ภูมิหลัง
ยายของฉันเป็นคนชอบหมอลำแล้วก็บทกลอนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลอนสรภัญญ์หรือบทสวดมนต์ต่างๆ ยายจะร้องกล่อมนอนอยู่ตลอด ด้วยความที่แต่ก่อนบ้านเราทำเกษตรกรรมหมุนเวียนตลอดทั้งปี มีฟาร์มวัวตั้ง 40 ตัว เวลาไปเลี้ยงวัวแล้วจะนอน ยายก็ร้องกล่อม มันเลยทำให้เราซึมซับกับวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งไปกว่านั้น ทุกๆ เช้าตอนตี 4 หรือเวลาที่วัดมีงานบุญ หลวงพ่อจะเปิดหมอลำเก่าๆ ผ่านวิทยุคลื่น AM เกือบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นแม่บุญเพ็ง, แม่บุญช่วง หรือพ่อเคน ดาเหลา ยุคนั้นคลื่น FM ไม่ค่อยมีหมอลำหรอกค่ะ ส่วนมากเปิดแต่เพลง วัยเด็กของฉันตอนนั้น ไม่ได้อยากตื่นมานึ่งข้าวหรอกนะ แต่อยากตื่นมาหมุนหาคลื่น AM เพื่อฟังหมอลำยามเช้ามากกว่า มันเลยหล่อหลอมจนกลายเป็นความชอบและเกิดความอยากจะเป็นหมอลำขึ้นมา
พอจบ ม.3 คุณแม่ยื่นข้อเสนอให้เลือก 2 ช้อยส์ คือ 1. ถ้าไม่เรียนต่อ ก็ต้องมาทำไร่ทำนา ทำสวน หรือ 2. เรียน...เรียนอะไรก็ได้แต่ขอให้เรียน ฉันตัดสินใจเลือกเรียนทันทีเลยค่ะ! เพราะว่าชีวิตชาวนาเนี่ย ฉันเป็นมาตั้งแต่อนุบาล 1-2 แล้ว ตอนนั้นแม่เริ่มให้หิ้วถังพลาสติกตักน้ำไปรดผักแล้ว ที่บ้านทำเกษตรหนักมาก ทำนาเสร็จก็ต้องทำสวนมะเขือเทศ สวนแตงกวา สวนแตงโม สวนข้าวโพด ปลูกพร้อมกัน 4-5 อย่าง พอหมดหน้าตรงนั้นเข้าหน้าหนาว แม่ก็พาปลูกผักอีกเป็น 10 อย่าง แล้วต้องหิ้วบัวรดน้ำไปรดผักล้วนๆ ไม่มีสปริงเกอร์ ไม่มีสูบน้ำใส่ ถ้าไม่ปลูกอ้อยก็ปลูกต้นยาง ไม่ปลูกต้นยางก็มันสำปะหลัง วนเวียนอยู่อย่างนั้น ตอนนั้นโกรธคุณแม่นิดๆ นะที่พาทำแต่การเกษตร เลยคิดกับตัวเองว่า "ชีวิตนี้กูจะไม่ทำไร่ทำนาอีกแล้ว!" พอชอบฟ้อนชอบลำอยู่แล้ว เลยเลือกที่จะไปเรียนต่อที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์
ตอนออกจากบ้านครั้งแรกในชีวิต แม่ให้เงินมา 300 บาทเพื่อไปสมัครเรียน ฉันไม่เคยเดินทางไกลเลย ไปยื่นใบสมัครเสร็จก็กลับบ้าน จนถึงวันที่เขาเรียกสอบสัมภาษณ์ ปรากฏว่าฉันไปไม่ทันค่ะ เพราะตอนนั้นเขายังไม่ได้แจ้งมาเป็นทางการ เท่าที่รู้คือวันส่งใบสมัครเขาบอกเวลาสอบคือ 9 โมงเช้า ฉันออกเดินทางตั้งแตี่ 6 โมงเช้า แต่กว่าจะไปถึงกาฬสินธุ์ล่อไปบ่ายโมง! เพื่อนๆ เขาสอบสัมภาษณ์เสร็จไปหมดแล้ว ไม่ได้สอบกับเขาเลย แต่ยังโชคดีที่เขาให้รอสอบข้อเขียนตอนบ่าย
ตอนนั้นได้เจอ ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ ซึ่งกลายมาเป็นครูคนแรกของฉัน ท่านถามว่า “หนูทำอะไรเป็นบ้าง ความสามารถมีอะไรบ้าง ฟ้อนรำเป็นไหม” ฉันตอบตรงๆ เลยว่า “ไม่เป็นค่ะ” ท่านเลยถามต่อ “แล้วทำอะไรเป็นบ้าง” ฉันบอก “ร้องหมอลำค่ะ” พอท่านถามว่าร้องกลอนไหน ฉันก็บอกว่า “ร้องประวัติเวียงจันทน์ ของคุณแม่บุญช่วง เด่นดวงค่ะ” แล้วฉันก็ร้องให้ท่านฟังจนจบกลอน ซึ่งมันยาวมากประมาณ 5-10 นาที ท่านถึงกับพูดว่า “อ้าว ทำไมเก่งอะไรขนาดนั้น ทำไมความสามารถร้องจบกลอนขนาดนั้น” สรุปคือโอเค ผ่านค่ะ! โรงเรียนรับเข้าเรียนด้วยการร้องประวัติเวียงจันทน์กลอนนั้นเลย
แต่พอเข้าไปเรียนที่นาฏศิลป์กาฬสินธุ์จริงๆ กลับไม่ได้เรียนหมอลำอย่างที่คิด เพราะที่นั่นไม่มีเอกหมอลำ มีแต่เอกการแสดงศิลปะพื้นบ้าน (เน้นฟ้อนรำอย่างเดียว) กับเอกโขนละคร ฉันเลยเลือกเรียนศิลปะพื้นบ้านเพราะคิดว่าใกล้เคียงหมอลำที่สุด แล้วเลือกวิชาโทเป็นดนตรี เรียนไปจนถึงครึ่งเทอมก็ยังไม่ได้เรียนหมอลำสักที ทีนี้ทำไงล่ะ... ฉันเลยวางแผน "หลอกใช้เงินพ่อแม่" ค่ะ (หัวเราะ) โดยการโกหกแม่ว่าอาจารย์สั่งให้ซื้อเครื่องดนตรี ขอค่าพิณ 1,000 บาท ค่าแคน 1,000 บาท แม่ก็เชื่อเพราะพ่อกับแม่ไม่รู้เรื่องหรอก เขาก็โอนเงินมาให้ 2,000 บาท
แต่พอได้เงินมา ฉันไม่ได้ไปซื้อพิณซื้อแคนหรอกค่ะ ฉันเอาเงิน 1,500 บาทไปซื้อเครื่องเล่นเทปที่เล่นแผ่นซีดีได้ ส่วนเงินอีก 500 บาทที่เหลือ เอาไปกว้านซื้อแผ่นซีดีหมอลำมา 5 แผ่น มีของพ่อเคน ดาเหลา, แม่ฉวีวรรณ ดำเนิน, แม่บุญเพ็ง ไฝผิวชัย แล้วก็ของแม่บุญช่วง เด่นดวง อีก 2 แผ่น เอามาเปิดฟังแล้วก็นั่งแกะกลอนลำตามจนครบทั้ง 5 อัลบั้ม เริ่มเรียนเอง ขับร้องเองด้วยวิธีของตัวเอง ที่ต้องทำแบบนี้เพราะที่หน้าปกเทปมันมีเบอร์โทรศัพท์อยู่ ฉันเคยลองโทรไปถามค่าเรียนกับคุณแม่บุญช่วง ยุคนั้นท่านดังมาก ค่าเรียนตั้ง 65,000 บาท! ฉันไม่มีเงินหรอก เพราะแม่ไม่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว แม่ให้เรียนตามหน่วยกิตมาตรฐาน การศึกษาเท่านั้น เครื่องเทปกับวีซีดีเครื่องนั้นแหละค่ะ... เปรียบเหมือนคุณครูคนแรกของฉัน ฉันลำฝึกฝนจนชำนาญจนเริ่มออกงานได้ ได้เงินมาก็เก็บหอมรอมริบไปซื้อแคนซื้อพิณจริงๆ เวลาแม่ถามว่าไหนล่ะดนตรีเอามาให้ดูหน่อย ฉันก็โกหกแม่ซ้ำอีกรอบว่าเอาขึ้นรถโดยสารไม่ได้ เขาไม่ให้เอาขึ้น (หัวเราะ) แต่สุดท้ายพอได้เงินจากการลำเยอะเข้า ก็ซื้อทั้งพิณทั้งแคนเอากลับไปไว้ที่บ้านให้เขาดูจนได้
การออกงานอาชีพครั้งแรกในชีวิต เป็นงานศพญาติของ ดร.พรสวรรค์ พรดอนก่อ ท่านพาไปลำ ตอนนั้นลำคนเดียวเลยค่ะ ไปกับหมอแคน ลำตั้งแต่หนึ่งทุ่มยันตีสอง (19.00 - 02.00 น.) ลำนานมาก นานจนลมปราณออกหู หมอแคนคือหูอื้อ ตามัว และเลือดออกคอ! จนผู้คนในงานไม่ยอมไปไหนเลย ฉันเลยต้องเดินไปขอเจ้าภาพว่า “พอเถอะค่ะ หมอแคนไม่ไหวแล้ว จะเป็นลมแล้ว ไม่สามารถเป่าต่อได้เพราะเลือดออกคอแล้ว” เลยได้หยุดลำ งานนั้นได้ค่าตัวครั้งแรกในชีวิต 500 บาท หลังจากนั้นก็รับงานลำเดี่ยวมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้ลำคู่หรอก เพราะยุคนั้นไม่มีผู้ชายมาลำประกบคู่ด้วย ฉันถือเป็น "หมอลำกะเทยรุ่นแรกๆ" ของวงการหมอลำกลอนเลยก็ว่าได้ เพราะยุคนั้นไม่มีใครกล้าแต่งหญิงขึ้นลำ ยกเว้นคุณแม่สว่างจิตร เชื้อหงษ์ คนเดียวที่กล้าแต่ง ยุคนั้นคำว่ากะเทยเขายังไม่ค่อยให้มาเข้าใกล้ผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ
พอเรียนจนใกล้จะจบชั้นกลาง 3 (เทียบเท่า ม.6) ฉันได้ไปหาคุณแม่เกสร สุนาม ท่านเป็นหมอลำเก่าอยู่วงฟ้าสีคราม ไปอยู่กับท่านจนเหมือนเป็นลูกบุญธรรม ท่านเลยแนะนำว่า “อยู่กาฬสินธุ์ไม่มีครูหมอลำหรอกนะ แม่เคยเจอหมอลำกะเทยคนหนึ่ง ลำดีมากที่เขาสวนกวาง เธอเป็นกะเทยเหมือนกันก็น่าจะไปหาครูกะเทยด้วยกัน เพราะฉะนั้นจบตรงนี้แล้ว เธอไปเรียนต่อที่ราชภัฏอุดรนะ” ท่านเลยให้แม่เข็มพร สุขเดช พาฉันไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ คุณแม่สว่างจิตร เชื้อหงษ์ ซึ่งท่านเป็นหมอลำกะเทยคนเดียวในยุคนั้น หลังจากฉันและหมอลำณัฐพลน้อย พรมยาลี (หมอลำตั้ม) เข้าไปเป็นศิษย์แล้ว หลังจากนั้นท่านก็ไม่มีลูกศิษย์อีกเลย
พอเข้ามาเรียนต่อ ปริญญาตรี สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยุคนั้นเป็นอะไรที่รุ่งเรืองและสนุกสนานมาก! นักศึกษาเยอะมาก เฉพาะในห้องก็ 45 คนเข้าไปแล้ว กิจกรรมและงานอีเวนต์มีเข้ามาทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 3-7 วัน วันนึงรับงาน 5 งานสบายๆ วงใหญ่แบ่งสายไปวิ่งงานกันสนุกมาก มีทั้งหมอลำกลอน หมอลำเรื่องต่อกลอน และวงโปงลาง ส่วนการเรียนกับแม่สว่างจิตร ท่านจะสอนเรียนเป็น "ยก" แต่ก่อนฉันไม่รู้หรอกว่าเรียนเป็นยกคืออะไร ได้กลอนมาเท่าไหร่ก็ลำไปเรื่อยจนจบแล้วขึ้นกลอนใหม่ ซึ่งมันพร่ำเพรื่อและไม่มีกระบวนการ แต่พอมาเรียนกับแม่ถึงได้รู้หลักการ ยุคนั้นถ้ามีหมอลำก็ต้องมีตลก มีโปงลาง เป็นช่วงที่จับตามองมาก ซึ่งปัจจุบันราชภัฏอุดรก็ยังคงรักษามาตรฐานและกิจกรรมแบบนี้ไว้ แถมตอนนี้มีเปิดสอนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสายตรงแล้วด้วยนะคะ
ช่วงเรียนปริญญาตรี ชีวิตฉันดำเนินไปแบบ "ลำตอนกลางคืน มาเรียนตอนกลางวัน" อาจารย์ประจำสาขาไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ทิวา, อาจารย์บุ๋ม, อาจารย์ปาน, อาจารย์แจ็ค จะด่าฉันอยู่ประจำว่า “เธอมาสายทุกวันเลยนะ แต่เธอไม่เคยขาดเรียนเลย” คือมาสายแต่มานั่งหลับในห้องเรียนตลอด (หัวเราะ) เหตุผลเพราะอะไรล่ะ... คืนนี้ฉันต้องไปลำที่โคราช ฉันต้องหอบชุดนักศึกษาไปด้วย ลำเสร็จ 6 โมงเช้าช่วงเต้ยลา อาบน้ำเสร็จก็นั่งรถจากโคราชดิ่งมาอุดรธานีทันที มันไม่มีทางถึง 9 โมงเช้าหรอกค่ะ กว่าจะถึงก็ 10 โมง หรือเที่ยง เกือบหมดคาบเช้าแล้ว แต่ข้อได้เปรียบของฉันคือ ถึงจะมาสายแต่ฉันก็มา อย่างแรกคือได้เช็กชื่อ สองคือได้รู้ว่าอาจารย์สั่งงานอะไร เวลาให้นำเสนองานเราก็ได้นำเสนอ ซึ่งต่างจากคนที่เกเรนอนอยู่หอหรือไปเที่ยวแล้วไม่มาเลย อันนี้ฉันอยากฝากถึงนักศึกษารุ่นน้องจริงๆ นะคะว่า ถึงจะมาสายก็ต้องมาเรียน ให้ชั่วโมงเรียนมันครบและรู้เรื่องว่าเขาทำอะไรกันอยู่
จริงๆ อาชีพหมอลำของฉันเนี่ย ทำเป็นจริงเป็นจังหาเงินจ่ายค่าเทอมค่าเรียนมาตั้งแต่สมัยอยู่นาฏศิลป์กาฬสินธุ์แล้ว ไม่เคยทำอาชีพอื่นเลย พอเรียนจบปริญญาตรีที่ราชภัฏอุดร ฉันก็ได้รับโอกาสให้ช่วยงานอาจารย์ เป็นอาจารย์พิเศษสอนในรายวิชาประพันธ์กลอนลำ, หมอลำประยุกต์, ผญาอีสาน และหมอลำการแสดงพื้นบ้าน อยู่ประมาณปีครึ่งในโครงการ จากนั้นก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโททันที
ถ้านับย้อนหลังไปประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ฉันได้เข้าไปอยู่กับ คณะเสียงวิหค ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งวงเลยค่ะ วิธีการที่ได้เข้าไปอยู่คือ ตอนนั้นฉันร้องเพลงและร้องหมอลำอยู่ที่ผับตรงตลาดปรีชา คนชอบมาก! จนได้ฉายาในวงการผับว่า "จงอางครางซอดแจ้ง" (หัวเราะ) ถ้าวันไหนจงอางไม่เข้าร้าน ลูกค้าที่จองโต๊ะไว้จะสละสิทธิ์ทันทีแล้วหนีไปเที่ยวตะวันแดงแทน เขาชอบที่ฉันเป็นกะเทยแต่ร้องเพลงเสียงผู้หญิงได้ทรงพลัง แถมเอ็นเตอร์เทนแบบใส่สุด ตีลังกาบ้าง เดินเหยียบข้ามโต๊ะบ้าง ได้ทิปคืนนึงมีแต่แบงก์พัน รวมๆ แล้ว 3,000 - 4,000 บาทเลยค่ะ ตอนนั้นฉันไม่ดื่มเหล้า ลูกค้ายื่นแก้วมาพร้อมเงิน ฉันก็ดึงเอาแต่เงินอย่างเดียว (หัวเราะ)
ตอนนั้น หัวหน้านก พงศกร ยังอยู่วงหมอลำวีรพงษ์ วงศ์ศิลป์ (ยังไม่ได้ไปอยู่ระเบียบวาทะศิลป์) แกชอบมาเชิญฉันไปร้องที่ผับบ่อยๆ เลยรู้จักและสนิทกันเพราะเราเกิดปีเดียวกัน พอช่วงที่ผับโดนร้องเรียนจนต้องย้ายสถานที่บ่อยๆ และปิดปรับปรุง ฉันก็นอนว่างๆ อยู่บ้านเช่า ได้ยินข่าวว่าหัวหน้านกกำลังจะตั้งวงหมอลำของตัวเอง เลยทักไปหาแกว่า “หัวหน้า... ได้ยินข่าวว่าจะตั้งวงเหรอ ให้ไปอยู่ด้วยหน่อยสิ” แกรตอบกลับมาว่า “มาสิ เราจะประชุมกันวันนั้นวันนี้มาร่วมเลยนะ” ฉันเลยไปประชุมที่หน้าบ้านหลังเก่าของแก และอยู่ยาวบุกเบิกมากับหมอลำเสียงวิหคตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้เลยค่ะ
ตอนอยู่เสียงวิหค ช่วงปีแรกฉันเล่นตลกอย่างเดียวเลยค่ะ แล้วก็ออกฉาก ไม่เคยได้เต้นหรอก ฟ้อนรำก็แทบไม่ได้ทำเลยตั้งแต่มาอยู่ราชภัฏ จนกระทั่งปีที่ 2 เกิดเหตุสุดวิสัย มีแดนเซอร์คนหนึ่งในวงดื่มสุรามากเกินไปแล้วไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ เกิดหงายหลังคอหักเสียชีวิตตรงนั้นเลย ทำให้ชุดการแสดงมันว่างลงชุดหนึ่ง ด้วยความที่ชุดว่างและไม่มีคนเต้น ฉันที่ไม่เคยซ้อมเต้นกับเพื่อนเลย ก็จับชุดนั้นมาใส่แล้วเดินขึ้นเวทีไปเลยค่ะ! อาศัยครูพักลักจำเอา ดูคนข้างหน้าเขาหมุนเราหมุนตาม อยู่แถวหลังสุด สรุปวันนั้นเต้นได้เฉย เลยได้ทำหน้าที่เป็นแดนเซอร์ควบคู่กับการเล่นตลกและออกฉากร่วมกับพระเอกนางเอกตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
สำหรับผลงานการแสดงหรือการออกเทป ส่วนมากผลงานของฉันจะอยู่ใน YouTube ค่ะ เพราะช่วงชั้นกลางเริ่มมีโซเชียล มีโทรศัพท์ มีคนถือกล้องมาถ่ายเวลาเราไปแสดงหรือไปประกวดตามที่ต่างๆ ผลงานชิ้นเอกตอนปริญญาตรีของฉันคือ ชุดการแสดง “ลำเพลินมโนราห์รวงหญ้า” ส่วนตอนปริญญาโทคือวิทยานิพนธ์เรื่อง “หมอลำกะเทยอัตลักษณ์และบทบาทสู่การสร้างสรรค์หมอลำพันธุ์ใหม่” นอกจากนี้ก็มีเพลงที่ฉันประพันธ์ขึ้นมาให้ศิลปินคนอื่นร้องบ้าง ร้องเองบ้าง เป็นชุดการแสดงอีก 5-8 ชุด หรืออาจจะเยอะกว่านั้นเพราะมันนานจนจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ ล่าสุดก็ประพันธ์กลอนลำชุด “สิเน่หาอินตา” และ “วาดฟ้อนอินตา” ให้ทางนาฏศิลป์กาฬสินธุ์
ระหว่างที่อยู่เสียงวิหค ฉันไม่ค่อยได้ไปขึ้นเวทีคณะใหญ่หมอลำเรื่องต่อกลอนที่ไหน นอกเสียจากวันไหนไม่มีงานก็จะรับงานเสริม ไปลำหมอลำกลอนเดี่ยวบ้าง ไปกับหมอลำบอยบ้าง ไปกับอาจารย์แจ็คบ้าง หรือไปกับคณะแฟนลำเพลินบ้าง ตลอดเส้นทางนี้ฉันมีโอกาสได้ร่วมงานกับบรมครูและศิลปินแห่งชาติเยอะมาก ตั้งแต่เริ่มต้นเลยคือได้ร่วมงานกับ คุณพ่อเคน ดาเหลา ประมาณ 5 ครั้ง, ลำกับแม่เข็มพร, แม่จุมทอง และได้ไปพักอาศัยอยู่บ้าน คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน ศิลปินแห่งชาติตั้งเกือบอาทิตย์ ส่วน คุณแม่บุญช่วง เด่นดวง นี่ก็ไปนอนบ้านท่านหลายครั้งจนนับไม่ได้ รวมถึง คุณแม่ราตรี ศรีวิไล ที่ท่านมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมตอนฉันเรียนปริญญาโท นอกเหนือจากนั้นก็มีแม่พัชรี แก้วเสด็จ, แม่ปรีดา แก้วเสด็จ และเคยขึ้นเวทีใหญ่อย่างวงวีระพงษ์ วงศ์ศิลป์ แต่เป็นคนละช่วงเวลากันค่ะ
ที่มาฉายาหมอลำ
เรื่องแรกต้องย้อนไปสมัยเรียนอยู่นาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ตอนนั้นฉันมีพี่เลี้ยงนางงามคู่ใจชื่อ “พี่โอ๊ต” เรียนอยู่นาฏศิลป์ด้วยกันนี่แหละค่ะ แกเห็นแววในตัวฉันเลยชอบพาเดินสายประกวด ไม่ว่าจะเป็นประกวดนางงามกะเทยหรือประกวดลิปซิงค์โชว์อลังการแกพาไปหมด แล้วเวลาส่งชื่อเข้าประกวด พี่โอ๊ตแกจะตั้งชื่อในใบสมัครให้ฉันแบบหรูหราหมาเห่ามากว่า “นางสาวเพชราวดี ปัญญาวชิรกุล” ยุคนั้นเวลาพิธีกรประกาศทีไรขัดใจทุกที เพราะมันยาวเกินไป! ฉันเลยมานั่งคิดกับตัวเองว่าตัดออกหน่อยดีไหม? เอาแค่ “เพชรา” สั้นๆ เท่ๆ เหมือนคุณแม่เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งยุคก่อน แต่เราจะไปใช้ “เชาวราษฎร์” เลียนแบบคุณแม่ท่านตรงๆ ก็ไม่ได้อีก อีกอย่างพอมาเช็กในวงการหมอลำหรือศิลปินยุคนั้น ก็ยังไม่มีใครใช้ชื่อเพชราเลย ฉันก็เลยยึดชื่อนี้แหละเป็นชื่อแรก
ทีแรกนามสกุลในวงการหมอลำของฉันคือ “เพชรา ศรีชัย” ค่ะ แต่พอใช้ไปได้สักพัก ด้วยความที่ฉันศรัทธาในองค์พระธาตุขามแก่นมาก และต้องเดินทางไปลำถวายเสียง ไปลำแก้บนถวายองค์พระธาตุขามแก่นเป็นประจำทุกปีไม่เคยขาด ช่วงสงกรานต์ปีหนึ่งฉันเลยตัดสินใจเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส วัดเจติยภูมิ ขอนมัสการกราบเรียนท่านตรงๆ ว่า “หลวงพ่อคะ หนูขอเอาชื่อพระธาตุขามแก่นมาตั้งเป็นฉายาหมอลำได้ไหมคะ ให้หนูใช้คนเดียวเลยได้ไหม แล้วหนูสัญญาว่าจะมาลำถวายเสียงช่วงสงกรานต์ให้ท่านทุกปีไม่ขาดเลย” ท่านเจ้าอาวาสท่านก็เมตตาเอ่ยปากอนุญาตให้ฉายานี้มา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อในสายหมอลำกลอนอย่างเป็นทางการของฉันจึงกลายมาเป็น “เพชรา พระธาตุขามแก่น” ค่ะ
ส่วนฉายาสุดพีคอย่าง “จงอางครางซอดแจ้ง” เนี่ย... จุดเริ่มต้นมาจากช่วงที่ฉันเข้ามาเรียนปริญญาตรีปี 1 ที่ราชภัฏอุดรธานีค่ะ วันนั้นอาจารย์สั่งงานในคลาสเรียน ให้ทุกคนคิดคอนเซปต์แนะนำตัวเองยังไงก็ได้ให้คนจำได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องแต่งบทกลอนผญาขึ้นมานำเสนอก่อน ฉันก็แต่งกลอนแนะนำบ้านเกิดตัวเองทันทีเลยว่า:
“สาวลำน้ำพองลือไกล มีไดโนเสาร์และกะเทย เชิญเลยดูงูจงอาง เพราะบ้านฉันใกล้บ้านงูจงอาง”
พอท่องจบปุ๊บ เพื่อนๆ ในห้องขำลั่น แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เพื่อนก็พากันเรียกฉันว่า “ธิดาจงอาง” แล้วเรียกสั้นๆ ต่อมาว่า “จงอาง” กันหมดทั้งมหาวิทยาลัยเลยค่ะ ไม่ว่าจะไปออกงานอีเวนต์ไหนของคณะ หรือกิจกรรมไหนของมหาลัย ทุกคนจะจำชื่อ “จงอาง” ได้หมด ไม่มีใครเรียกชื่อจริงเลย (หัวเราะ)
พอได้ชื่อ “จงอาง” ติดตัวมา จนกระทั่งถึงช่วงที่ฉันได้ไปรับงานร้องเพลงร้องหมอลำประจำอยู่ที่ผับตรงตลาดปรีชา วันแรกๆ ที่ขึ้นเวทีฉันก็แนะนำตัวตามปกติ “สวัสดีค่ะ ดิฉันจงอางค่ะ” แต่มีอยู่วันหนึ่ง ไม่รู้ว่าคิดยังไงหรืออะไรเข้าสิง (หัวเราะ) พอจับไมค์ได้ปุ๊บ ฉันก็พ่นประโยคนี้ออกไปทันที:
“สวัสดีค่ะ... ดิฉัน... จงอางครางซอดแจ้ง ค่ะ!”
คุณเอ๋ย... พอสิ้นประโยคคำว่าครางซอดแจ้ง (ครางยันสว่าง) เท่านั้นแหละ คนเที่ยวทั้่งผับโห่ฮิ้ว เฮลั่นร้าน ปรบมือกันเกรียวกราวเชียร์กันสนุกสนานมาก มันเป็นคำที่ตลก ทะลึ่งทะเล้น และติดหูคนฟังทันที นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันเลยกลายเป็น “จงอางครางซอดแจ้ง” ตำนานกะเทยเอนเตอร์เทนเนอร์ประจำผับอุดรธานีแบบถาวรเลยค่ะ!
ทำนองลำที่ถนัด
ลำกลอน (ทางสั้น-ทางยาว) และเต้ย ถ้าถามว่าฉันถนัดร้องทำนองไหน... จริงๆ ตอนทำโครงการรวบรวมทำนองลำล้างช้าง ฉันศึกษารวบรวมจนได้ 30 ทำนองทั่วอาณาจักรล้านช้าง และสามารถร้องได้ทั้งหมด 30 ทำนองเลยนะคะ ไล่ตั้งแต่ภาคอีสานเหนือจรดอีสานใต้ (รวมถึงเจรียงและกันตรึม) และข้ามไปฝั่งลาวเหนือจรดลาวใต้ แต่ถ้าจะให้พูดถึงทำนองที่สันทัดที่สุด ชำนาญที่สุด และเป็นตัวตนของฉันจริงๆ ก็คือ “หมอลำกลอน” ค่ะ ทั้งการลำทางสั้น ลำทางยาว แล้วก็การเต้ย... อันนี้บอกเลยว่าชำนาญและเป็นทางของฉันที่สุดแล้วค่ะ
อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง
เวลาฉันก้าวขึ้นไปยืนบนเวที สิ่งแรกที่ฉันทำคือการประกาศตัวตนและหยั่งรากเหง้าของตัวเองให้คนดูได้รับรู้ ฉันเดินไปจับไมค์แล้วแนะนำตัวเองต่อหน้าผู้ชมอย่างชัดเจนเลยว่า “ดิฉันหมอลำเพชรา พระธาตุขามแก่น หรือจงอางครางซอดแจ้ง ลูกศิษย์ของคุณแม่สว่างจิต เชื้อหงษ์ และคุณแม่บุญช่วง เด่นดวงค่ะ” แถมในงานวันนั้น พิธีกรยังประกาศเอ่ยปากยกย่องฉันกลางเวทีเลยว่าเป็น “ต้นตำรับหมอลำกะเทย หนึ่งเดียวในภาคอีสาน ตัวแทนแม่สว่างจิต” คำนี้มันทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจมากนะ เพราะมันคือเครื่องพิสูจน์ความกล้าหาญของฉันที่หยัดยืนสืบทอดศิลปะแขนงนี้ในฐานะเพศทางเลือกมาตั้งแต่ยุคที่สังคมยังไม่เปิดกว้างขนาดนี้
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยในความเป็นฉัน คือ ความตลกขบขันและความเป็นกันเอง ทั้งกับคนดูและเพื่อนร่วมเวที วันนั้นฉันจำได้ว่าฉันหยอกล้อ “หมอแคนแบงค์” อย่างสนุกสนาน แล้วก็หันไปแซวผู้ชม แซวเรื่องฉายา "ครางซอดแจ้ง" ของตัวเองบ้าง หรือแม้กระทั่งเดินไปแซวเจ้าภาพเรื่องการใส่ซอง (หัวเราะ) มุกทะเล้นพวกนี้แหละที่สร้างเสียงหัวเราะและบรรยากาศที่เป็นกันเอง มันเหมือนเป็นการชุบชีวิตให้หมอลำกลอนโบราณที่คนชอบมองว่าเข้าถึงยาก ให้กลายมาเป็นเรื่องสนุกสนานร่วมสมัยและจับต้องได้สำหรับทุกคน
แต่เห็นฉันตลกโปกฮา ยิงมุกโบ๊ะบ๊ะในช่วงพูดคุยแบบนั้นเถอะ... พอถึงเวลาเข้าสู่บทลำจริงๆ ฉันเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยนะ เพราะสำหรับฉัน เรื่องครูบาอาจารย์คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ฉันเริ่มต้นด้วยการยกมือสิบนิ้วประนมขึ้นเหนือหัว ไหว้พระรัตนตรัย และเอ่ยชื่อบรมครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ทั้งคุณแม่สว่างจิต เชื้อหงษ์ และคุณแม่บุญช่วง เด่นดวง เพื่อขอขมาและขอพรให้การลำในวันนี้ราบรื่น ให้เสียงของฉันก้องกังวานกินใจคนฟัง ซึ่งนี่คือขนบธรรมเนียมปฏิบัติของหมอลำกลอนแท้ๆ ที่ฉันยึดมั่นมาตลอดชีวิต
และถ้าใครได้นั่งฟังฉันลำในคลิปนั้นจนจบ จะเห็นเลยว่าโครงสร้างการลำของฉันมันคือแบบแผนโบราณที่ฉันถนัดและชำนาญที่สุด เป็นหมอลำกลอนที่เรียกว่า "ครบเครื่อง" ในคนเดียว:
ช่วงลำทางยาว หรือลำก้าว: ฉันจะเน้นการเอื้อนเสียงที่ทรงพลัง ทอดจังหวะให้ยาวและลึก ดึงอารมณ์ผู้ฟังให้ด่ำดิ่งและอิ่มเอมไปกับเนื้อหาของบทกลอนอย่างละเมียดละไม
ช่วงลำทางสั้น: ฉันจะขยับจังหวะทำนองให้กระชับและสนุกขึ้น โชว์ชั้นเชิงและไหวพริบในการเยื้องกราย ลื่นไหลไปตามเสียงแคนอย่างลงตัว
ช่วงการเต้ย: พอถึงช่วงท้ายเวที ฉันจะปรับเปลี่ยนท่วงทำนองให้สนุกสนานเร้าอารมณ์แบบสุดๆ เพื่อให้คนฟังได้ขยับแข้งขยับขา ปลดปล่อยความม่วนตามสไตล์ “จงอางครางซอดแจ้ง”
ผลงานการบันทึกเทป ซีดี
ส่วนใหญ่เผยแพร่ผ่านทาง YouTube มีผลงานประพันธ์ชุดการแสดงมากกว่า 10 ชุด เช่น ลำเพลินมโนราห์หลวงหญ้า และเพลง "คอยนางข้างเวที" ที่แต่งให้ศิลปินอื่น
การเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ
1. พ่อเคน ดาเหลา 2. แม่ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน) 3. แม่ราตรีศรีวิไล 4.หมอลำคน ดาเหลา 5.หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน 6.หมอลำป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม 7.หมอลำราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร 8.หมอลำสว่างจิตร เชื้อหงษ์ 9.หมอลำสมบัติ ศรีทะบาน 10.หมอลำ สุพัฒน์ เสียงทอง 11.หมอลำป๊อปปี้ ธีระวัฒน์ เวฬุวัน 12.หมอลำแบงค์ ปฏิภาณ ลือชา 13.หมอลำตั้ม ณัฐตพล พรมยาลี 14.หมอลำอนันต์น้อย ดาวจรัสฟ้า 15.หมอลำรัตนชัย นกเขาขัน 16.หมอลำบุญหลง ฟ้าฮ่วน 17.หมอลำไก่ กนกพล พันแสน 18.หมอลำดร.แจ็ค มณูศักดิ์ เรืองเดช 19.หมอลำปังปอนด์น้อย ดาวเหนือ 20.หมอล เบียร์ กิตติพล แก้วปากดี 21.หมอลำณัฐ อ.เภอเพ็ญ 22.หมอลำบุญช่วง เด่นดวง
มีลูกศิษย์ (หมอลำ)
หมอลำน็อตนภา ฟ้าสะอื้น
กลวิธีในการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์
ใช้หลักสูตรการสอน 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน วิชาการ และวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกฝนที่ต้องอาศัยความอดทนสูง เช่น การตื่นมาท่องกลอนลำตั้งแต่เช้ามืด และการสอดแทรกเทคนิค “ลูกเอื้อน ลูกอ้อน ลูกสะเดิด” เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน
1. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3. โรงเรียนมูลมังหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
4. โรงเรียนห้วยเกิ้งพิทยาคาร
รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ
1. เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ สาขาศิลปะและวัฒนธรรม พ.ศ.2558
2. รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ระดับจังหวัด
3. รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน
ประพันธ์กลอนลำ/เพลง
ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)
1. วิทยากรพิเศษ
2. ประพันธ์กลอนลำ/เพลง
3.หมอลำสังกัดคณะเสียงวิหค
ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ
“สุดท้ายนี้... ฉันอยากจะฝากข้อคิดไว้ให้สำหรับผู้ที่สนใจ หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อยากจะก้าวเข้ามาเรียนหมอลำนะคะ”
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความหมายของมันจริงๆ ก่อน คำว่า “หมอลำ” เนี่ย มันแยกออกเป็น 2 คำค่ะ คำว่า “หมอ” คือผู้ชำนาญการ ส่วนคำว่า “ลำ” คือการร้อยเรียงลำนำเป็นบทกลอนตามวรรณคดีหรือวรรณกรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นพอมารวมกัน “หมอลำ” จึงหมายถึง ผู้ชำนาญการในการขับลำทำนองต่างๆ
ดังนั้นใครที่อยากจะเรียน ฉันฝากไว้เลยนะว่า แค่คุณมีความอยากเฉยๆ หรือแค่ชื่นชอบอย่างเดียว... มันไม่พอหรอกค่ะ! การเรียนหมอลำมันต้องใช้ความอดทนและควบคู่ไปกับความขยันเป็นอย่างมาก ขยันไขว่คว้าหาความรู้ ขยันท่องจำกลอนลำ ซึ่งอันนี้สำคัญที่สุด บางคนคิดว่าตัวเองร้องเพลงได้แล้วจะมาเรียกตัวเองว่าหมอลำ... บอกเลยว่าไม่ใช่นะคะ!
การเรียนหมอลำนี่มันยากกว่าการเป็นนักร้องลิบลับ การร้องเพลงคือคุณร้องตามต้นฉบับ เขาร้องมายังไงเราก็ร้องตามเขาเหมือนเป๊ะ แต่อยากเป็นหมอลำ คุณต้องจำกลอนหน้ากระดาษยาวๆ ให้ได้ แล้วยังต้องเอามาใส่ทำนอง ต้องใส่ทั้งลูกเอื้อน ลูกอ้อน ลูกเล่น ลูกคอ ลูกล้อ ลูกชน ลูกสะเดิด ลูกฆ่า ลูกกิน ลูกเอา สารพัดลูกเล่นที่คุณต้องทำมันให้ได้ เพื่อที่จะเอามาปรุงแต่งในกลอนลำของเราให้มันแปลกใหม่และแตกต่างจากคนอื่น
ชฉันชอบเปรียบเทียบหมอลำกับนักร้องให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนข้าว 2 จานค่ะ การร้องเพลงเปรียบเสมือนเราเดินเข้าเซเว่นไปซื้อข้าวกล่องสำเร็จรูปมาเวฟกิน ง่ายนิดเดียว แต่อยากเป็น หมอลำ...มันเปรียบเสมือนคุณต้องเริ่มต้นตั้งแต่ออกไปจ่ายตลาด ไปเลือกซื้อวัตถุดิบ ซื้อผัก ซื้อหมู ซื้อเครื่องปรุงต่างๆ แล้วหอบกลับมาบ้าน มานั่งหั่น มาสับ มาซอย จากนั้นค่อยเทลงกระทะ ผัด ปรุงรส แล้วมาชิม หมอลำมันคือความพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มไปจ่ายตลาดจนกระทั่งเสร็จพร้อมกิน มันต่างกันตรงนี้แหละค่ะ
เพราะฉะนั้น ใจรักอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องอดทนและขยันท่องจำกลอนลำด้วย ยุคที่ฉันเรียนหมอลำ ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 (03.00 น.) ลุกขึ้นมานั่งท่องจำกลอนลำให้จบหมดทุกกลอนถึงจะได้นอนต่อ เชื่อไหมว่าฉันต้องเอากลอนลำยัดไว้ใต้หมอนหนุนนอนเลย (หัวเราะ) คิดในใจว่าให้มันซึมซับเข้าหัวสมอง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ต้องควักออกมาอ่านทันที ท่องวนไปจนชำนาญ ฉันถึงได้กล้าเป็นหมอลำ และเรียกตัวเองว่าหมอลำได้อย่างเต็มปากในทุกวันนี้
ฉันขอฝากสิ่งนี้ไว้ให้ลูกๆ ศิลปิน หรือคนไหนก็ตามที่อยากจะเรียนหมอลำ โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ บอกเลยว่าเรียนเลยค่ะ! ไม่ต้องไปอาย ไม่ต้องไปเขินอายใคร ลำไปเลย! ขอแค่อย่างเดียว... ขอให้คุณมีความไขว่คว้าและรู้จัก "ครูพักลักจำ" ใครพูดอะไรมาจำเอาให้หมด จำให้ได้ แล้วนำมาคิดวิเคราะห์พัฒนาตัวเอง ปรับเปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นอัตลักษณ์ในแบบของตัวคุณเอง
แต่สำหรับตัวฉัน ณ ตอนนี้ ฉันยังไม่รับลูกศิษย์นะคะ (หัวเราะ) ถ้าใครอยากมาเรียนด้วย เงื่อนไขของฉันคือ คุณต้องไปศึกษาแนวทางของฉันมาให้ดีก่อน ไปเก็บรายละเอียดและแกะแนวทางความเป็นเพชรามาให้หมดก่อนถึงจะมาคุยกัน แต่ถ้าไม่ศึกษามาเลย หรือไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเป็น "เพชรา 2" ก็ไม่ต้องมาเรียนด้วยหรอกค่ะ คุณต้องผ่านด่านเป็นเพชรา 2 ให้ได้ก่อน ฉันถึงจะยอมรับเป็นศิษย์ “ก็ขอฝากคำแนะนำและตัวตนของฉันเอาไว้เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ”
สัมภาษณ์ ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2569