นางสาวชนิดา นาห้วยทราย
ศิลปินมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ

← กลับสู่หน้าหมอลำอุดรฯ

ภูมิหลัง

จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ครอบครัวของอาจารย์แม่ถือว่าฐานะดีเลยทีเดียว มีไร่นากว่าร้อยไร่ คุณพ่อทำธุรกิจค้าขาย แถมยังทำวงหมอลำ มีซุ้มยุ้งข้าว มีโรงหนังโรงละครเป็นของตัวเอง ยิ่งเรื่องรถล่ะก็ไม่ธรรมดา มีทั้งรถบัสหมายเลข 4193 เบอร์ 25 วิ่งสายหนองคาย-บึงกาฬ แล้วก็ยังมีรถกระบะวิ่งสายหนองคาย-อุดรฯ อีกเรียกว่าเพียบพร้อมเลยล่ะ

แต่ชีวิตคนเรามันก็มีช่วงขาลง วันหนึ่งคุณแม่เดินมาบอกว่า ท่าทางครอบครัวเราจะไปต่อไม่ไหวแล้วนะ คงส่งลูกเรียนได้แค่สองคน ต้องมีคนหนึ่งลาออก ใครจะเสียสละ? ด้วยความที่เป็นคนรักครอบครัว เด็กหญิงปรีดาในวัยแค่ 10 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนมิตรภาพ 19 บ้านน้ำสวย อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย เลยยกมือขอสละสิทธิ์ให้พี่ชายคนโตกับน้องสาวคนเล็กได้เรียนต่อ ส่วนตัวเองก็ลาออกมาช่วยงานคุณแม่ตั้งแต่วันนั้น

หน้าที่เด่นๆ ตอนเด็กคือ เวลาคุณแม่ซ้อมหมอลำ คุณแม่จะเหลาไม้ไผ่กิ่งเล็กๆ ส่งให้เอาไว้คอยคุมจังหวะ ถ้าลูกศิษย์คนไหนเต้นคร่อมจังหวะ ไม่ตรงเสียงดนตรี เด็กหญิงปรีดาก็จะเอาไม้ไผ่ไปตีที่ขาเบาๆ เป็นการช่วยคุณแม่สอนหมอลำไปในตัว และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมครูหมอลำเก่งๆ อย่างอาจารย์แม่ปรีดา ถึงเรียนจบแค่ชั้น ป.4

พอถึงปี พ.ศ. 2513 คุณแม่เห็นว่าถ้าปล่อยให้อยู่ช่วยงานบ้านงานเรือนไปเรื่อยๆ แบบนี้ ลูกคงไม่มีอนาคตแน่ๆ เลยตัดสินใจส่งไปเรียนหมอลำแบบจริงจังกับพี่ชายคนโต คืออาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง ที่บ้านเหล่าอีเม้ง สี่แยก จ.ส.5 จังหวัดชัยภูมิ เรียนอยู่ได้ 3-4 ปี พอวิชาเริ่มแกร่งกล้าก็เริ่มออกแสดง ช่วงแรกๆ ก็ลำคู่กับหมอลำสมพร หมอลำสาคร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพี่ชายนั่นแหละ พอเข้าปีที่สี่ถึงได้ขยับขึ้นมาลำคู่กับพี่ชายตัวเอง

จนวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2520 ด้วยความที่คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ อาจารย์แม่เลยขอลาพี่ชายและครูบาอาจารย์ กลับมาเปิดสำนักงานและทำธุรกิจหมอลำของตัวเองแถวข้างวัดมัชฌิมาวาส ซึ่งย่านนั้นบอกเลยว่าเป็นดงหมอลำเลยล่ะ พอปี 2523 ขยับขยายไปเช่าตึกแถวหน้าวัดมัชฌิมาวาส แล้วรับคุณพ่อคุณแม่มาอยู่ด้วยกัน ช่วงนั้นธุรกิจหมอลำรุ่งเรืองมาก ไปได้สวยสุดๆ อยู่ตึกนั้นมา 7-8 ปี ค่าเช่าก็ไม่ใช่ถูกๆ นะปีละหกหมื่นบาทเลยทีเดียว

พอเห็นว่าค่าเช่าแพง อาจารย์แม่เลยมองหาที่ทางของตัวเอง ไปถูกใจที่ดินตรงข้ามแขวงการทางเก่า (เก่าคร่ำ) บนถนนสายเอเชีย อุดรธานี-หนองคาย เลยซื้อที่ตรงนั้นแล้วย้ายอพยพออกไปสร้างอาณาจักรใหม่ อยู่ที่นั่นยาวนานกว่ายี่สิบปี งานเยอะมากจนต้องทำเครื่องเสียงเพิ่มขึ้นมาอีกสองชุดใหญ่ ในชื่อ "ปรีดาซาวด์"

แต่ก็นั่นแหละครับ ชีวิตคนเรามันเอาแน่เอานอนไม่ได้ พองานมันเยอะเกินไป ร่างกายไม่ได้พักผ่อน วันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุจากการหลับใน พอเจ็บตัวมางานก็เริ่มน้อยลงๆ บ่งบอกถึงช่วงขาลง จนสุดท้ายด้วยเหตุจำเป็นทางด้านการเงิน ก็ต้องจำใจขายตึกนั้นไป

อาจารย์แม่เคยสรุปชีวิตช่วงนั้นไว้สั้นๆ แบบน่าคิดว่า... เริ่มแสดงหมอลำมาตั้งแต่สิบกว่าขวบ ลำมาจนถึงอายุ 30 ปี...ได้ที่ดิน ลำมาจนถึงอายุ 40 กว่าปี...ได้ทั้งตึก ทั้งรถ ทั้งลาภยศ ลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด แต่พอรำมาจนถึงอายุเกือบ 50 ปี...หมดทั้งรถหมดทั้งตึก กลับมาอยากจนเหมือนเดิม นี่แหละชีวิต!

พอชีวิตผันแปรจนหลังชนฝา อาจารย์แม่ก็พาตัวเองกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่ข้างวัดมัชฌิมาวาสอีกรอบ คราวนี้จับมือกับพี่พัชรี แก้วเสด็จ คอยดึงงานช่วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า พอให้มีงานลำเข้ามาบ้างประปราย แต่พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกยังไม่จบ เพราะจู่ๆ โควิดก็ระบาด คราวนี้งานลำกลายเป็นศูนย์เลย ลูกศิษย์ลูกหาก็สลายตัว แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันไปทำมาหากินเลี้ยงชีพ

แต่อาจารย์แม่คิดในใจว่า จะมานั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องหาอะไรทำ เลยตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานหมอลำปรีดา แก้วเสด็จ ให้กลายเป็นร้านขายลาบขายก้อย พร้อมแต่งโลโก้ร้านขำๆ แต่อมทุกข์ไว้ว่า “โควิดครอบงำ งานลำท้อถอย เปิดร้านลาบก้อย รอคอยงานลำ”

ช่วงแรกๆ ขายดีมากครับ ขายดีจนไม่ได้หยุดพักมือเลย แต่พอช่วงหลังๆ ก็นั่นแหละ.. ยังไม่ได้หยุดพักมือเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากทำลาบมาเป็น "ไล่แมลงวัน" แทน! เพราะเจอระบบเพื่อนฝูงมาเซ็นต์ไว้ก่อน เพื่อนมักจะบอกว่า “เธอขายดีอยู่แล้ว ฉันขอค้างไว้ก่อนนะ” ค้างวันนี้ที วันนั้นที ผลัดไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทุนหายกำไรหด ก็เลยต้องเลิกราปิดร้านลาบไปอีกหนึ่งธุรกิจ

แต่ในความมืดมันก็มักจะมีแสงสว่างเข้ามาเสมอ ช่วงนั้นอาจารย์แม่ได้มีโอกาสพบกับ ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช แห่งวงแฟนลำเพลิน ซึ่ง ดร.มนูศักดิ์ แกเรียนมาหลายครูบาอาจารย์มาก แต่พอมาเจออาจารย์แม่ปรีดา แกบอกเลยว่าชอบกลอนลำของแม่มาก เลยสั่งให้แต่งกลอนลำและรับอาจารย์แม่ไปช่วยซ้อมให้ แล้วก็ชวนตรงๆ ว่า “แม่... ถ้าตอนนี้แม่ยังไม่ได้ทำธุรกิจอื่น มาช่วยงานวงแฟนลำเพลินของผมก่อนแล้วกัน” อาจารย์แม่คิดดูแล้วก็เห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อาจารย์แม่เลยเข้ามาทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง เป็นนักประพันธ์แต่งกลอนลำให้กับ ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช วงแฟนลำเพลิน อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่พัชรี แก้วเสด็จ ช่วยงานวงมาได้ 2-3 ปีแล้ว ซึ่งตอนนี้วงแฟนลำเพลินก็เติบโตไปได้สวย มิตรรักแฟนเพลงเหนียวแน่นล้นหลาม ทำให้อาจารย์แม่ได้กลับมามีความสุขในเส้นทางสายหมอลำที่ตัวเองรักอีกครั้งในบทบาทของครูผู้อยู่เบื้องหลังอย่างภาคภูมิใจ

ที่มาฉายาหมอลำ

มาจากนิมิตฝันของคุณพ่อเสริมว่ามีตาผ้าขาวมาบอกว่าถ้าได้ลูกสาวให้ชื่อว่า “มณีรัตน์ แก้วเสด็จ” จึงได้นำนามสกุล แก้วเสด็จ มาใช้เป็นฉายาในตระกูลหมอลำ

ทำนองลำที่ถนัด

กลอนลำทำนองขอนแก่น

อัตลักษณ์ความเป็นหมอลำของตนเอง

เอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ทำให้แม่ปรีดาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในผืนแผ่นดินอีสาน คือความสามารถในการ “ประพันธ์กลอนลำด้วยตนเอง” และการเป็น “เจ้าบทเจ้ากลอนร่วมสมัย” ฉายา “คลังสมอง” นั้นได้มาจากการที่ท่านมีคลังคำและปฏิภาณกวีอันเป็นเลิศ สามารถหยิบยกเรื่องราวรอบตัว เหตุการณ์ปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งท่วงทำนองเพลงสตริงและเพลงลูกทุ่งร่วมสมัยเข้ามา "แต่งแทรก" ใส่ในกลอนลำได้อย่างสดใหม่และกลมกลืน

สิ่งที่ทำให้แม่ปรีดาแตกต่างจากหมอลำทั่วไปในยุคนั้น คือการตั้งปณิธานว่าจะ “ไม่ร้องเพลงตลาดที่มีลิขสิทธิ์ของคนอื่น” แต่จะใช้วิธีแต่งเนื้อร้องและทำนองขึ้นมาเองทั้งหมดเพื่อใช้ในการแสดงหน้าเวทีและการสอนลูกศิษย์ จนกลายเป็นโลโก้ประจำตัวที่คนในวงการตั้งฉายาเสริมให้อีกชื่อว่า “สายซิ่ง” (หมายถึง ผู้ประพันธ์กลอนลำจังหวะสนุกสนาน เร้าใจ และกลอนร่วมสมัยยุคโจ๊ะ ๆ ได้อย่างเชี่ยวชาญ)

ตัวอย่างความอัจฉริยะเชิงกวีที่เห็นได้ชัด คือ ครั้งที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยท่านผู้อำนวยการ ได้มอบหมายให้แม่ปรีดาเขียนกลอนลำเรื่อง “นิทานมโนราห์” ในฉากสะเทือนอารมณ์ตอนที่แม่ย่าขับไล่มโนราห์หนีจากเมือง แม่ปรีดาได้หยิบเอาทำนองเพลงร่วมสมัยที่กำลังฮิตในยุคนั้นอย่างเพลง “วันงานเทศกาลผ่านไป” ของศิริพร อำไพพงษ์ มารังสรรค์เนื้อร้องใหม่เป็นกลอนประยุกต์ได้อย่างไพเราะและจับใจผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

ผลงานการบันทึกเทป ซีดี

1. ซีดีผลงานอัลบั้ม “หมอลำมหามัน บ้านโนนจิก”                     

2. ซีดีผลงานอัลบั้ม “เกี้ยวบ่าวแก่”                                 

3. ซีดีผลงานอัลบั้ม “ชุดชมดาว”                                         

4. ซีดีผลงานอัลบั้ม “ศรีธนมโนราห์”                                      

5. ซีดีผลงานอัลบั้ม “เด็กหัดเต้ย”                                         

6. ซีดีผลงานอัลบั้ม “เต้ยบันลือโลก”                                      

7. ซีดีผลงานอัลบั้ม “พญาเทครัว”                                  

ด้านการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงหมอลำในต่างประเทศ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เวียงจันทน์, หลวงพระบาง)

เคยแสดงร่วมกับหมอลำ หรือคณะหมอลำ

1. อาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง (พี่ชาย)    2. หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ   3. หมอลำสมพร   4. วงแฟนลำเพลินของผศ.ดร.มนูศักดิ์ เรืองเดช   5. หมอลำสาคร   6.หมอลำโลม บูรพาฟ้าหงส์เหิน   7.หมอลำรุ่งโรจน์ ดาวเหนือ   8.หมอลำสมบัติ ฟ้าสนั่น     9.หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก   10.หมอลำมนตรี รถด่วน   11.เอ็ดดี้ ผีน่ารัก   12.หมอลำบุญเสริม เพ็ญศรี   13.หมอลำสมพงษ์ มาพร   14.หมอลำนันทนาแก้วเสด็จ   15.หมอลำสังวาลน้อย ดาวเหนือ   16.หมอลำสุรสิทธิ์ ดาวเหนือ   17.หมอลำเมธี ดวงไมตรี   18.หมอลำรูซี่ ฆ้องสามจูม    

มีลูกศิษย์ (หมอลำ) 

1. นายพรศักดิ์ แสงเจริญ          2. นางสาวสุภิญญา ดวงจันทร์ 3. นายสายันต์ ทอแสง            4. นางสาวพรทิพย์ เทพปาณี 5. นายเชิดชัย ชัยอนันต์           6. นางสาวจันทิมา เจริญศรี        7. นายสุเทพ นิยมศิลป์            8. หมอลำพิณสุดา แก้วเสด็จ  9. นายเมธี ดวงไมตรี       10. นางสาวเบญจวัน จรัสแสง 11.หมอลำเบญจวรรณ จรัสแสง     12.หมอลำสมพงษ์ มาพร 13.หมอลำนันทนา แก้วเสด็จ  14.หมอลำจรัญญา อารีวงศ์15.หมอลำประสิทธิ มิตรอีสาน 16.หมอลำเกษแก้ว อัญมณี17.หมอลำพิณสุดา แก้วเสด็จ  18.หมอลำไชยโย ลูกอีสาน19.หมอลำนุสรา แก้วเสด็จ   20.กรรณิการ์ แก้วเสด็จ21.หมอลำปริตา แก้วเสด็จ   22.หมอลำดารุณี แก้วเสด็จ 23.หมอลำลำริตา แก้วเสด็จ  24.หมอลำทิพวรรณ แก้วเสด็จ25.หมอลำเกศรินทร์ แก้วเสด็จ 26.หมอลำธานิล ปิ่นทอง27.หมอลำวนิดา แก้วเสด็จ   28.หมอลำสมพร แก้วเสด็จ29.หมอลำเอ้ กรรณิการ์           30.หมอลำศิริธร แกก้วเสด็จ31.หมอลำอมร พรอนันต์          32.หมอลำภคิน พินิจมนตรี33.หมอลำอาทิตย์ ภูมิเพชร         

ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้/เทคนิควิธีการสอน/ฝึกฝนลูกศิษย์

ความเป็นครูของแม่ปรีดาเข้มข้นถึงขนาดที่ท่านเล่าปนเสียงหัวเราะว่า ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กหญิงอายุ ๑๐ กว่าขวบ เวลาที่มีผู้ใหญ่มาซ้อมลำที่บ้าน แล้วใครลำย้อนหรือลำคร่อมจังหวะ เด็กหญิงปรีดาในวันนั้นจะเป็นคนถือ “ไม้ไผ่เหลาแบน ๆ เล็ก ๆ” คอยเดินไปตีที่ขาเปรี้ยง ๆ เพื่อคุมจังหวะและสั่งให้เริ่มต้นลำใหม่

 เมื่อเติบโตขึ้นและเปิดสำนักงานของตัวเอง วิธีการถ่ายทอดความรู้ของแม่ปรีดาจึงมีความเป็นระบบและครบเครื่อง ท่านไม่ได้สอนเพียงแค่การร้องหรือการจำกลอนลำ แต่สอนลึกไปถึง “ลีลานาฏศิลป์ บทบาทการฟ้อน และบุคลิกภาพหน้าเวที” รวมถึงการสอน “บทพูด (สคริปต์)” โดยท่านจะเขียนโครงสร้างคำพูดหน้าเวทีให้ลูกศิษย์สวมบทบาทได้อย่างลื่นไหล

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แม่ปรีดากลายเป็นนักแต่งกลอนลำมือฉมัง เกิดขึ้นในยุคที่มีการกวดขันเรื่อง “ลิขสิทธิ์เพลง” อย่างเข้มงวด มีการจับกุมหมอลำที่นำเพลงตลาดไปร้อง แม่ปรีดาจึงแก้ปัญหาด้วยการห้ามลูกศิษย์ร้องเพลงตลาดเด็ดขาด แล้วท่านก็หันมาจับปากกา นำโครงสร้างกลอนลำอันเป็นมรดกจากพี่ชายมาเป็นต้นแบบ แล้วเขียนกลอนลำขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้ลูกศิษย์ใช้ลำ ศิษย์ของแม่ปรีดาทุกคนจึงมีกลอนลำเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ จนหมอลำวงอื่น ๆ ที่ได้ยินต่างพากันมาติดต่อขอซื้อกลอนลำของแม่ปรีดา เพราะมีจุดเด่นคือ “ท่องง่าย จำไว สอดคล้องดี และเข้าถึงอารมณ์คนฟัง”

การถ่ายทอดองค์ความรู้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย/หน่วยงาน

1. โรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.บ้านจั่น                

2. โรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.กงพาน                

3. โรงเรียนผู้สูงอายุ อบต.หนองบัว               

4. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี            

5. มหาวิทยาลัยขอนแก่น                 

รางวัลเชิดชูเกียรติที่เคยได้รับ

1. รางวัลศิลปินวัฒนธรรมสัมพันธ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น 

2. รางวัลโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ       

ความสามารถด้านอื่นนอกจาก การลำ การฟ้อน

ประพันธ์กลอนลำ

แต่งเพลง     

ปัจจุบันประกอบอาชีพ (นอกจากอาชีพหมอลำ)

1. นักประพันธ์กลอนลำ                                                

2. วิทยากร/อาจารย์พิเศษสอนหมอลำ                               

3. ผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนวงหมอลำ 

4.ค้าขาย                       

ฝากถึงเยาวชนที่อยากเรียนหมอลำ หรือให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหมอลำ

ฝากถึงเยาวชนที่จะมาเรียนหมอลำอย่างไร อยากให้เยาวชนรู้จักรักษาจารีตและหลักการลำที่ถูกต้อง เช่น การไหว้ครู (ไหว้ครูสุดแสน) ก่อนจะลำแนวอื่นๆ ไม่ใช่ทำเพื่อแค่ความสนุกหรือหาเงินอย่างเดียว เพราะหมอลำคือผู้เชี่ยวชาญ การมีพื้นฐานที่ดีจะช่วยยกระดับคุณค่าของศิลปินให้สูงขึ้นและช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานให้คงอยู่ตลอดไป

สัมภาษณ์ ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2569

📸 อัลบั้มภาพศิลปิน