นางวิเชียร สาระวัน
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำสนทยา กาฬสินธุ์ แม่สน

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

แม่เข้าวงการมาตั้งแต่อายุได้ 15-16 ปีนู่นล่ะค่ะ ถ้าถามว่าเรียนลำมาจากใคร... บอกตรงๆ เลยว่าแม่เป็นพวก "ครูพักลักจำ" ไม่มีครูบาอาจารย์กะเขาหรอก (หัวเราะ) ก็เรามันคนชอบหมอลำเนาะ สมัยนั้นหมอลำเขาจะไปเล่นอยู่ที่ไหน แม่เป็นต้องไปนั่งเกาะขอบเวที คอยสังเกตสังกาเอา อาจารย์ของแม่ก็คือหมอลำทั่วไปนั่นแหละ แม่ไปจำลีลาการเล่น เสียง การเอื้อนเสียง การตีบทบาทหน้าเวทีของเขามา แต่อันไหนดีแม่ก็จดจำเอา อันไหนไม่ดีแม่ก็ไม่จำนะ แล้วก็ยึดมาเป็นอาชีพจนถึงทุกวันนี้

 เริ่มเป็นหมอลำทีแรกตอนอายุ 16 ปี ตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ ม.ศ. 3 ที่โรงเรียนหนองยางประเสริฐวิทย์ บ้านหนองยาง (เมื่อก่อนขึ้นอยู่กับอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์) โชคดีได้ไปเป็นพระเอกให้ คณะพลสามัคคี ซึ่งเป็นวงลำเพลินชื่อดังของกาฬสินธุ์ในยุคนั้นเลยล่ะ แถมตอนอายุ 16 นั้น แม่ก็เป็นอาจารย์สอนลำไปด้วยนะ มีลูกศิษย์สอนลำอยู่ละแวกบ้านเกือบ 10 กว่าคณะ พาลูกๆ น้องๆ ออกตระเวนเดินสายแสดงกันสนุกสนาน เป็นพระเอกวงพลสามัคคีอยู่หลายปีเลย จนกระทั่งวงเขายุบไป

 พอยุบวง แม่ก็เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นเสมียนอยู่ที่ห้างพรชัยคอสเมติก แล้วดวงมันจะจับพลัดจับผลูเนาะ วันหนึ่งแม่ไปเข้าห้องน้ำแล้วก็ฮัมเพลงร้องเพลงอยู่ในนั้นตามประสา โดยที่เราไม่รู้เลยว่า อาจารย์สุรินทร์ ภาคศิริ (หรือทิดโส สุดสะแนน) ท่านไปยืนฟังเสียงอยู่หน้าห้องน้ำ! ท่านคงจะมาเข้าห้องน้ำเหมือนกันแต่เห็นมีคนอยู่เลยยืนฟัง พอแม่เปิดประตูออกมานี่ตกใจหมดเลย นึกว่าไม่มีคน ท่านเลยบอกว่า “เดี๋ยวคุยกันนะ” พอได้มานั่งคุยกัน ท่านถามว่าอยากเป็นนักร้องไหม ตอนนั้นท่านกำลังจะตั้งวง ทิดโสลำเพลิน พอดี แม่ตอบทันทีเลยว่าอยากเปรียครับ แล้วก็ลาออกจากงานเสมียนไปอยู่กับท่านเลย

ไปอยู่แรกๆ ก็เป็นนักร้อง หางเครื่องก็เต้นนะ เป็นหัวหน้าหางเครื่องที่เขาเรียกกันว่า "เฟิรสท์" น่ะ สั่นแข้งสั่นขาเต้นตั๊กแตนตำข้าวกันเลยทีเดียว (หัวเราะ) จนได้มาบันทึกเสียง ผลงานชุดแรกคือเพลง ชมสาวโรงงาน และชุดที่สองคือ ฮักสาวผมเปีย คนเริ่มมารู้จัก สนธยา กาฬสินธุ์ ก็จากชุดฮักสาวผมเปียนี่แหละ หลังจากนั้นก็มีอัลบั้มออกมาเรื่อยๆ รวมแล้วตั้ง 13 อัลบั้ม อัลบั้มละ 12 เพลง ถือว่าอยู่ในวงการมานาน ผ่านมาหมดทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ครบทุกรสชาติของชีวิตศิลปิน แต่แม่ภูมิใจนะที่ตั้งแต่ทำมาไม่เคยสร้างความเสียหายหรือทำให้วงการต้องมัวหมองเลย

"สมัยก่อน สนธยา กาฬสินธุ์ เป็นผู้ชายนะครับ ไม่ได้เป็นกะเทยเหมือนทุกวันนี้ แถมเป็นผู้ชายรูปหล่อด้วยนะ (ขอยกยอตัวเองหน่อย อย่าเพิ่งหมั่นไส้กันล่ะ) เพราะหมอลำสมัยก่อนถ้าไม่หล่อจริงไม่ได้เป็นพระเอกหรอกครับ"

ส่วนสาเหตุที่มาแต่งเป็นกะเทยแบบทุกวันนี้เหรอ... จริงๆ แม่เป็นของแม่มาตั้งแต่จำความได้แล้วล่ะค่ะ แต่มันแสดงออกไม่ได้ พระเอกหมอลำสมัยก่อนจะมากระตุ้งกระติ้งอ่อนช้อยหน้าเวทีไม่ได้หรอก สังคมเขาไม่ยอมรับ ต้องวางมาดแมนๆ มีกล้าม ดูเป็นสุภาพบุรุษ แม่ก็เลยต้องแมนออกฉาก ถ้าไม่สนิทกันจริงๆ จะดูไม่ออกเลยว่าสนธยาเป็นกะเทย ซ่อนความรู้สึกไว้ลึกมาก อดทนอยู่นานเพื่อรอวันที่จะได้เปิดเผยตัวตน แม้แต่อาจารย์สุรินทร์ท่านก็รู้อยู่แกี่ใจนะว่าแม่เป็น แต่ท่านก็ไม่พูดอะไร เพราะเราวางตัวดี ไม่ได้แสดงออกให้วงเสื่อมเสีย

หลังจากนั้น อาจารย์สุรินทร์ส่งแม่มาอยู่กับ คณะอุบลพัฒนา ที่ขอนแก่น ตอนนั้นคุณพ่ออัมพร สง่าจิตร เป็นคนตั้งคณะให้ นางเอกยุคนั้นคือคุณอังคนางค์ คุณไชย ส่วนพระเอกคือ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม พอคุณพ่ออัมพรท่านไม่ได้ทำวงให้ ป.ฉลาดน้อยแล้ว ท่านก็มาทำวงให้แม่แทน อยู่กันประมาณ 5-6 ปี สมัยนั้นค่ายตัวพระเอกหมอลำจ้างคืนละ 2,000 บาท เงิน 2,000 บาทในยุคนั้นซื้อทองคำได้ตั้ง 1 บาทเลยนะ! แม่เป็นคนไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ เก็บเงินอย่างเดียว เลยเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ได้เยอะพอสมควร ประคองตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้

พอคุณพ่ออัมพรเลิกทำวง แม่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญาต่อกับใคร แต่มาตั้งวงของตัวเอง ทำวงเองอยู่สิบกว่าปี ตระเวนรับงานไปทั่วประเทศ งานไหม งานเลยเมืองดอกฝ้าย งานพระธาตุพนม ไปหมด รับงานปีต่อปี วงของแม่สมัยนั้นงานเยอะคัก คลื่นลูกน้องตั้งร้อยกว่าชีวิต ถือว่าเป็นวงใหญ่มากในยุคนั้น (แต่ถ้าเทียบกับสมัยนี้ที่มี 400-500 คนคงไม่ได้เนาะ สมัยก่อนแค่ 120 คนก็สุดยอดแล้ว) ค่าจ้างคืนละ 60,000 บาท ถือว่าสูงสุดๆ เป็นหมอลำแนวหน้าที่มีราคาแพงที่สุดในตอนนั้นเลยล่ะ แม่ก็ถือว่าตัวเองเก่งพอตัวนะที่คุมคนเป็นร้อยได้ ผ่านปัญหาสารพัดอย่างมาหมดจนรู้ซึ้งเลยว่าการเป็นหัวหน้ารู้วงมันเหนื่อยแค่ไหน ตอนที่ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแม่เพิ่งจะอายุ 21 ปีเอง พอถึงจุดหนึ่งมันก็เริ่มอิ่มตัวและเบื่อ แม่เลยตัดสินใจพักวง

 พอพักวง ก็กลับมาอยู่บ้าน มาเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ทำฟาร์มปูฟาร์มปลา เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไปตามเรื่องตามราว แต่อยู่ไปสักพักมันก็ถึงจุดอิ่มตัวอีกรอบ รู้สึกเบื่อขึ้นมาอีก (หัวเราะ) คนเราพออิ่มตัวมันจะเป็นแบบนี้แหละ แม่เลยคิดจะเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้ไปหาร้องเพลงตามห้องอาหาร วิ่งรอกร้องเพลง คืนหนึ่งต้องร้องให้ได้ 4 แห่ง เพราะกรุงเทพฯ สมัยก่อนเขาเปิดยันสว่าง ร้องที่นี่ชั่วโมงหนึ่ง วิ่งไปร้องที่นู่นอีกชั่วโมงหนึ่ง ร้องคู่กับ รจนา สารคาม ที่ร้องเพลง เมียผู้ใหญ่บ้าน นั่นแหละ

อ๊ะ... แม่ขอโทษที เล่าข้ามขั้นตอนไปหน่อย (หัวเราะ) ขอกลับมาตอนช่วงก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ รอบสองน่ะ จริงๆ แม่เคยไปเป็นพระเอกอยู่ คณะเพชรอุดร บ้านเรานี่แหละ อยู่ตรงสี่แยกชลประทาน มีคุณพ่อผาเป็นหัวหน้าคณะ เป็นพระเอกอยู่ที่นั่นหลายปี มีพระเอกร่วมกันหลายคนอย่างพ่อค่าย อยู่จนคุณพ่อผาท่านพักวง ทีมงานส่วนใหญ่เขาก็ย้ายไปอยู่ วงศิริพร กันเกือบทั้งวง แต่แม่กับรจนา สารคาม ไม่ได้ไปด้วยกัน เราพากันเข้ากรุงเทพฯ ไปร้องเพลงตามห้องอาหารอย่างที่เล่าไปตะกี้นั่นแหละ

 แล้วจุดเปลี่ยนชีวิตคราวนี้น่ะเหรอ... บังเอิญตอนนั้นแม่ร้องเพลงอยู่ที่ ร้านอีสานแคนทอง แถวจตุจักร เป็นร้านที่ดังที่สุดในกรุงเทพฯ แขกแน่นทุกวันจนไม่มีโต๊ะนั่ง แล้วแม่ได้รับมอบหมายให้จัดแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนให้ลูกน้องลำ อาทิตย์ละครั้ง เจ้าภาพเขาให้แม่เป็นคนคัดเลือกนักร้องแจกบทให้ฝึกซ้อม ปรากฏว่าบทผู้ชายครบหมด แต่นางเอกก็มีแล้ว ขาดอยู่บทเดียวคือบท "แม่พญา" หาใครหัดให้ใครก็ทำไม่ได้สักคน แม่เลยตัดบทว่า “โอ๊ย... หายากหาซ่านัก ฉันแสดงเองก็ได้!”

นั่นแหละค่ะ... คือจุดเริ่มต้นที่แม่แต่งตัวเป็นผู้หญิง!

คืนนั้นแม่ใส่ชุดราตรี ใส่บิกวิก แต่งหน้าจัดเต็ม แสดงเป็นแม่พญา กรี๊ดกร๊าดเต็มที่ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังผมสั้น เป็นผู้ชายในคราบสุภาพบุรุษอยู่เลย พอร้านปิด แม่มานั่งคิด ชุดก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน... "เออ... ทำไมมันมีความสุขจังเลยวะ พอใส่ชุดผู้หญิงแล้วมันมีความสุขมาก นี่คือตัวตนที่เราตามหาและซ่อนไว้มาตลอดใช่ไหม" แม่เลยพบความจริงว่า "ใช่" ตั้งแต่วันนั้นมาแม่ตัดสินใจแต่งเป็นผู้หญิงมาโดยตลอด ไม่กลับไปแต่งชุดผู้ชายอีกเลย ชุดสูทผ้าไหมสวยๆ ยกให้คนอื่นหมด ซื้อชุดกระโปรงชุดราตรีมาใส่แทน ตั้งแต่วันนั้นแขกก็เห็นแต่สนธยาใส่กระโปรงขึ้นร้องเพลง

ช่วงแรกๆ แขกบางคนเขาก็รับไม่ได้นะ เห็นเราใส่กระโปรงเขาก็ทำปากทำท่ารังเกียจ คนที่เกลียดกะเทยเขาก็เกลียดจริงๆ แต่แม่คิดว่าไม่เป็นไร สิ่งที่เราเป็นคือความสุขของเรา ชีวิตของเรา ไม่มีใครมาบงการเราได้นอกจากตัวเราเอง แม่ไม่แคร์ค่ะ แม่มั่นใจในตัวเองพอสมควร ใครจะเกลียดก็เกลียดไป ฉันจะนุ่งกระโปรงแบบนี้แหละ บางทีแฟนเพลงพอเขาประกาศชื่อ "สนธยา กาฬสินธุ์" แล้วแม่เดินใส่ชุดราตรีออกมา แฟนเพลงโห่ใส่เลยนะ เขาบอกว่า “ไม่ใช่ว้อย! สนธยาไม่แต่งแบบนี้ สนธยาเขาแมน เขาเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่กะเทย!”

แม่เลยเดินไปยืนหน้าเวที ชี้แจงให้เขาฟังตรงๆ เลยว่า...

"ฉันนี่แหละค่ะ... ฉันเป็นกะเทยมาตั้งแต่เกิด แต่แค่ซ่อนเอาไว้ พวกคุณดูไม่ออกเอง นี่คือตัวตนจริงๆ ของฉัน"

พอเรากล้าพูดความจริง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มยอมรับได้ จนทุกวันนี้ทุกวงการยอมรับแม่ได้หมดแล้ว ใครๆ ก็เรียกสนธยา กาฬสินธุ์ มีแต่คนชื่นชม ขอแค่เรายอมรับตัวตนของตัวเอง คนอื่นเขาก็จะยอมรับเราได้เอง เราไม่โกหกสังคม เป็นกะเทยก็บอกว่าเป็นกะเทย ยอมรับและเปิดเผยตัวตนอย่างภาคภูมิใจ จนชีวิตครองความเป็นกะเทยมาถึงทุกวันนี้

แถมแม่ยังเคยได้รับโล่รางวัลเมื่อปี 2561 สาขาวัฒนธรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยนะ เป็นกะเทยคนแรกเลยที่ได้รับรางวัลนี้ และยังได้รางวัลบุคคลดีเด่นจากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์อีกด้วย ล่าสุดก็ได้ไปออกรายการ ไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร มาเหมือนกัน วงการยอมรับเราหมดแล้ว

ทุกวันนี้แม่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ มีงานเขาจ้างมาก็ไปลำ ค่าจ้างจะน้อยจะมากแม่ไม่เคยเกี่ยง ขอให้มีคนจ้างก็พอใจแล้ว ถ้าไม่มีงานก็อยู่บ้าน เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย เลี้ยงไก่เลี้ยงปลาไปตามประสา เป็นความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิต แม่ปล่อยวางหมดแล้ว ไม่คิดอะไรมาก ชีวิตคนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีหรอก สิ่งไหนทำแล้วมีความสุข (แต่คนอื่นไม่เดือดร้อน) ก็ทำไปเถอะ นั่นแหละคือตัวตนของ สนธยา กาฬสินธุ์ ในทุกวันนี้ ถามว่าพอกินพอใช้ไหม... ก็พออยู่ได้ค่ะ ไม่ถึงกับร่ำรวยอะไร แต่ไม่ลำบาก และแม่ภูมิใจในตัวเองที่สุดที่สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชื่อเสียงมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยโกหกใคร เป็นกะเทยที่สังคมยอมรับได้อย่างเต็มภาคภูมิค่ะ

ที่มาฉายาหมอลำ

อาจารย์สุรินทร์ ภาคศิริ เป็นผู้ตั้งให้ โดยชื่อ “สนทยา” มาจากชื่อที่อาจารย์ตั้งให้ใหม่ ส่วน “กาฬสินธุ์” มาจากชื่อจังหวัดบ้านเกิดเพื่อให้คนจดจำได้ง่าย                                   

ทำนองลำที่ถนัด

ลำเพลินทำนองกาฬสินธุ์ ลำกลอนทำนองขอนแก่น                                                   

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

มีอัตลักษณ์เด่นในฐานะหมอลำลำเพลินที่เริ่มจากการเรียนรู้แบบครูพักลักจำ แล้วพัฒนาฝีมือด้วยประสบการณ์จริงบนเวที ความโดดเด่นคือการร้อง ลำ และตีบทบาทได้หลากหลาย ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ทำให้เข้าถึงคนดูง่าย และมีสไตล์การแสดงที่เป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักษณ์จากการกล้าแสดงตัวตน และปรับบทบาทชีวิต จนกลายเป็นศิลปินที่มีความเฉพาะตัวในวงการหมอลำ                                                               

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. ชมสาวโรงงาน   2. ฮักสาวผมเปีย                                   

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. คณะโพนสามัคคี   2. คณะอุบลพัฒนา   3. คณะเพชรอุดร                       

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

มีลูกศิษย์ทั้งในรูปแบบ “สอนเป็นคณะ” และสอนลูกศิษย์หลายวง เช่น คณะทองพูนพัฒนา คณะพลสามัคคี และคณะชัยวานพัฒนา รวมถึงมีลูกศิษย์ส่วนตัวอีกจำนวนมาก                                                                         

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

เน้นการสอนเทคนิคการรำ การใช้เสียง ลูกคอ และการตั้งโจทย์ให้ลูกศิษย์ได้ฝึกปฏิบัติจริง รวมถึงการเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยได้ตลอด                                               

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

หน่วยงานและองค์กรภาคประชาชน

สถาบันการศึกษาอุดร

 รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1. รางวัล สาขาวัฒนธรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น    

2. รางวัล บุคคลดีเด่น จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์          

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

ประพันธ์เพลง                                                              

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. เกษตรกรรม                                                      

2. เลี้ยงวัว ควาย ไก่ และทำฟาร์มปลา                                   

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ

ขอให้ภูมิใจเพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติและรายได้ดี ต้องอาศัยความสามารถและความพยายาม และยินดีที่จะให้คำแนะนำแก่รุ่นลูกรุ่นหลานเสมอ                                 

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน