก็อย่าโกรธ ท่านเลย ซึ่งไม่มีครูบาอาจารย์ท่านไหนไม่ด่าไม่ว่าลูกศิษย์และเราต้องมีความอดทน เพราะถ้า เราไม่อดทนเราก็จะไม่ได้

สัมภาษณ์ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน